คุยกับ ‘พวงพยอม’ ชาวบ้านที่ต้องหว่านแหโชว์ พิสูจน์ว่าเป็นชาวประมงที่เดือดร้อน จาก ‘เขื่อนปากมูล’ ที่ธนาคารโลกให้ทุนสร้าง
ล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 2 ของการชุมนุมบริเวณแยกรัชดา-พระราม 4 โดยเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-IMF (People’s Network Against the World Bank and IMF) ซึ่งเริ่มชุมนุมมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ (15 ตุลาคม 2569) โดยมีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ภายในพื้นที่ชุมนุม และการปราศรัยของประชาชนที่ระบุว่าตนเองได้รับผลกระทบจากโครงการที่มีความเกี่ยวข้องกับธนาคารโลกและ IMF
ทั้งนี้ ภายหลังการชุมนุมเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดีย โดยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ชุมนุมไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของธนาคารโลกและ IMF พร้อมตั้งคำถามว่าผู้ชุมนุมต้องการเรียกร้องในประเด็นใด
The Momentum ลงพื้นที่ถนนพระราม 4 บริเวณที่จัดการชุมนุม เพื่อสอบถามเหตุผลของการออกมาชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและ IMF ในครั้งนี้ โดยพบกับ พวงพยอม ขันใหญ่ ชาวบ้านหัวเห่ว ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนริมแม่น้ำมูล บริเวณท้ายเขื่อนปากมูล โดยเธอระบุว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากมูล ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานในปี 2537 หรือเมื่อกว่า 31 ปีก่อน
เขื่อนปากมูลได้รับการอนุมัติให้ดำเนินโครงการโดยคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ในปี 2533 โดยธนาคารโลกได้อนุมัติเงินกู้ในปี 2534 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการสนับสนุนโครงการเขื่อนปากมูล
ในเวลานั้น เหตุผลหลักที่ใช้ผลักดันการสร้างเขื่อนปากมูล คือการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าและเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และธนาคารโลกให้เหตุผลว่า ภาคอีสานมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่ากำลังผลิตภายในภูมิภาค ต้องรับไฟฟ้าผ่านสายส่งระยะไกลจากภาคอื่นและจาก สปป.ลาว จึงเสี่ยงต่อปัญหาไฟฟ้าดับ เขื่อนปากมูลซึ่งมีกำลังผลิตติดตั้ง 136 เมกะวัตต์จึงถูกเสนอให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสำหรับช่วงที่มีความต้องการใช้สูงสุด พร้อมข้ออ้างด้านความคุ้มค่าว่า มีต้นทุนต่ำกว่าทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการช่วงดังกล่าว นอกจากนี้ เอกสารโครงการยังระบุประโยชน์ด้านชลประทานและการประมง ตลอดจนการท่องเที่ยวและการเดินเรือไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่ใช้เป็นเหตุผลผลักดันโครงการกลับถูกตั้งคำถามในเวลาต่อมา รายงานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งจัดทำให้คณะกรรมาธิการเขื่อนโลกในปี 2543 ชี้ถึงปัญหาการประเมินผลประโยชน์ด้านไฟฟ้าและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของเขื่อนปากมูล โดยพบว่าสมมติฐานที่ใช้สนับสนุนโครงการมีข้อจำกัด ขณะที่เขื่อนสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรประมงและการดำรงชีพของชุมชนริมแม่น้ำมูล ประโยชน์ที่รัฐเคยใช้รับรองความจำเป็นของเขื่อนจึงกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญ ควบคู่กับการต่อสู้เรียกร้องการเยียวยาของชาวบ้านที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษ
ทั้งนี้ พวงพยอมชี้ว่า ก่อนจะเกิดโครงการดังกล่าว ระบบนิเวศริมแม่น้ำมูลมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งเกาะแก่ง แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และปลาหลากหลายชนิด
“พวกเราหาปลาในแม่น้ำมูลกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปลาไม่เคยหมดไปจากแม่น้ำเลย และยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นพื้นที่วางไข่ของปลาที่ว่ายน้ำขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ตอนนั้นก็คิดว่าจะหาปลากันไปตลอดชีวิตจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน นอกจากนี้ยังมีพืชผักที่คนริมแม่น้ำมูลสามารถเก็บกิน ผืนดินก็ทำการเกษตรได้”
