พานรัฐธรรมนูญ ในวัดไทย สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์บนงานพุทธศิลป์
ถ้าเดินเข้าไปในวัดทั่วประเทศไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา สิ่งหนึ่งที่บางครั้งปรากฏอยู่บนหน้าบัน ระฆัง หรือรายละเอียดของอาคาร คือภาพที่ดูแตกต่างจากเทวดา พระพุทธรูป หรือลวดลายโบราณที่คุ้นเคย นั่นคือภาพ พานรัฐธรรมนูญ — สมุดไทยสีทองวางบนพานสองชั้น สัญลักษณ์ของระบอบการปกครองใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงมา ซึ่งเจือปนอยู่กับพุทธศิลป์ในวัดธรรมนูญหลายแห่งทั่วประเทศ จนเกิดเป็นมิติที่น่าค้นหาในประวัติศาสตร์ศิลปะและการเมืองไทย
2475 : ปีที่ทุกอย่างเปลี่ยน และรัฐธรรมนูญต้องการรูปร่าง

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ความเปลี่ยนแปลงระดับนั้นไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนทุกคนในประเทศเข้าใจได้ผ่านคำอธิบายทางกฎหมายหรือคำประกาศในหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียว
รัฐบาลคณะราษฎรจึงต้องหาวิธีทำให้สิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่าง “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้และรู้สึกได้ — และนั่นคือจุดกำเนิดของพานรัฐธรรมนูญ
ใน พ.ศ. 2477 จากแนวคิดของนายจำรัส มหาวงศ์นันทน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน รัฐบาลจัดสร้างรัฐธรรมนูญจำลองขึ้น 70 ชุด โดยมีหลวงวิจิตรวาทการ เลขาธิการสมาคมคณะรัฐธรรมนูญและอธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้ควบคุมดูแล และประสานกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ในเรื่องการออกแบบ สรุปว่าให้ช่างฝีมือของกรมศิลปากรทำสมุดไทยลงรักปิดทองเป็นสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ วางบนพาน 2 ชั้น เป็น “พานรัฐธรรมนูญ” เพื่อนำไปประดิษฐานยังทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร
พาน แว่นฟ้า และการยกสถานะของกฎหมาย
สิ่งที่น่าสนใจมากคือการเลือกใช้ “พาน” เป็นฐานรองรับรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ในวัฒนธรรมไทย “พานแว่นฟ้า” คือภาชนะที่ใช้ในงานพิธีสำคัญและใช้รองรับของสูง มันเกี่ยวพันกับสถาบันสงฆ์และสถาบันกษัตริย์มาช้านาน การนำพานมาใช้รองรับรัฐธรรมนูญจึงเป็นการส่งสัญญาณทางสัญลักษณ์ที่ชัดเจนมากว่า รัฐบาลคณะราษฎรต้องการให้รัฐธรรมนูญมีสถานะเทียบเท่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคมไทย
ยืนยันสิ่งนี้ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ภายในงานฉลองรัฐธรรมนูญมีการสร้างพลับพลาจตุรมุขสำหรับประดิษฐานพานรัฐธรรมนูญ ซึ่งพลับพลาจตุรมุขถือเป็นสถาปัตยกรรมไทยชั้นสูงที่ใช้ในพระราชพิธีเท่านั้น นักประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ อธิบายว่านี่คือความตั้งใจที่จะยกรัฐธรรมนูญให้มีสถานะสูงส่งเทียบเคียงกับสถาบันพระมหากษัตริย์
เมื่อพานรัฐธรรมนูญเข้าสู่วัด : ศิลปะที่กว้างขวางที่สุดในไทย

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดของพานรัฐธรรมนูญคือการที่มันแพร่กระจายเข้าไปในวัดพุทธทั่วประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศิลป์ในยุคนั้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนและงดงามที่สุดคือ หน้าบันศาลาการเปรียญ วัดตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2484 ทำเป็นรูปเทวดาเทินพานรัฐธรรมนูญ ประติมากรรมนี้ทำจากคอนกรีตทาสีทอง พื้นหลังเป็นคอนกรีตติดกระเบื้องแผ่นเล็กหรือโมเสก และที่สำคัญคือลายพานรัฐธรรมนูญถูกสร้างทับลงไปบนลวดลายหน้าบันเดิมของศาลาการเปรียญที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 หรือที่ 4 — การทับซ้อนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องสถาปัตยกรรม แต่คือการทับซ้อนของสองยุคสมัยในผืนเดียวกัน
นอกจากวัดตลิ่งชัน ยังพบภาพพานรัฐธรรมนูญในวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งแกะสลักบนหน้าบัน ปั้นบนกำแพง หรือประดับอยู่ในส่วนตกแต่งต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในยุคนั้น ศิลปะการเมืองและพุทธศิลป์ไม่ได้แยกจากกัน แต่เดินทางไปด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ
หลวงวิจิตรวาทการและการทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นศาสนา
บทบาทของหลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) ในกระบวนการสร้างพานรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่งานบริหาร แต่สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ลึกกว่านั้น เขาเชื่อว่าชาติต้องการศาสนาใหม่ที่ทุกคนร่วมบูชาได้ และรัฐธรรมนูญในฐานะสัญลักษณ์คือคำตอบที่เขาเลือก
การทำสมุดไทยลงรักปิดทองแทนที่จะเป็นหนังสือพิมพ์ธรรมดาคือการตัดสินใจเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ ทองคำและรักในวัฒนธรรมไทยคือวัสดุของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ — พระพุทธรูปปิดทอง ต้นโพธิ์ทำด้วยทอง เครื่องยศชั้นสูง ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ การให้รัฐธรรมนูญมีลักษณะเดียวกันคือการดึงอำนาจของสัญลักษณ์เหล่านั้นมาเป็นของตน
จาก 2477 ถึงปัจจุบัน : สัญลักษณ์ที่ยังไม่สิ้นสุดความหมาย
แม้ยุคคณะราษฎรจะสิ้นสุดลงและงานฉลองรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2501 แต่ พานรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หายไปจากสังคมไทย
ทุกวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ ยังคงมีการจัดแสดงพานรัฐธรรมนูญในพิธีการทางราชการ สัญลักษณ์นี้ยังปรากฏบนตราประจำมหาวิทยาลัยหลายแห่ง บนเหรียญ สลาก และแม้กระทั่งของตกแต่ง วัดหลายแห่งยังคงมีภาพพานรัฐธรรมนูญอยู่บนหน้าบันหรือส่วนประดับ เป็นพยานของยุคสมัยที่คนทำวัดและรัฐบาลเชื่อในสิ่งเดียวกัน
และในวัดธรรมนูญที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ พานรัฐธรรมนูญยังคงยืนอยู่ — รอให้คนผ่านมาตั้งคำถามว่าทำไมรูปนั้นถึงอยู่ในวัด และเมื่อรู้คำตอบแล้วก็จะเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ไทยมีความซับซ้อนและน่าสนใจมากกว่าที่เราเรียนกันในชั้นเรียนมาก