โฆษณาไม่ตาย ถอดวิธีรับมือวิกฤตฟีดไหล ต้องเล่าให้โดน ก่อนโดนปัดทิ้ง - Marketeer Online
คุณจิรายุ อาจสำอางค์ CEO – MAINSTAND & DEXTER Bangkok, คุณต่อศักดิ์ ชื่นประภา Co-Founder & Chief Creative Officer – Wolf BKK และ คุณพงษ์ปิติ ผาสุขยืด Founder & CEO of AD ADDICT
จากงาน SUPALAI Presents Creative Talk Conference 2026 เซกชั่น โฆษณาตายแล้ว…จริงหรือ?
ได้มาร่วมแบ่งปันมุมมองของการสร้างโฆษณาและการสร้างแบรนด์ ในยุคที่โลกการตลาดมีคอนเทนต์ให้ผู้บริโภคเลือกเสพมหาศาล เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในใจของผู้คนอย่างลึกซึ้ง
เปลี่ยนจากการ ‘รบกวน’ เป็น ‘มอบสิ่งดี ๆ’
แก่นแท้ของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ คือการทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ว่าผู้คนมักดูคอนเทนต์ในเวลาพักผ่อน การส่งโฆษณาออกไปจึงเปรียบเสมือนการรบกวนเวลาของพวกเขา
แบรนด์ต้องเลิกเอาแต่ยัดเยียดสิ่งที่อยากขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมอบคุณค่าด้านความบันเทิงกลับคืนไป ไม่ว่าจะเป็นความสนุก อารมณ์ หรือความรู้ใหม่ ๆ
อีกทั้งรูปแบบสื่อจะหลากหลายขึ้น แต่การทำ ‘หนังโฆษณา’ ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง เพราะแบรนด์สามารถควบคุมการเล่าเรื่อง, อารมณ์ และจังหวะการดำเนินเรื่องได้อย่างสมบูรณ์
ซึ่งช่วยควบคุมบรรยากาศและอารมณ์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะตอนเปิดตัวสินค้าใหม่หรือการรีแบรนด์ หากคิดถึงคนดูเป็นที่ตั้ง หนังโฆษณาจะทำงานได้จริงและเกิดการส่งต่อเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้โฆษณาแบบบังคับดูที่เนื้อหาไม่ดีจนทำให้ผู้บริโภครู้สึกแย่กับแบรนด์
ผสานพลังเอเจนซีและอินฟลูเอนเซอร์
เมื่อแบรนด์เข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด ความท้าทายที่ตามมาของการทำโฆษณา คือการใช้เครื่องมือการสื่อสารให้ถูกต้อง แบรนด์ยุคใหม่มักลังเลว่าจะเลือกใช้ใคร แต่ความจริงแล้วเอเจนซีและอินฟลูเอนเซอร์ทำหน้าที่คนละอย่าง และต้องเกื้อกูลกัน
เอเจนซีมีหน้าที่กำหนดทิศทาง และเปรียบเสมือนผู้ที่ ‘รีดเสื้อ’ ให้แบรนด์ดูเนี้ยบก่อนออกจากบ้าน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน
ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ คือผู้ที่มาช่วยยืนยันว่าเสื้อตัวนั้นเนี้ยบหรือแบรนด์นั้นดีจริง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผ่านความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล
หากแบรนด์ข้ามขั้นตอนไปคุยกับอินฟลูเอนเซอร์โดยไม่มีรากฐานการสร้างแบรนด์ ท้ายที่สุด แบรนด์จะสูญเสียคุณค่าและต้องลงเอยด้วยการแข่งขันที่ราคาเพียงอย่างเดียว
เลือกความยาวคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์
ยุคนี้คือการขยายตัวของการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย แบรนด์ต้องสร้างสรรค์คอนเทนต์โฆษณาที่ดึงดูดใจ ภายใต้ความเชื่อที่ว่าคนสมาธิสั้นลง แต่ความจริงแล้ว คอนเทนต์ยาวกลับมีความสำคัญมากกว่าในเชิงของการสร้างผลลัพธ์
คอนเทนต์ยาวเปรียบเสมือนปุ่มที่กดแล้วก่อให้เกิดการกระทำ หรือสร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นเนื้อหาที่ไม่ตกยุค ที่มีอายุยาวนานถึง 3-4 เดือนให้คนกลับมาดูซ้ำได้
ส่วนคอนเทนต์สั้นมีหน้าที่เพียงการย้ำเตือนให้คนไม่ลืมสิ่งที่แบรนด์สื่อสารไป และที่สำคัญที่สุดคือ ‘คุณภาพต้องมาก่อนปริมาณ’ แบรนด์ไม่ควรทุ่มงบ 90% ไปกับสื่อเพื่อบังคับให้คนดูงานโปรดักชันที่ไม่ดี เพราะจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ในระยะยาว
