เช็กอาการเริ่มต้น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คร่าชีวิตคนทั่วโลกอันดับต้นๆ สาเหตุถึงมือหมอช้า-วินิจฉัยผิด
เช็กอาการเริ่มต้น สัญญาณเตือน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่คร่าชีวิตคนทั่วโลก รองจากมะเร็ง สาเหตุถึงมือแพทย์ช้า-วินิจฉัยผิด
หลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery disease: CAD) เป็นอีกหนึ่งโรคที่มีความรุนแรงและสามารถทำให้เสียชีวิตได้ โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยทั่วโลกรวมถึงผู้ป่วยในประเทศไทยต้องเสียชีวิตรองลงมาจากโรคมะเร็ง (Cancer) สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเกิดขึ้นได้จากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม ตลอดไปจนถึงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคที่พบได้บ่อย เช่น การสูบบุหรี่ โรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง มีความดันเลือดสูง
ถึงแม้ว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคอันตรายและอาจเกิดจากสาเหตุที่ยากต่อการควบคุม หากผู้ป่วยทำความเข้าใจอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติและสามารถต่อเวลาชีวิตออกไปได้อีกยาวนาน
ล่าสุด สถาบันโรคทรวงอก ได้ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับ อาการเริ่มต้นของร่างกายที่กำลังส่งสัญญาณอันตรายของเส้นเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน
โดยระบุว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome หรือ ACS) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทยและทั่วโลก ยิ่งได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไหร่ กล้ามเนื้อหัวใจก็จะเสียหายน้อยลงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมาถึงมือแพทย์ช้าเกินไป หรือถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นอาการเครียด วิตกกังวล หรือปวดกล้ามเนื้อธรรมดา ทั้งที่จริงแล้วหัวใจกำลังขาดเลือดอยู่
เพื่อให้ประชาชนทั่วไปและผู้ที่กำลังดูแลคนใกล้ตัว เข้าใจสัญญาณเตือน แนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถไปโรงพยาบาลให้ทัน
1.หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันคืออะไร
หัวใจของเราเลี้ยงด้วยหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) 3 เส้นหลัก เมื่อมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดจนหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ จะเรียกว่า “หลอดเลือดหัวใจตีบ” และหากคราบไขมันนั้นแตกออกกะทันหัน ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดมาอุดตันจนเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ เกิดเป็น “ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “หัวใจวาย” ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา
2.อาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
อาการที่พบบ่อยและควรนึกถึงหัวใจขาดเลือดเป็นอันดับแรก ได้แก่ แน่น หนัก อึดอัด หรือบีบรัดที่กลางหน้าอก
- มักไม่ใช่อาการเจ็บแปลบแบบเข็มแทง แต่เป็นความรู้สึก “อึดอัด” หรือ “เหมือนมีของหนักทับ”
- ร้าวไปแขน ไหล่ คอ กราม หรือหลัง โดยเฉพาะแขนซ้าย
- เหงื่อแตกโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับอาการหน้าซีด ตัวเย็น
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเมื่อออกแรง คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน บางรายมีเพียงอาการนี้โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน
- อาการเป็นต่อเนื่องมากกว่า 15-20 นาที และไม่ดีขึ้นด้วยการพัก
โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน แต่อาจมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอกเล็กน้อย อ่อนเพลียมาก โดยไม่มีสาเหตุ
หากมีอาการเหล่านี้ในผู้ที่มีความเสี่ยง ควรไปพบแพทย์ทันที อายุน้อยไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ปัจจัยเสี่ยงไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความเครียด กรรมพันธุ์ และโรคอ้วน สามารถทำให้เกิดภาวะนี้ได้ในคนอายุ 30 ต้นๆ เช่นกัน ดังนั้นถ้าสงสัยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ควรทำ EKG 12 leads เพื่อการวินิจฉัย
3.แนวทางการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
เมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เข้าได้กับภาวะหัวใจขาดเลือด มาตรฐานการดูแลที่เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ ได้แก่
1.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG) ภายใน 10 นาทีแรก ที่มาถึงห้องฉุกเฉิน เป็นการตรวจที่ทำง่าย รวดเร็ว และให้ข้อมูลสำคัญมากต่อการวินิจฉัย
