Cover Image

เปิดใจ 'วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์' ยอมรับความผิดพลาด พร้อมถูกตรวจสอบ ขอโอกาสปฏิรูป ‘ไทยพีบีเอส’ - The Reporters

‘วันชัย’ ผอ. ไทยพีบีเอส รับอึ้งข่าวสั่งคืนเงิน 85 ล้าน ยันพร้อมให้ตรวจสอบ แจงยกเลิกจ้าง ‘ข่าวเจาะย่อโลก’ แล้ว เปิดอกรู้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ภายใน ตั้งใจเร่งแก้แต่ทำยาก ขอบคุณทุกเสียงวิจารณ์ ลั่นจะทำภารกิจสำเร็จแล้วไม่ขอไปต่อ ย้ำจุดยืนสื่อสาธารณะต้องปราศจากอำนาจทุนและการเมือง

วันนี้ (16 ต.ค. 69) นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส (Thai PBS) ให้สัมภาษณ์กับ The Reporters ถึงกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหนีความรับผิดชอบหรือไม่

นายวันชัยชี้แจงว่า ในวันที่ไทยพีบีเอสนัดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงภายหลังจากที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาแถลงข่าวนั้น ขอยืนยันว่าตนไม่ได้หนีไปไหน เพียงแต่วันนั้นตนติดภารกิจอยู่ต่างจังหวัด และการแถลงข่าวของ สตง. เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ทัน จึงต้องขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้

ส่วนกรณีการออกมาแถลงผลการตรวจสอบของ สตง. ในช่วงที่มีความพยายามแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส ถือเป็นความผิดปกติหรือไม่นั้น นายวันชัยกล่าวว่า ตามปกติ สตง. ไม่เคยแถลงข่าวในลักษณะนี้ และเรื่องของไทยพีบีเอสไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มากนักหากพิจารณาถึงมูลค่าความเสียหาย หรือข้อกล่าวหาที่ สตง. ชี้แจง จึงรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดจึงต้องจัดแถลงข่าวใหญ่โต แต่แน่นอนว่าในฐานะสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอสก็ควรมีคำตอบและคำอธิบายเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งให้แก่สาธารณชนได้รับทราบเช่นกัน

ไทยพีบีเอสยินดีรับการตรวจสอบจาก สตง.

นายวันชัยยอมรับว่า สตง. มีกระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานของไทยพีบีเอสเป็นประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับการตรวจสอบใหญ่ครั้งนี้ สตง. ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยมีการส่งทีมเข้ามาตรวจสอบและรายงานผลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสชี้แจง จนกว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันจึงจะทำการปิดตรวจ แต่กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นนี้ กลับมาประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่มีกระแสการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ไทยพีบีเอส จากการจัดเก็บภาษีบาปไปเป็นการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

“ก่อนหน้านี้ ทางไทยพีบีเอสได้ให้ความเห็นชี้แจงว่า ในเรื่องวินัยการเงินการคลัง เราถูกตรวจสอบตลอดเวลา และขอยืนยันว่าไทยพีบีเอสยึดมั่นในความโปร่งใส ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา เราถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทั้งจาก สตง., คณะกรรมการตรวจสอบภายใน, คณะกรรมการตรวจสอบภายนอกซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ, คณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงสมาชิกสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ นอกจากนี้ยังต้องเข้าไปชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากเรามีสถานะเป็นหน่วยงานประเภทหนึ่งของรัฐ การตรวจสอบจึงเกิดขึ้นตลอดทั้งปี ซึ่งเราไม่ได้ปฏิเสธ แม้กระทั่งรายละเอียดรายการต่าง ๆ ก็มีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์มาโดยตลอด ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยทำอะไรที่ผิดปกติ และยินดีรับการตรวจสอบทั้งจากภายในและภายนอกเสมอ” นายวันชัยระบุ

นายวันชัยกล่าวต่อว่า การตรวจสอบไทยพีบีเอสเป็นเรื่องปกติ และเรายินดีรับการตรวจสอบตลอดเวลา เมื่อมีข่าวว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มีแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยนให้ไทยพีบีเอสไปใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน เราได้ยืนยันจุดยืนไปแล้วว่า เราไม่ได้มองว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่หัวใจสำคัญของการเป็นสื่อสาธารณะคือ ‘ความเป็นอิสระ’ จากการแทรกแซงของทุกฝ่าย แต่ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ‘เงิน’ คือกระดูกสันหลังที่ควบคุมทุกอย่างอย่างแท้จริง

ย้ำจุดยืนสื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระจากทุนและรัฐ

นายวันชัยตั้งข้อสังเกตว่า หากไทยพีบีเอสต้องเข้าไปอยู่ในระบบงบประมาณแผ่นดิน แน่นอนว่าจะต้องถูกตรวจสอบโดย สส. ซึ่งทุกวันนี้ก็ถูกตรวจสอบอยู่แล้ว แต่คำถามคือ ในความเป็นจริงเราจะยังคงความเป็นอิสระได้มากน้อยเพียงใด หากต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล พร้อมยกตัวอย่างโครงการของรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ซึ่งไทยพีบีเอสได้เกาะติดและนำเสนอรายงานอย่างต่อเนื่องมาถึง 2 ปี เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน จนปัจจุบันโครงการดังกล่าวถูกชะลอไปแล้วเนื่องจากมีกระแสคัดค้านจำนวนมาก ตนจึงอยากตั้งคำถามว่า ประชาชนจะสามารถสื่อสารผ่านช่องทางใดได้บ้าง หากไม่ใช่สื่อที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

“ผมขอยกตัวอย่าง ปัญหาของชาวบ้านเรื่องสารพิษในแม่น้ำกก คำถามคือใครจะลงไปรายงานข่าวเกาะติดจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องปลาหมอคางดำ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนมาจากนักข่าวพลเมืองที่เป็นเครือข่ายที่เราฟูมฟักมาตลอด หลายเรื่องเกิดจากเสียงสะท้อนในพื้นที่ คำถามคือ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หากสื่ออย่างไทยพีบีเอสต้องไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพราะเงินคือเส้นเลือดใหญ่ที่สุดที่หล่อเลี้ยงองค์กร จึงนำมาสู่คำตอบที่ว่า เราอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราดื้อรั้นที่จะต้องใช้ภาษีนี้ต่อไป อาจจะมีช่องทางอื่นในการจัดการงบประมาณอย่างมีเหตุผลและโปร่งใส โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐเพียงอย่างเดียว”

มองกระบวนการตรวจสอบของ สตง. รวบรัดเกินไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าการตรวจสอบของ สตง. ในช่วงนี้มีความผิดปกติหรือไม่ นายวันชัยตอบว่า ไทยพีบีเอสยอมรับกระบวนการตรวจสอบ แต่ต้องพิจารณาถึงวิธีการและขั้นตอนด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ สตง. ได้ส่งรายงานการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์มาให้ไทยพีบีเอสรับทราบ และเปิดโอกาสให้ชี้แจงโต้แย้งก่อนจะสรุปผลและปิดตรวจ แต่สำหรับครั้งนี้ สตง. กลับดำเนินการปิดตรวจอย่างรวดเร็วมาก ทางไทยพีบีเอสได้ชี้แจงไปเพียงแค่ครั้งเดียว สตง. ก็ส่งรายงานกลับมาแจ้งว่าปิดตรวจแล้ว ทั้งที่ตามหลักการควรมีขั้นตอนในการพูดคุย หรือให้โอกาสชี้แจงโต้แย้งข้อมูลให้มากกว่านี้ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใดกระบวนการในครั้งนี้ถึงรวดเร็วนัก และยังมาประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่มีประเด็นการแก้กฎหมายองค์กรอีกด้วย

ยันยกเลิกสัญญารายการ ‘ข่าวเจาะย่อโลก’ ไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2569

กรณีที่ สตง. ระบุถึงการตรวจสอบรายการ ‘ข่าวเจาะย่อโลก’ ซึ่งพบว่ามีการจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างไม่ถูกต้องนั้น นายวันชัยกล่าวว่า กรณีการตรวจสอบเรื่องนี้ ทางไทยพีบีเอสเคยเห็นเอกสารแล้ว และอยู่ในระหว่างการเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงกลับไป แต่ยังไม่ทันจบกระบวนการ สตง. ก็ชิงปิดตรวจไปก่อน แต่ไม่เป็นไร ตนคิดว่าสามารถชี้แจงได้ เพราะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ สตง. ปิดตรวจไปแล้ว

“เท่าที่ทราบ คณะกรรมการนโยบาย (กนย.) ได้มีจดหมายมาเมื่อวานนี้ สั่งการให้ทำคำชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สำหรับกรณีรายการข่าวเจาะย่อโลก ตนต้องชี้แจงว่าในปี 2569 เราไม่ได้ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ตนเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งขณะนั้นยังคงเป็นสัญญาเดิมที่ผูกพันไว้ทั้งปี จึงมีความจำเป็นต้องต่อสัญญาให้ครบกำหนด แต่นโยบายของผู้บริหารชุดใหม่ ผมได้แจ้งกับพนักงานไปแล้วว่า สิ่งใดที่เรามีศักยภาพผลิตเองได้เราก็จะทำ หากจำเป็นต้องจ้างก็ต้องจ้าง แต่สิ่งไหนที่ทำเองได้ก็ควรทำเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ซึ่งรายการข่าวเจาะย่อโลก ไม่ได้มีการต่อสัญญาในปี 2569 แล้ว”

นายวันชัยยืนยันว่า นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ตนได้เร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยได้ยกเลิกสัญญารายการข่าวเจาะย่อโลกไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 พร้อมยืนยันว่า เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในอดีต แต่เมื่อกลับไปดูรายละเอียดในสัญญา ก็พบว่ารายการนี้ออกอากาศมาอย่างยาวนาน และไม่ได้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงมาตั้งแต่ต้น โดยในยุคแรกเมื่อ 7–8 ปีก่อน มีการเรียกผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาร่วมประมูลแข่งขันตามปกติ แต่ผู้ผลิตรายนี้เป็นผู้ชนะการประมูล และหลังจากนั้นก็ได้รับการต่อสัญญามาโดยตลอด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในอดีตที่ทีมงานได้รายงานให้ทราบ

“นโยบายของผมคืออยากให้องค์กรนี้หันมาผลิตรายการด้วยตัวเองให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะส่งผลดีในแง่ของการประหยัดงบประมาณ และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ฝึกฝนพัฒนาฝีมือ ผมได้สอบถามความคิดเห็นของคนในสำนักข่าว ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนมาทำเองมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า สัญญาของบริษัทนี้ที่เซ็นไปเมื่อไตรมาสที่ 4 เป็นสัญญาที่มีความต่อเนื่อง เราจึงต้องต่อสัญญาให้เขาจนจบวาระในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้อง แต่สำหรับในปี 2569 ไม่มีสัญญานี้อีกต่อไปแล้ว นโยบายของผู้บริหารแต่ละยุคสมัยย่อมมีความแตกต่างกัน ผมก็มีแนวทางการบริหารในรูปแบบของผม ซึ่งอาจไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต”

