แบรนด์เทคจีนเริ่มทิ้งห่าง แบรนด์ตะวันตกไปไกล ด้วยจุดแข็งเรื่องราคา พร้อมคุณภาพดีขึ้นจนสัมผัสได้ - Marketeer Online
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 โกโปร คือแบรนด์ที่ดังที่สุดของตลาดกล้องสำหรับกิจกรรมที่มีความเคลื่อนไหวสูง (Action Camera) ทั้งด้วยการเป็นบริษัทที่สร้างตลาดนี้ขึ้นมา และครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด
แต่เรื่องนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะปัจจุบันแบรนด์สัญชาติอเมริกันที่เคยทำยอดขายได้ถึง 6.6 ล้านเครื่อง กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และกลายเป็นบริษัทลูกของบริษัทในวงการดาต้าเซ็นเตอร์ไปแล้ว
ความท้าทายหลักมาจากคู่แข่งสัญชาติจีนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างหนัก

คู่แข่งที่แซงโกโปรขึ้นมาคือ ดีเจไอและอินสตา360 แบรนด์จากจีน ซึ่งในปัจจุบันทั้งสองแบรนด์ครองส่วนแบ่งการตลาดกล้องพกพาอัจฉริยะทั่วโลกมากกว่า 90%
อเล็กซานเดอร์ ฮานเนอมันน์ ชาวเยอรมัน หนึ่งในผู้ที่ใช้แอ็กชันคาเมราเป็นประจำกล่าวว่า ตัดสินใจเปลี่ยนจากโกโปรมาใช้อินสตา360 เมื่อราว 2 ปีก่อน
เพราะคุณภาพดีกว่ามาก แม้ตอนที่เร่งความเร็วและเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ยังสามารถจับภาพได้ดีมาก
โกโปรเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการที่แบรนด์เทคจีนแซงแบรนด์คู่แข่งจากประเทศตะวันตกเท่านั้น จนอาจกล่าวได้ว่า จีนสามารถลบภาพสินค้าที่ผลิตในจีน (Made in China) ว่าเป็นของราคาถูกเกรดรองพังง่ายในตลาดโลกได้แล้ว
คริส เพอร์เรรา นักธุรกิจชาวแคนาดาที่มีประสบการณ์ในจีนมากกว่า 20 ปี กล่าวว่า ทุกวันนี้จีนยังคงผลิตสินค้าราคาที่จับต้องได้อยู่
แต่จุดแข็งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาจนสัมผัสได้คือ คุณภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้สินค้าเทคโนโลยีเกินครึ่งในปัจจุบันมาจากซัพพลายเออร์จีน
หลักฐานที่ยืนยันเรื่องนี้ นอกจากกรณีของดีเจไอและอินสตา360 แล้ว ยังเห็นได้จากค่ายรถอีวีจีนบีวายดี ทำยอดขาย แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างเทสลาไปเรียบร้อย

ขณะที่ในตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่น แบรนด์จีนไม่ได้แค่ผงาดขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดโลกเกือบทั้งหมดเท่านั้น
แต่ยังทำให้แบรนด์ผู้บุกเบิกดังอย่างไอโรบอตจากสหรัฐฯ ต้องดิ้นรนถึงขั้นล้มละลาย และถูกบริษัทจีนซื้อกิจการไปเรียบร้อย
มี 4 ปัจจัยบวกที่ทำให้แบรนด์เทคจีนเริ่มแซงแบรนด์ตะวันตก และทิ้งห่างออกไปไกลเรื่อยๆ
ปัจจัยแรกคือ มีซัพพลายเชนสายการผลิตที่ครบวงจร ช่วยให้สร้างนวัตกรรมและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจัยบวกต่อมาคือ มีการนำเอไอและระบบอัตโนมัติขั้นสูงเข้ามาใช้ ซึ่งเมื่อรวมกับต้นทุนแรงงานที่ต่ำ จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ
ปัจจัยบวกข้อที่ 3 คือ หน่วยงานของรัฐบาลในระดับต่างๆ ตอบสนองรวดเร็ว ทำให้วงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของจีนสั้นและไวกว่าประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในยุโรปอย่างมหาศาล
โดยมีการแข่งขันในประเทศที่สูง ซึ่งช่วยเร่งการผลักดันนวัตกรรม เป็นปัจจัยบวกอีกข้อสุดท้าย
โจอี้ เฉิง ผู้บริหารบริษัทสตาร์ตอัปที่ย้ายไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกในสหรัฐฯ เมื่อกว่า 20 ปีก่อน เผยว่า แม้บริษัทของตนจะตั้งอยู่ในสหรัฐฯ แต่ขั้นตอนการผลิตเกือบทั้งหมดต้องทำที่เมืองเซินเจิ้นของจีน
เพราะซัพพลายเชนในเซินเจิ้นที่พร้อมสุดๆ ช่วยลดต้นทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้รวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สตาร์ตอัปต้องการมาก
เพื่อให้สามารถผลักดันสินค้าออกสู่ตลาดได้เร็วที่สุด และลดปัญหาความล่าช้าต่างๆ ที่อาจทำให้โดนคู่แข่งเบียดตกกระป๋องได้
อย่างไรก็ตาม สินค้าเทคโนโลยีจีนก็ยังมีข้อติดขัด นั่นคือ เรื่องความไม่ไว้วางใจและกลัวข้อมูลการใช้งานจะรั่วไหล
ผลการสำรวจความคิดเห็นเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า กลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคชาวยุโรปกว่า 90% ไม่ไว้วางใจบริษัทเทคโนโลยีของจีนในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล
โดยในกลุ่มนี้ ชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวเยอรมันแสดงความไม่ไว้วางใจมากที่สุด
ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นราคาที่บริษัทเทคโนโลยีจีนต้องจ่าย เพื่อลดหรือลบช่องว่างเรื่องความไม่ไว้วางใจ นำมาสู่การไปตั้งโรงงานผลิตในต่างประเทศ
เช่น กรณีของบีวายดีที่ไปสร้างโรงงานในฮังการี ซึ่งเป็นแห่งแรกในยุโรป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในยุโรป
ทว่าดูเหมือนว่าความกังวลก็ยังไม่หมดไป เพราะกฎหมายความมั่นคงภายในอาจบีบให้บริษัทต้องส่งมอบข้อมูลให้แก่รัฐบาลจีนได้อยู่ดี
นอกจากนี้ แบรนด์จีนยังต้องเจอมาตรการกำแพงภาษีจากรัฐบาลประเทศตะวันตก จึงมีความเป็นไปได้ว่าหลังจากนี้ บริษัทจีนจะรุกตลาดบน
และพยายามไปสร้างโรงงานไปต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปมากขึ้น เหมือนที่ครองตลาดเอเชียส่วนใหญ่ทั้งในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถอีวี ได้แล้ว
ส่วนทางรอดของแบรนด์เทคตะวันตกนั้น สื่อเยอรมันวิเคราะห์อิงทัศนะของนักธุรกิจชาวตะวันตกที่เข้าใจเรื่องจีนดีว่า ควรหันไปจับตลาดเฉพาะกลุ่ม
ขณะที่หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านอุตสาหกรรมต้องสนับสนุนและเคลื่อนไหวเร็วกว่านี้ เพราะถ้ายิ่งช้าก็จะถูกแบรนด์จีนทิ้งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ / dw