พวงพยอมกล่าวว่า ก่อนการสร้างเขื่อนปากมูล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการแจ้งข้อมูลให้กับชาวบ้านในพื้นที่ โดยเธอระบุว่า ตนไม่เห็นด้วยกับโครงการ เพราะกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อวิถีชีวิตและรายได้ จึงร่วมกับชาวบ้านแสดงออกเพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าว
“ในตอนที่เขาบอกเราว่าจะสร้างเขื่อนปากมูล ชาวบ้านเขาไม่รู้ว่าเขื่อนจะสร้างขึ้นอย่างไร เขาบอกกับเราว่าจะสร้างเป็นเขื่อนยาง แล้วบอกว่าจะไม่มีการระเบิดเกาะแก่ง แต่เมื่อสร้างจริงๆ กลับมีการระเบิด
“หลังจากนั้น เรากลับไม่สามารถหากินกับแหล่งน้ำได้เหมือนเดิม ในช่วง 3 ปีแรกที่โครงการมาถึง เราหาปลาไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีปลาในแม่น้ำมูลถึง 200 กว่าชนิด มีการขึ้นมาวางไข่ และเราจับปลาได้ตลอดทั้งปี
“เมื่อหาปลาไม่ได้ ช่วงนั้นเราจึงไปทำอาชีพรับจ้างและรับเหมาก่อสร้าง เป็นการหันเหชีวิตไปทำอาชีพอื่นๆ นอกจากการหาปลา แต่มันไม่ใช่อาชีพที่ถนัด จึงมีการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ราว 2 หมื่นบาท เพื่อใช้จ่าย แต่ไม่พอจึงกู้เพิ่ม จากที่ไม่เคยมีหนี้สินก็เริ่มมี” พวงพยอมระบุ พร้อมเสริมว่า นอกจากหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวของเธอยังสูญเสียที่ดินซึ่งอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนอีกด้วย
เมื่อสอบถามถึงประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พวงพยอมให้ข้อมูลว่า เคยมีการจ่ายเงินเยียวยาหลักหมื่นบาทให้แก่ชาวบ้านที่สูญเสียอาชีพประมงจากการระเบิดเกาะแก่งเป็นเวลา 3 ปี รวมเป็นเงิน 9 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 เกี่ยวกับการจัดหาที่ดินให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยมีข้อเรียกร้องให้จัดสรรที่ดินครอบครัวละ 15 ไร่ แต่พวงพยอมระบุว่า หลังจากเปลี่ยนรัฐบาล แนวทางดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นตามที่ชาวบ้านเรียกร้อง จึงมีการติดตามทวงถามสิทธิมาอย่างต่อเนื่อง
“เราเรียกร้องมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงวันนี้ที่ยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาที่ดินทำกิน และต้องพิสูจน์สิทธิรับการเยียวยาอยู่ 29 ปี พิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกว่าเป็นคนในพื้นที่จริงไหม เราเดือดร้อนจริงไหม เป็นชาวประมงจริงไหม
“การจะพิสูจน์ว่าเป็นชาวประมงจริง ก็ต้องเอาแหไปหว่านให้ดู ต้องมีการพิสูจน์ทายาทผู้ได้รับผลกระทบ”
เธอระบุว่า เหตุผลที่ออกมาคัดค้านการประชุมของธนาคารโลกและ IMF ในครั้งนี้ เนื่องจากธนาคารโลกมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนปากมูลในฐานะผู้ให้เงินกู้สนับสนุนโครงการ ซึ่งเธอมองว่าสร้างผลกระทบต่ออาชีพและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการดังกล่าวจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าที่กำหนดไว้ที่ 136 เมกะวัตต์
“อยากฝากถึงธนาคารโลก ถ้าคุณจะมาปล่อยเงินกู้ ไม่ว่าโครงการใดๆ ก็ตาม ในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ อยากให้มีการศึกษาวิจัยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยที่มีชาวบ้านร่วมด้วย ไม่ใช่เอาแค่นักวิชาการที่ทำงานวิจัยให้คุณมาร่วมเพียงฝ่ายเดียว ต้องถามความเห็นชาวบ้านว่าเขาต้องการไหม ต้องการโครงการนี้ไหม ต้องถามความเห็นเราด้วยก่อนที่จะปล่อยเงินกู้” พวงพยอมทิ้งท้าย
ทั้งนี้ การชุมนุมของเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-IMF ยุติลงในเวลา 15.12 น. โดยมีกิจกรรมส่งท้ายก่อนยุติการชุมนุม และมีการอ่านแถลงการณ์ที่ผู้ชุมนุมใช้ชื่อว่า ‘ปฏิญญาคลองเตย’ เพื่อสะท้อนว่า การพัฒนา และกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ทั้งจากรัฐบาล ธนาคารโลก และ IMF มีความเกี่ยวโยงกับสาธารณประโยชน์และสวัสดิการของรัฐ ซึ่งรัฐควรคุ้มครองให้กับประชาชน แต่กลับกลายเป็นสินค้าของกลุ่มทุน
Tags: ธนาคารโลก