พลังของเทคโนโลยี AI และมนุษย์
การทำงานโฆษณาสร้างสรรค์เพียงลำพังอาจไม่รวดเร็วพออีกต่อไป แบรนด์ต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาช่วยให้ภาพในหัวของครีเอทีฟชัดเจนขึ้น และลดเวลาทำงานจากที่ต้องหาภาพอ้างอิงนาน ๆ ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ภายในไม่กี่นาที
อย่างไรก็ตาม AI เรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเหมือนการมองกระจกหลัง แต่ความคิดสร้างสรรค์คือการมองไปข้างหน้าทำในสิ่งที่ยังไม่เคยมี
AI จึงเปรียบเสมือน ‘คันเร่ง’ แต่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ยังคงเป็น ‘พวงมาลัย’ หากแบรนด์ใช้ AI โดยไม่มีภาพในหัวหรือไม่มีทิศทางที่ชัดเจน คันเร่งนั้นก็ย่อมไม่มีประโยชน์
3 กฎเหล็กเพื่อเชื่อมต่อกับผู้คน
การยกระดับแบรนด์ให้มีชีวิตและสามารถผูกพันกับผู้คนในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยกฎเหล็ก
ประการแรกคือ ‘ความจริงใจ’ เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคที่ข้อมูลสามารถสืบค้นและตรวจสอบได้ง่ายมาก หากแบรนด์ประกาศว่าเชื่อในสิ่งใดแต่กลับไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจังผู้บริโภคก็จะสัมผัสได้และไม่เกิดความเชื่อถือ
สำหรับกฎเหล็กประการต่อมาคือ ‘ความใกล้ชิด’ ซึ่งเป็นการลดระยะห่างระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคเพื่อเปลี่ยนสถานะจากแบรนด์ที่อยู่บนหิ้งไปสู่การเป็นเพื่อนที่เข้าถึงง่ายและมีความเป็นมนุษย์
เราจะเห็นได้ว่าแม้แต่แบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton ก็เริ่มปรับตัวโดยการสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านการจัดนิทรรศการหรือการเปิดคาเฟ่เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้โดยไม่รู้สึกกดดันว่าจะต้องซื้อสินค้าราคาแพงเสมอไป
การสร้างจุดสัมผัสที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะเข้าหาเช่นนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถผูกพันกับชีวิตประจำวันของผู้คนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
กฎประการสุดท้ายคือ ‘การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน’ เนื่องจากความสนใจของผู้คนในปัจจุบันมีความแตกแยกย่อยและหลากหลายมากจนไม่มีการสื่อสารแบบหว่านแหรูปแบบใดที่จะเข้าถึงทุกคนได้อีกต่อไป
แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนเพื่อคุยกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะของตนเอง
อย่างเช่น สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เข้าใจว่าแฟนบอล 80% ทั่วโลกไม่สามารถเปลี่ยนทีมเชียร์หลักได้ จึงวางจุดยืนตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเป็น ‘ทีมที่สองที่คุณจะเชียร์’ ซึ่งเป็นการสื่อสารที่แสดงถึงความเข้าใจในธรรมชาติของผู้บริโภคและช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างพื้นที่ของตนเองได้อย่างมั่นคงในใจผู้ฟัง
โดยในวันที่การตลาดไม่ได้จบอยู่แค่การทำโฆษณาเพื่อการขาย การเรียนรู้การสร้างแบรนด์ ซึ่งหลอมรวมความเข้าใจมนุษย์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน
จะทำให้แบรนด์สามารถสร้างงานโฆษณาที่เชื่อมต่อและส่งเสริมประสบการณ์ร่วมกับผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง และนี่คือเส้นทางของการสื่อสารแบรนด์ที่จะชนะใจผู้บริโภค และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคที่ ‘การเข้าใจคน’ คือทุกสิ่งอย่างแท้จริง