ยอมรับอึ้งหลังเห็นข่าวถูกสั่งให้ใช้เงินคืน 85 ล้านบาท

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรเมื่อทราบข่าวว่า สตง. สั่งให้มีการชดใช้เงินคืนจำนวน 85 ล้านบาท จากกรณีการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรเกินระเบียบ นายวันชัยยอมรับว่า ในช่วงเวลานั้นตนกำลังขับรถเดินทางกลับบ้าน เมื่อมีเพื่อนโทรศัพท์มาแจ้งข่าวก็ถึงกับทรุด รู้สึกตกใจมากว่าตัวเลขสูงถึง 85 ล้านบาทเลยหรือ และตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราทำพลาดได้ขนาดนั้นเลยหรือ ยอมรับว่าตกใจและชะงัก (Stunned) ไปพักหนึ่ง ตนไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเพราะเพิ่งออกจากสำนักงานมาได้ไม่นาน และยังไม่ทันได้เห็นหนังสือรายงานจาก สตง. ด้วยซ้ำ ทำไมจู่ ๆ บุคคลภายนอกถึงได้รับรู้เรื่องนี้ก่อน ในขณะที่เรายังไม่ทราบเรื่อง และไม่เคยมีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อมูลใด ๆ ในประเด็นนี้เลย

“อยู่ดี ๆ ก็อึ้งไปเลยว่าตัวเลขสูงถึง 85 ล้านบาทเชียวหรือ ทั้งที่เรายังไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แม้เราจะทราบดีว่ากำลังมีการตรวจสอบในเรื่องนี้อยู่ แต่การที่เพิ่งมารู้ผ่านข่าวว่าจะต้องชดใช้เงินถึง 85 ล้านบาท เป็นสิ่งที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน จู่ ๆ ข่าวก็ถูกนำเสนอออกมาแบบนี้เลย”

กนย. สั่ง ผอ. ไทยพีบีเอสชี้แจง พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยผู้เกี่ยวข้อง

นายวันชัยยืนยันว่า ตนไม่เคยเห็นเอกสารของ สตง. ฉบับที่หลุดออกสื่อมาก่อน เพราะตามปกติเอกสารทางราชการจะต้องถูกส่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และสิ่งที่น่าแปลกใจคือ เอกสารที่ปรากฏบนสื่อนั้นไม่มีการประทับตรา ‘ลับ’ แต่เอกสารที่ส่งมาถึงตนกลับมีการประทับตราว่า ‘ลับ’ อย่างชัดเจน

สำหรับเอกสารที่ สตง. ส่งมายังไทยพีบีเอสนั้น แบ่งออกเป็น 2 ฉบับ ฉบับแรกส่งถึงประธาน กนย. ระบุถึงเรื่องการให้ชดใช้เงินคืนจำนวน 85 ล้านบาท ส่วนฉบับที่ 2 ซึ่งตนได้รับเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม เป็นการสั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบวินัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

จากหนังสือของ สตง. มีคำสั่งให้ดำเนินการใน 2 ประเด็นหลัก เรื่องแรกคือ สั่งให้ ผอ. ไทยพีบีเอส ดำเนินการทางวินัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนผู้ประกาศข่าวโดยไม่มีระเบียบรองรับ ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ที่ 85 ล้านบาท โดยขั้นตอนแรก ไทยพีบีเอสจะต้องทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการนโยบาย (กนย.) อย่างไรก็ตาม ในส่วนตัวแล้ว ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ตนมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเต็มที่ 100%

ยอมรับตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่บางเรื่องไม่ง่าย

“ในฐานะผู้บริหารไทยพีบีเอส ถามว่าเราได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ก็อย่างที่บอกไปว่า ผมรู้สึกอึ้งไปเลย เมื่อปีกว่าที่แล้วผมก็เป็นเพียงคนนอกทั่วไป ผมอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนมา 30–40 ปี เมื่อมองเข้ามาก็รู้สึกว่าอยากจะเข้ามาช่วยทำให้องค์กรนี้ดีขึ้น จึงตัดสินใจเข้ามาทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจและรับรู้มาตลอดว่า 18 ปีของที่นี่มีปัญหาหมักหมมอยู่พอสมควร ตอนแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ผมมีความมุ่งมั่นและไฟแรงมาก คิดว่าจะสามารถเข้าไปแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ได้ทันที แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ทุกอย่างต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ปรับ และค่อย ๆ

Back To Top