ไทย-อินโดฯ ผนึกกำลังปราบสแกมเมอร์-ฟอกเงินข้ามชาติ พร้อมรุกความร่วมมือการเงิน พลังงาน

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย (Otoritas Jasa Keuangan: OJK) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในหลายด้าน ทั้งการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของประธานคณะกรรมการ OJK พร้อมขอบคุณฝ่ายอินโดนีเซียที่ให้การสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ของไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันมีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงเทพดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียและมีส่วนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนากลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรี แสดงความหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น และยินดีต้อนรับนักลงทุนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

พร้อมเน้นย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น

ในด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ฝ่ายอินโดนีเซียแสดงความชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยต่อความพยายามในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทยและชาวอินโดนีเซีย พร้อมยืนยันว่า จะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในเรื่องนี้ต่อไป และเห็นว่า ไทยสามารถมีบทบาทนำในอาเซียนในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ไทยและอินโดนีเซียควรเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ บัญชีม้า และการฟอกเงิน โดยอาศัยการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาชญากรรมเหล่านี้มีลักษณะข้ามพรมแดนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายประเทศ การผนึกกำลังในระดับภูมิภาคจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการตัดวงจรอาชญากรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนควรส่งเสริมความเป็นเอกภาพ เพิ่มพูนความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะภูมิภาคที่พร้อมร่วมมือและดำเนินการค้ากับทุกประเทศทั่วโลก

โดย ฐานิสร์ ทองนอก


Back To Top