2.เจาะเลือดดูค่าเอนไซม์หัวใจ (Troponin) เพื่อดูว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายหรือไม่ อาจต้องเจาะซ้ำห่างกันตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพราะค่าอาจยังไม่ขึ้นในชั่วโมงแรกๆ
3.ซักประวัติอย่างละเอียด ลักษณะอาการ ระยะเวลา ปัจจัยกระตุ้น ปัจจัยเสี่ยง (ไขมันสูง ความดันสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว)
4.ตรวจร่างกายพื้นฐาน รวมถึงการฟังเสียงหัวใจและปอด วัดสัญญาณชีพ
5.การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ
(Echocardiogram) สามารถทำได้ข้างเตียงผู้ป่วยเป็นการตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ไม่เจ็บ สามารถช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการวินิจฉัยรวมถึงการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ได้ด้วย รวมถึงอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด
ประเด็นสำคัญEKG ทำได้ทันที เป็นการตรวจแรก ที่ควรทำเมื่อสงสัยภาวะนี้ หากอาการเข้าข่ายชัดเจนแต่ยังไม่แน่ใจ แพทย์ควรพิจารณาส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ หรือรับไว้สังเกตอาการ
4.แนวทางการรักษา การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของภาวะหัวใจขาดเลือด แบ่งกว้างๆ ได้ดังนี้
การรักษาเบื้องต้นในภาวะฉุกเฉิน ให้ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน) เพื่อลดการขยายตัวของลิ่มเลือด ให้ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยาลดความเจ็บปวด และออกซิเจนตามความจำเป็น ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง
การรักษาเฉพาะทาง
- การสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน/ใส่ขดลวด (PCI) เป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบันสำหรับผู้ป่วยที่มีการอุดตันชัดเจน ยิ่งทำเร็วยิ่งลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ
- การให้ยาละลายลิ่มเลือด ในกรณีที่ไม่สามารถทำ PCI ได้ทันเวลา
- การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG หรือบายพาส) ในรายที่มีการตีบหลายเส้นหรือมีความซับซ้อนสูง
5.การดูแลต่อเนื่องหลังการรักษา
- การรักษาหัวใจขาดเลือดไม่ได้จบแค่ในโรงพยาบาล แต่ต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิตเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน และยาควบคุมความดัน ห้ามหยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว
- ปรับพฤติกรรม งดสูบบุหรี่ ลดอาหารไขมันสูงและเค็มจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามคำแนะนำแพทย์
- ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อย่างเคร่งครัด
- เข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) หากมี เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายอย่างปลอดภัย
6.ข้อควรปฏิบัติ
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการแน่นหน้าอกที่เข้าข่ายข้างต้น อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้าน หากมีอาการเข้าข่าย ให้รีบโทรสายด่วน 1669 สายด่วนแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน บนรถฉุกเฉินที่มีเครื่องมือ ทีมกู้ชีพสามารถส่งข้อมูลให้หมอหัวใจเตรียมห้องสวนหัวใจรอได้ทันที ระหว่างนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
การสวนหัวใจเพื่อบอลลูนขยายหลอดเลือด (Primary PCI) เป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด ควรทำให้สำเร็จภายใน 120 นาที (2 ชั่วโมง) นับจากวินิจฉัย หากโรงพยาบาลนั้นมีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ แต่ถ้าไปถึงโรงพยาบาลที่มีความพร้อมอยู่แล้ว สามารถทำภายใน 90 นาที
การให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic Therapy) ในกรณีที่โรงพยาบาลนั้นไม่มีเครื่องมือสวนหัวใจ และไม่สามารถส่งตัวไปโรงพยาบาลใหญ่ได้ทันใน 120 นาที แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดแทน โดยต้องให้ยาภายใน 10-30 นาที นับจากตัดสินใจรักษา
สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจ ทุกเวลาที่เสียไป คือกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายลง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการ เจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่กรามหรือแขนซ้าย มีเหงื่อแตกโชก เหมือนจะเป็นลม อย่ารอดูอาการ ให้รีบโทร 1669 เพื่อนำส่งโรงพยาบาลทันที ยิ่งได้รับการวินิจฉัย และรักษาเร็วเท่าไหร่ โอกาสรอดชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันโรคทรวงอก