รสนิยมสาธารณ์ทางเทคโนโลยี
คำว่า ‘รสนิยมสาธารณ์’ ไม่ใช่คำด่า!
แม้ ‘เสียง’ ของคำว่า ‘สาธารณ์’ อาจฟังดูเหมือนใครกำลังจับใครไปตบกลางสี่แยก แต่ที่จริงคำว่า ‘รสนิยมสาธารณ์’ คือคำที่นักแปลมือดีอย่าง ภัควดี วีระภาสพงษ์ บัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคำว่า Kitsch (คิทช์) ในภาษาเยอรมนี เพื่อสื่อถึง ‘ศิลปะ’ (หรือของอื่นๆ) ที่มีลักษณะ ‘ดาษดื่น’ หรืออาจมีความ ‘ทั่วไป’ เน้นความ ‘ฉาบฉวย’ เอาใจมวลชนแบบง่ายๆ และมักจะกระตุ้นอารมณ์กันแบบเร็วๆ เช่น ความซาบซึ้งหรือความเศร้าแบบ ‘สำเร็จรูป’
คำนี้ คนที่ใช้ในต้นฉบับ ก็คือมิลาน คุนเดอรา โดยเฉพาะในนิยายอย่าง ‘ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต’ หรือ The Unbearable Lightness of Being โดย ‘ยกระดับ’ จากคำนิยามในทางศิลปะไปเป็นปรัชญาการเมืองและการดำรงอยู่ของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น คิทช์หรือรสนิยมสาธารณ์นั้นจะ ‘ปฏิเสธ’ สิ่งที่แย่ๆ ทั้งหลายทั้งปวง แต่ในชีวิตจริง คนเราต้องเจอความตาย ความอยุติธรรม ความเจ็บปวด ความขัดแย้ง ฯลฯ ที่มัน ‘แย่’ หรือถ้าใช้คำของปราบดา หยุ่น ก็คือมีอาการ ‘ชิทแตก’ (Shitty) ทั้งหลายแหล่ แต่ศิลปะแบบคิทช์จะไม่เอาเรื่องพวกนี้เลย มันทำหน้าเป็นแค่ ‘ฉากบังหน้า’ เหมือนแว่นตาสีชมพู พาเราไปวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ คัดเฉพาะอะไรที่สวยๆ งามๆ หรือความ ‘สมานฉันท์’ มานำเสนอ โดยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งสกปรกโสโครก หรือแม้แต่ ‘โสมม’ ที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง
คิทช์จึงคล้ายๆ กับอะไรบางอย่างที่คอย ‘กล่อมเกลา’ ให้เรายอมละทิ้งความจริงและเสรีภาพในการตั้งคำถาม เพื่อแลกกับความรู้สึกสวยๆ งามๆ แบบราบรื่นปลอดภัยแบบปลอมๆ ในสังคม
ไม่รู้ว่าคุณเคยเห็นภาพแบบนี้ ที่ AI สร้างขึ้น และหลายคนเริ่มนำมาใช้กันในการพรีเซนต์งานให้เกร่อ ทั้งงานที่เป็นทางการ เช่นงานของหน่วยงานราชการ ไปจนถึงงานของเอกชน เช่นคนที่ต้องทำโปสเตอร์พ็อดแคสต์ หรือแม้กระทั่งในรายการทางโทรทัศน์ เช่น ภาพประกอบข่าว และอื่นๆ อีกมากมาย
มันจะเป็นภาพที่ดูปุ๊บก็รู้เลยว่า AI สร้างภาพขึ้นมา คือภาพประกอบเป็น AI ฟอนต์หรือองค์ประกอบภาพก็มีลักษณะเป็น AI เช่นภาพอาคารแห่งอนาคต มีหุ่นยนต์ หน้าจอดิจิทัล ดาวเคราะห์ ดวงดาวต่างๆ ผู้คนที่ปรากฏอยู่ในนั้นมักจะยิ้มแย้มแจ่มใส ดูเป็นโลกที่ปลอดปราศทุกข์โศกใดๆ ผู้คนเดินชมสิ่งมหัศจรรย์ที่พรีเซนเทชั่นนั้นสร้างขึ้น (เช่น โครงการสร้างตึกใหม่ โครงการอัพสกิลรีสกิลใหม่ๆ ฯลฯ) ด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจ ไม่มีมุมไหนมืดหม่น ไม่มีพื้นผิวไหนเก่าคร่ำคร่า ทุกอย่างสวยสดงดงามราวกับ ‘ถูกสั่งให้สวย’
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกกันไว้ก่อนตรงนี้ว่า บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า ภาพแบบนี้ไม่สวย รสนิยมไม่ดี หรือแม้กระทั่งจะบอกว่า ‘รสนิยมสาธารณ์’ เป็นเรื่องที่ไม่ดีนะครับ เพียงแต่อยากให้เรา ‘ตระหนัก’ กันว่า – ตอนนี้, เราเริ่มเห็นภาพแบบนี้กันมากขึ้น เป็นภาพที่สมัยก่อน คนที่รับผิดชอบงานเหล่านี้ไม่สามารถสร้างภาพพวกนี้ขึ้นมาได้ เช่น ผู้ที่สร้างงานเหล่านี้อาจจะอยู่แผนกการเงิน บัญชี บริหาร วิศวกร ฯลฯ ที่ไม่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์กราฟิกหรืองานศิลปะ เวลาจะทำพรีเซนเทชั่นที ก็ต้องไปขอให้ฝ่ายกราฟิกทำให้ ซึ่งบ่อยครั้งก็ทำออกมาไม่ถูกใจ เช่น ทำกราฟผิด สัดส่วนกราฟไม่ถูกต้อง อะไรแบบนี้
แต่เมื่อสามารถทำได้ โดย ‘แค่สั่ง’ AI แค่ป้อนข้อมูลเข้าไป แล้วบอกให้ AI สร้างพรีเซนเทเชั่นออกมาให้ แล้วได้งานออกมาแทบจะสำเร็จรูปทันที เหมือน ‘สั่งให้สวย’ ได้ในพริบตา หลายคนจึงชอบ และ ‘ผลิต’ งานทำนองนี้กันออกมามากขึ้น
ซึ่งก็ต้องบอก (ซ้ำ) อีกทีครับว่า – การผลิตภาพแบบนี้ขึ้นมาใช้ไม่ได้มีปัญหาอะไรในตัวเอง กลับกัน มันทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น จบเสร็จสำเร็จที่เรา ไม่ต้องไปกวนคนอื่น แต่เมื่อเราพบเห็นมันได้มากขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เรา ‘ตระหนัก’ กันหรือเปล่าว่าการที่ภาพแบบนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้น มันได้กลายเป็น ‘ต้นแบบ’ ของ ‘สกุลการทำพรีเซนเทชั่น’ ในแบบ AI Generated ไปแล้วหรือเปล่า
และมันกำลัง ‘เซ็ตสแตนดาร์ด’ ของการสร้างภาพในงานพรีเซนเทชั่นบางอย่างขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยไหม!
ภาพแบบที่มีลักษณะเฉพาะและเกิดขึ้นเนื่องจาก ‘การเปลี่ยนเทคโนโลยี’ ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ มันเกิดมานานแล้วหลายรอบในอดีต เช่นการสร้างภาพที่ใช้ระบบรีทัชที่เกิดขึ้นเมื่อคอมพิวเตอร์กราฟิกเริ่มเป็นที่นิยม, การสร้างภาพแบบ Laser Grid ที่ใช้เลเซอร์เป็นตัวกรีดเส้นให้ตรงแน่ว หรือ Geometric Space Art ที่คอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากจนมีลักษณะเป็นเหลี่ยมมุมและมีลักษณะ ‘อนาคตนิยม’ หรือ Futurism หรืองานสกุลที่เรียกว่า Cyberdelia ที่นำเอางานแบบไซคีเดลิกมาทำร่วมกับโลกไซเบอร์
และที่จริงแล้ว การสร้างภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เกิด ‘ความสาธารณ์’ ทางรสนิยมด้วย ตัวอย่างเช่น ก่อนศตวรรษที่ 19 ศิลปินต้องใช้สี (หรือ ‘เม็ดสี’) ที่สกัดมาจากธรรมชาติ อย่างแร่ธาตุหรือพืช แต่ในยุคแวนโก๊ะ อุตสาหกรรมเคมีเริ่มพัฒนา ทำให้เกิดเม็ดสีสังเคราะห์แบบใหม่หลายอย่าง แวนโก๊ะเลยใช้สีเฉดใหม่ๆ เช่น สีเหลืองสดที่อยู่ในภาพดอกทานตะวัน ที่มีทั้ง Chrome Yellow และ Cadmium Yellow หรือสีอื่นๆ ที่มีความจัดจ้านของสีมากขึ้น ทำให้ภาพของเขาแปลกตาออกไป เรื่องนี้ พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะในอัมสเตอร์ดัมเคยทำนิทรรศการเอาไว้น่าสนใจทีเดียวครับ
เพราะฉะนั้น คำว่า ‘รสนิยมสาธารณ์ทางเทคโนโลยี’ จึงไม่ได้แปลว่าพอเทคโนโลยีเปลี่ยนแล้ว การสร้างภาพต้องเปลี่ยนไปในลักษณะ ‘สาธารณ์’ ทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับผู้นำเอาเทคโนโลยีนั้นไปใช้ต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ผมอยาก ‘ตั้งข้อสังเกต’ กับภาพที่มี ‘รสนิยมสาธารณ์ทางเทคโนโลยี’ ยุคใหม่นี้ก็คือ ก่อนหน้านี้ เทคโนโลยีเป็น ‘ของแพง’ ดังนั้น คนที่จะเป็นผู้ ‘เซ็ตสแตนดาร์ด’ ของความงาม จึงมักเป็นศิลปินกลุ่มเล็กๆ ที่มีโอกาสใช้เทคโนโลยีนั้นก่อน แต่พอเป็น AI ที่คนเข้าถึงได้ง่าย ปรากฏว่าภาพที่แพร่หลายที่สุด กลับกลายเป็นภาพที่ถูก Enhanced โดยเทคโนโลยี AI ที่มีลักษณะแบบ Kitsch หรือมีรสนิยมสาธารณ์ ซึ่งแม้จะไม่ได้มีอะไรผิดในตัวเอง แต่พูดได้ว่า ภาพที่เราพบเห็นได้แพร่หลายที่สุด มี ‘ภาษาภาพ’ ที่ ‘ประกอบร่าง’ กันขึ้นมาจาก ‘สูตรสำเร็จ’ ของ ‘จินตนาการเดิมๆ’ ที่ AI ประกอบขึ้นมาจากความ ‘ธรรมดารวมหมู่’ (Mass Mediocrity) แล้วทำให้เราต้อง ‘เห็น’ และ ‘เสพ’ ภาพเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่น่าสนใจก็คือ ภาพเหล่านี้มักไม่ได้มี ‘บุคลิก’ ทาง ‘สุนทรียะ’ ที่แตกต่างกันเลย แม้ตัวเนื้อหาจะต่างกัน เช่นอาจเป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งข่าวอาชญากรรม – แต่เราจะเห็นได้เลยว่าภาพพวกนี้มีอะไรบางอย่างร่วมกันอยู่
และสิ่งที่ร่วมกันนั้น โดยเนื้อแท้ก็คือ ‘ความสาธารณ์’ นี่แหละครับ
ส่วนใหญ่แล้ว ภาพเหล่านี้มักพยายามทำให้สวยสด สีจัด มีผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ภาพให้ความรู้สึกอลังการในแบบที่ไม่มีจริงอยู่ในโลก แต่กลับแฝงความ ‘ฉาบฉวย’ อยู่อย่างประหลาด
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ดูอย่างไรก็ไม่ชวนให้ ‘เชื่อ’ เป็นอย่างอื่น นอกจาก ‘เห็น’ ได้ถึงความเร่งด่วน ไม่ประณีต และมีสุนทรียะเฉพาะทางในแบบที่ไม่ได้ค่อยๆ บรรจงทำ แต่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้สึก ‘ว้าว’ ให้ได้มากที่สุด
ส่วนใหญ่แล้ว การนำเสนอภาพพวกนี้ในพรีเซนเทชั่น มักเป็นไปเพื่อนำเสนอแนวคิดที่ ‘ทะเยอทะยาน’ บางอย่าง เช่นการสร้างโครงการใหม่ๆ การนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ หรือการชี้ชวนให้คนเข้าไปร่วมทำอะไรใหม่ๆ แต่พอภาพเป็นแบบนี้ เราจะเห็นได้ในด้านกลับว่า ผู้สร้างไม่ได้มี ‘ความทะเยอทะยานทางสุนทรียะ’ สักเท่าไหร่ เพราะลำพังการใช้ AI ก็มีเป้าหมายเพื่อประหยัดเวลา ทำเร็วๆ อยู่แล้ว จึงชวนให้นึกย้อนกลับไปถึงต้นรากของตัวโครงการด้วยว่า มันวางอยู่บนความทะเยอทะยานที่ ‘จริงแท้’ มากน้อยแค่ไหน
ที่น่าสนใจก็คือ ผมเข้าใจ (ไปเอง) ว่าภาพอะไรทำนองนี้ เริ่มได้รับ ‘สถานะ’ ว่าเป็นเหมือนต้นแบบของ ‘ความเป็นมืออาชีพ’ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการใช้ในหน่วยงานใหญ่ๆ หรือหน่วยงานที่เป็นทางการเพิ่มมากขึ้น ถ้าภาพแบบนี้ปรากฏโดยมีตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานอันยิ่งใหญ่ มีตัวเลขงบประมาณอันยิ่งใหญ่ มีโรดแม็พที่ AI สร้างขึ้น มีศัพท์ภาษาอังกฤษอลังการ มีภาพอนาคตสดใสประกอบ – มันก็จะกลายเป็นภาพที่ ‘ดูน่าเชื่อถือ’ ไปในบัดดล โดยมิพักต้องได้รับการพิจารณาจากมิติอื่นๆ ด้วย
แล้วมันจะกลายเป็นมาตรฐานของสิ่งที่เรียกว่า Professional Presentation ไหม?
เพราะเมื่อเทคโนโลยีผลิตภาพสำเร็จรูปออกมา ภาพสำเร็จรูปได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่มีลักษณะเป็นสถาบัน การยอมรับนั้นก็อาจทำให้ภาพสำเร็จรูปพวกนี้กลายเป็นมาตรฐานทางรสนิยม (แบบสาธารณ์) แล้วผู้คนก็จะ ‘ผลิตซ้ำ’ มาตรฐานพวกนี้ด้วยเทคโนโลยีเดิม เราก็จะเห็นภาพแบบนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือ ‘พัฒนาการ’ ของการ ‘สร้างภาพ’ ที่ ‘ง่าย’ และ ‘เร็ว’ แต่มี ‘สุนทรียะ’ อื่นๆ ซ่อนอยู่ข้างใต้ภาพเหล่านี้ไหม?
สำหรับผม – เหมือนจะไม่มีสักเท่าไหร่!
ดูเหมือนเรากำลังพยายามสื่อสารว่า สิ่งที่เราทำนั้นคือสิ่งใหม่ ความคิดใหม่ ความสร้างสรรค์ใหม่ แต่เรื่องย้อนแย้งก็คือ เมื่อเราใช้ภาพที่มีรสนิยมสาธารณ์ทางเทคโนโลยีแบบนี้มากเข้า มันกลับกลายเป็นความ ‘ซ้ำซาก’ ที่ไม่มีอะไรใหม่เลย
และเราก็ยอมรับสิ่งเหล่านี้กันได้จนแทบจะกลายเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ไปเสียแล้ว
สมัยก่อน ต่อให้กระทำการผักชีโรยหน้า แต่กว่าจะเอาผักชีมาโรยหน้าได้ ก็ต้องปลูกผักชีให้โตให้ให้ได้เสียก่อน ต้องได้ใบเขียวๆ สวยๆ อวบๆ ถึงจะเอามาโรยหน้าได้งดงาม แต่ AI ทำให้ผักชีสำเร็จรูปนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีใครปลูก แต่ไป ‘ตัดแปะ’ เอาผักชีเก่าๆ ต้นสวยๆ มารวมๆ กันใหม่ โดยที่ผู้คิดทำไม่ต้องลงแรงสมองหรือลงฝีมือใดๆ เลย
คำถามจึงคือ ‘เนื้อหา’ ในพรีเซนเทชั่นหรือภาพเหล่านั้น สะท้อน ‘ความก้าวหน้า’ ทางความคิดหรือเปล่า หรือเรากำลังนำเอาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเหล่านี้มา ‘ผลิตซ้ำ’ ซึ่ง ‘จินตนาการ’ ที่เก่าคร่ำคร่ากันแน่
เรามีเครื่องมือที่สามารถสร้างภาพได้แทบทุกสุนทรียะ – แต่กลับเลือกสร้างภาพที่ ‘เหมือนๆ กัน’ เกือบหมด จนแทบไม่มี ‘บุคลิกทางสุนทรียะ’ ที่แตกต่างกันเลย
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
ผมนึกถึงสิ่งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว สิ่งที่เคยถูกเรียกว่า ‘กรอบรูปวิทยาศาสตร์’ คือกรอบรูปที่มีกรรมวิธีเคลือบผิวภาพให้มันวาว เรียบใส และดูมีมิติ แตกต่างจากภาพใส่กรอบกระจกทั่วไป เป็นที่นิยมในยุค พ.ศ. 2520-2530 และที่เรียกกันว่า ‘กรอบรูปวิทยาศาสตร์’ ก็เพราะคิดว่ามันผลิตด้วยเทคโนโลยีแบบใหม่ (คือแบบวิทยาศาสตร์) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีถูกนำมาใช้สร้างคุณค่าทางสุนทรียะแบบหนึ่ง
สิ่งที่กรอบรูปวิทยาศาสตร์ให้ ไม่ใช่คุณค่าของภาพที่เพิ่มขึ้น แต่มันทำให้ภาพนั้นสดขึ้น มันวาว ดูต่างไปจากภาพซีดๆ สมัยก่อน และมนุษย์เราก็ชอบความแวววาวเหล่านั้น จน ‘ตัดสิน’ ว่านั่นคือสิ่งที่สวยงามและทันสมัย แต่ ณ บัดนี้ คุณค่าของกรอบรูปแบบนี้แทบไม่เหลืออยู่อีกแล้ว
ปรากฏการณ์รสนิยมสาธารณ์ทางเทคโนโลยีที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ – มันเป็นแบบนั้นด้วยไหม?
AI ปัญญาประดิษฐ์ รสนิยมสาธารณ์ ศิลปะ สุนทรียศาสตร์ เทคโนโลยี โตมร ศุขปรีชา