ภาพเก่า...เล่าตำนาน : คุณค่า...การได้สัญชาติ...‘เพื่อลูก’
ภาพเก่า…เล่าตำนาน : คุณค่า…การได้สัญชาติ…‘เพื่อลูก’
กรณีการ “แจ้งเกิดทิพย์” และวิธีการอันแพรวพราวให้ได้สัญชาติเพื่อลูก มิได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น….
ประเทศที่เป็น “ตัวเลือกยอดนิยม” สำหรับการคลอดบุตรเพื่อให้ลูกได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ จะต้องเป็นประเทศที่ใช้หลักกฎหมาย Jus Soli (หลักดินแดนแบบไม่มีเงื่อนไข) ซึ่งหมายความว่า เด็กที่เกิดบนแผ่นดินนั้นจะได้รับสัญชาติทันที โดยไม่ต้องคำนึงถึงสัญชาติหรือสถานะการตรวจคนเข้าเมืองของพ่อแม่
สหรัฐอเมริกา เป็นเป้าหมายอันดับ 1 เด็กจะได้สัญชาติอเมริกันทันที และเมื่ออายุครบ 21 ปี จะสามารถยื่นขอใบเขียว (Green Card) ให้พ่อแม่ได้ นอกจากนี้ ดินแดนในปกครองของสหรัฐ อย่าง เกาะไซปัน (Saipan) ก็เป็นที่นิยมมากของแม่ชาวจีนเพราะเดินทางใกล้กว่า
แคนาดา เป็นประเทศที่เจริญแล้วเพียงไม่กี่แห่งร่วมกับสหรัฐ ที่ให้สัญชาติโดยไม่มีเงื่อนไข พาสปอร์ตมีความแข็งแกร่งสูง และระบบการแพทย์รวมถึงสวัสดิการติดอันดับโลก
ทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชีย ไม่มีประเทศใดให้สัญชาติแบบอัตโนมัติแล้ว อังกฤษ (ยกเลิกปี 1983) ออสเตรเลีย (ยกเลิกปี 1986), และไอร์แลนด์ (ยกเลิกปี 2005) ได้เปลี่ยนไปใช้ระบบ หลักสายเลือด หรือมีเงื่อนไขเข้มงวด (เช่น พ่อหรือแม่ต้องเป็นประชากรถาวรที่นั่นก่อน)
อเมริกา คือ ดินแดนในฝันสำหรับนักสู้เพื่ออนาคต
หลังจากที่ลูกได้รับสัญชาติอเมริกันแล้ว ตัวพ่อแม่จะยังไม่ได้สิทธิประโยชน์หรือสัญชาติตามลูกโดยอัตโนมัติทันที ด้วยแต่สิทธิประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ลูกสามารถเป็น “ผู้สปอนเซอร์” เพื่อขอใบเขียว (Green Card) ให้พ่อแม่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐได้อย่างถาวร
รัฐบาลสหรัฐเองก็เคย “นำเข้า” ประชาชนจากประเทศอื่นๆ
กลับมาคุยกันเรื่องของพฤติกรรมชาวจีน (บางส่วน) ครับ
พฤติกรรมการเดินทางไปคลอดบุตรในต่างประเทศของชาวจีน หรือที่เรียกกันว่า “ทัวร์คลอดบุตร” (Birth Tourism) เป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มชาวจีนระดับชนชั้นกลางไปจนถึงมหาเศรษฐี
โดยมีเป้าหมายหลักในการคว้าสัญชาติและสิทธิพลเมืองให้แก่ลูกตั้งแต่แรกเกิด
“การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร” (Birth Tourism) เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดโดยอาศัยหลักดินแดน (Jus Soli) ของประเทศที่ให้สัญชาติแก่เด็กทุกคนที่เกิดในแผ่นดินของตน เช่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา
พ่อแม่ชาวจีนจะเดินทางด้วย “วีซ่าท่องเที่ยว” ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก และยอมจ่ายเงินหลักล้านบาทให้กับ “ธุรกิจเอเยนซี่บ้านพักคนท้อง” (Maternity Hotels) เพื่อให้ลูกได้สัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติเมื่อคลอด
ทว่าในปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์ได้เพิ่มความเข้มงวดและกวาดล้างขบวนการฉ้อโกงวีซ่าเหล่านี้อย่างหนัก
มีบริษัทจำนวนมากในจีน รัสเซีย และประเทศอื่นๆ ที่โฆษณาบริการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง วีซ่า การดูแลทางการแพทย์ และคำแนะนำอื่นๆ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และต้องการคลอดบุตรในสหรัฐอเมริกา โดยมีรายงานว่าค่าบริการมีตั้งแต่ 20,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐ
การท่องเที่ยวเพื่อการคลอดบุตรนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กว่า 30 ประเทศมีระบบการให้สัญชาติโดยกำเนิด (หลักการ jus soli) และปัญหาที่คล้ายคลึงกันนี้ก็เกิดขึ้นในหลายประเทศเช่นกัน ตัวอย่างเช่น แคนาดาเคยมีข้อถกเถียงที่คล้ายกันเกี่ยวกับ “แพคเกจการคลอดบุตร” และ “บ้านสำหรับเด็ก” ที่ทำการตลาดให้กับคุณแม่ชาวต่างชาติที่กำลังตั้งครรภ์
2547 มีการลงประชามติในไอร์แลนด์…ยกเลิกระบบการให้สัญชาติโดยกำเนิด
ปี 2526 สหราชอาณาจักรได้ยกเลิกหลักการนี้ใน ท่ามกลางการทบทวนแนวคิดเรื่องสัญชาติอังกฤษในวงกว้างหลังยุคอาณานิคม
คำว่า “การท่องเที่ยวเพื่อการคลอดบุตร” ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันในปัจจุบัน เคยมีคำที่ใช้ในเชิงลบมาก่อนคือ “anchor baby” ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เพื่ออธิบายถึงการกระทำของผู้อพยพชาวเม็กซิกันที่ข้ามพรมแดนเข้ามาเพื่อคลอดบุตรที่จะเป็นพลเมืองสหรัฐ และสามารถเป็นผู้สนับสนุนให้ญาติของตนอพยพเข้ามาอย่างถูกกฎหมายได้ในอนาคต
นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ชาวจีนผู้มีอันจะกินนิยมไปซื้อสัญชาติหรือซื้อสิทธิพำนักระยะยาว (Golden Visa / Golden Passport) ในอีกหลายประเทศทั่วโลก
ทั้งหลาย ทั้งปวง เพื่ออนาคตของลูก
มีชาวจีนจำนวนมากที่ “ซื้อสัญชาติ” หรือหาทางให้ลูกได้สัญชาติประเทศอื่น โดยกลุ่มพ่อแม่ชาวจีนที่มีฐานะมักมองว่าการถือพาสปอร์ตต่างประเทศเปรียบเสมือน “ตั๋วทอง” ที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของลูก
ลูก…ที่ได้สัญชาติต่างประเทศจะสามารถเข้าเรียนในระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนั้นๆ ได้ในฐานะพลเมือง ซึ่งค่าเล่าเรียนถูกกว่านักเรียนต่างชาติหลายเท่า
หรือหากกลับมาเรียนในจีน ก็สามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน (เช่น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง หรือชิงหวา) ได้ง่ายกว่าผ่านโควต้านักศึกษาต่างชาติตั๋วผ่านทางสำหรับอพยพทั้งครอบครัว (Chain Immigration)
สัญชาติที่ 2 ของลูก เป็นทางออกเพื่อความอุ่นใจของครอบครัวที่มีฐานะ เผื่อกรณีที่สถานการณ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจในประเทศจีนมีความผันผวน
ประเทศไทย ก็เป็นตัวเลือกระดับต้นๆ
พฤติกรรมที่เพิ่งมีการจับกุมได้ คือ การเดินทางเข้ามาคลอดบุตรในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ (เช่น การอุ้มบุญ หรือ IVF)
ล่าสุด มีการตรวจพบขบวนการทุจริตในลักษณะ “พ่อทิพย์” โดยให้หญิงชาวจีนจดทะเบียนสมรสปลอมหรือจ้างชายไทยมาเซ็นรับรองเป็นพ่อ เพื่อให้เด็กได้สัญชาติไทยและได้สิทธิถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือทำธุรกิจในอนาคต …ข้าราชการไทยกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้รับเงินในธุรกิจนี้
รัฐบาลทรัมป์ โดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้ทลายเครือข่ายทัวร์คลอดบุตรครั้งใหญ่ มีการตรวจพบและสั่งปิดระบบเครือข่าย “คนกลาง” (Fixers) ทั้งในแอฟริกาตะวันตก แอฟริกาเหนือ และยุโรป ซึ่งโยงใยคดีฉ้อโกงวีซ่ากว่า 600 กรณี
พ่อ-แม่ ที่ถูกตรวจพบว่าเคยใช้เอกสารเท็จหรือปกปิดวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามาคลอดบุตรในสหรัฐ ถูกเพิกถอนวีซ่าไปแล้วหลายร้อยราย และถูกสั่งห้ามเข้าประเทศสหรัฐเป็นการถาวร
ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ยกเลิกกฎหมายให้สัญชาติแก่เด็กทุกคนที่เกิดในแผ่นดินไปแล้ว (ต้องมีพ่อหรือแม่เป็นพลเมืองหรือผู้พำนักถาวรก่อน) แต่ชาวจีนยังคงนิยมไปคลอดที่นั่นด้วยเหตุผลด้านอื่น…
เพื่อเข้าถึงระบบสวัสดิการและการแพทย์ระดับโลก รวมถึงต้องการให้ลูกเติบโตและเรียนต่อในสภาพแวดล้อมที่ดีพฤติกรรม
เมื่อตั้งใจจะให้ลูกได้สัญชาติอื่น …ต้องวางแผนระยะยาว โดยพ่อแม่มักจะยื่นขอวีซ่านักศึกษา วีซ่าทำงาน หรือวีซ่านักลงทุนไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อให้ได้สิทธิพำนักชั่วคราว จากนั้นจึงวางแผนคลอดบุตร เพื่อให้ลูกมีโอกาสเปลี่ยนเป็นสถานะประชากรถาวร (PR) ได้ง่ายขึ้น
ประเทศแถบยุโรป ไซปรัส มอลตา กรีซ และโปรตุเกส ประเทศกลุ่มนี้ไม่ได้ให้สัญชาติทันทีจากการเกิด แต่ชาวจีนนิยมใช้ช่องทาง “วีซ่าทองคำ” (Golden Visa) หรือการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อแลกสิทธิในการพำนัก
ผลที่ตามมา คือ การได้สิทธิเป็นพลเมืองของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งช่วยให้ลูกสามารถเดินทาง เรียนต่อ และทำงานได้อย่างเสรีใน 27 ประเทศยุโรป
ในที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่อง เงินๆ ทองๆ
ครอบครัวชาวจีน จะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม “ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ” ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้ได้สิทธิพำนักถาวร จากนั้นแม่จะเดินทางไปคลอดบุตรในโรงพยาบาลท้องถิ่น เพื่อให้เด็กเติบโตและเข้าสู่กระบวนการขอสัญชาติยุโรปได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วัยเยาว์
รัสเซียกลายเป็นจุดหมายใหม่สำหรับชาวจีนที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากรัสเซียมีกฎหมายรองรับการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ (Commercial Surrogacy) ที่เปิดกว้างและมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าสหรัฐ
คู่รักชาวจีนจะเดินทางไป “ผสมเทียม” และจ้างหญิงชาวรัสเซียให้ “อุ้มบุญ” ให้ เมื่อเด็กเกิดมาก็จะได้สัญชาติรัสเซีย แม้ว่าระยะหลังรัสเซียจะเริ่มจำกัดสิทธิไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาอุ้มบุญ แต่ก็ยังคงมีตลาดมืดคอยให้บริการอยู่
สำหรับกลุ่มชนชั้นกลางของจีนที่งบประมาณไม่สูงพอ จะมาประเทศในอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายในลักษณะ “ทัวร์เจริญพันธุ์” (Fertility Tourism) มากกว่าทัวร์คลอดเอาสัญชาติ
เน้นการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และเลือกเพศ โดยมาใช้บริการคลินิกและโรงพยาบาลเอกชนในไทยและมาเลเซีย เนื่องจากเทคโนโลยีการแพทย์สูง ค่าใช้จ่ายถูกกว่าในจีน และกฎหมายในจีนจำกัดเรื่องการเลือกเพศหรือการฝากไข่…
ขอแถมท้าย…ด้วยเรื่องจริงของบรรพบุรุษสยาม
ชาวจีนที่อพยพมายังสยามในครั้งโบราณ ต้องเสียเงินค่าเดินทางและค่าภาษีการเข้าเมือง แม้ว่าภาพจำ คือ “เสื่อผืนหมอนใบ” มาผจญโชค
การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมีค่าใช้จ่ายสูง คือ ค่าตั๋วเรือ
สำหรับกลุ่มที่มีญาติพี่น้องในสยามคอยช่วยเหลือออกค่าเดินทางให้ก่อน จะใช้ “ระบบขายหมู”
กล่าวคือ จะมี “นายหน้า” หรือเถ้าแก่ ออกค่าตั๋วและค่ากินอยู่ให้ก่อน เมื่อเดินทางมาถึงสยามแล้ว ชาวจีนเหล่านี้จะต้องทำงานชดใช้หนี้ตามระยะเวลาที่กำหนด (คล้ายแรงงานขัดหนี้) จนกว่าจะเป็นอิสระ…
เนื่องจากชาวจีนได้รับการ “ยกเว้น” จากการถูกเกณฑ์แรงงาน (ไม่ต้องถูกสักข้อมือเป็นไพร่เหมือนคนไทย) รัฐบาลสยามจึงเรียก “เก็บภาษี” แทนเพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน โดยการ “ผูกปี้” ข้อมือชาวจีน เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 2
ชายฉกรรจ์ชาวจีนทุกคนต้องจ่ายภาษีรายหัวทุกๆ 3 ปี เมื่อจ่ายเงินแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการ ผูกปี้ (ใช้เส้นด้ายผูกข้อมือแล้วประทับตราครั่ง) เพื่อเป็นหลักฐานว่าเสียภาษีแล้ว หากใครไม่มีปี้จะถูกจับกุมและปรับเงิน
เท่ากับว่า เข้าเมืองต้อง “เป็นคุณต่อแผ่นดิน” มิใช่แอบจ่ายส่วนตัวให้เจ้าหน้าที่…
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก