ก่อนตะวันตกจะปิดทะเลและสมุทรของเรา: รากเหง้าทางทะเลของไทย
<ol>
บทความ
- •
รุ่งมณี เมฆโสภณ, สักวันหนึ่งดอกไม้จะบาน
- •
ลักษณศิริ ศิริวรรณ, ผู้จัดการสวน
- •
สิริอัญญา, ข้างประชาราษฎร์
- •
สุทัศน์ ยกส้าน, โลกวิทยาการ
- •
ชัยณรงค์ ชวนะชิต, โลกอีกซีกหนึ่ง
- •
สันติ ตั้งรพีพากร, บนเส้นสตาร์ทเดียวกัน
- •
เรืองวิทยาคม, สามก๊กฉบับคนขายชาติ
- •
เกษม ศิริสัมพันธ์, โลกกว้าง - ทางแคบ
- •
วิฑูรย์ สิมะโชคดี, กลยุทธ์สู่ผลิตภาพ 2002
- •
ยศวดี บุณยเกียรติ, สังคมสีเขียว
- •
ชัยณรงค์ ชวนะชิต, ชีวิตไทยในเมืองหนาว
- •
โอภาส ปฎิมานุเกษม, อิ่มท้องท่องไทย
- •
MAKOWSKY S.CRAS, สุริยคราส
- •
ปราโมทย์ นาครทรรพ, ห่วงการเมือง
- •
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง
- •
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, TRIP
- •
แสงแดด, พระอาทิตย์สาดส่อง
- •
สามารถ มังสัง, พลวัตสังคม
- •
เวทีทัศนะ
- •
สุวัฒน์ ทองธนากุล, สีสันธุรกิจ
- •
เศรษฐศาสตร์นอกตำรา
- •
ต่อพงษ์ เศวตามร์, ดนตรี
- •
สมโชค ชายไพศาล, เสียงจากชุมชน
- •
พชร สมุทวณิช, บนถนนพระอาทิตย์
- •
ปาริชาต ศิวะรักษ์, ความคิดอิสระ
- •
ยอดธง ทับทิวไม้, ชุ่ย เพียบพูนด้วยเล่ห์ โง่และแสนทราม
- •
ยอดรัก ตวันรอน, ทุกวันนี้มีแต่พาลสันดานหยาบ ประพฤติบาปไปเสียสิ้นแผ่นดินกระฉ่อน
- •
ชัยณรงค์ ชวนะชิต, มาเฟียขย่มอเมริกา
- •
รากแก้วแห่งปัญญา
- •
วิรัตน์ แสงทองคำ, หมายเหตุธุรกิจ
- •
ชัยณรงค์ ชวนะชิต, แกะรอยผู้ก่อการร้าย
- •
บทความพิเศษ
- •
จดหมายถึงบรรณาธิการ
- •
ชัยณรงค์ ชวนะชิต, ผ่าโลกสายลับ 21
- •
สุทธิดา มะลิแก้ว, เก็บมาคิด เอามาเขียน
- •
ไพศาล สุริยะวงศ์ไพศาล, คิดแบบเอเชีย
- •
กรองกระแส
- •
คำนูณ สิทธิสมาน, โค้งอันตราย
- •
สุวัฒน์ ทองธนากุล, องศาที่ 361
- •
นิรันดร์ เยาวภาว์, ความนอกบรรทัด
- •
บัณรส บัวคลี่, ต้นทางที่หัวลำโพง
- •
วิฑูรย์ สิมะโชคดี,วิถีแห่งคุณภาพ
- •
ปราโมทย์ นาครทรรพ, คิดถึงเมืองไทย
- •
วันชัย ม่วงศรี, ใต้ดวงตะวัน
- •
ถนอม พิพิธยากร, บ้านพระอาทิตย์
- •
สำราญ รอดเพชร, ชิ้น-สด-เปื่อย
- •
สุรวิชช์ วีรวรรณ, สายลมตะวันออก
- •
ลิขิต ธีรเวคิน, ความคิดเสรี
- •
ชัยสิริ สมุทวณิช, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
สำราญ รอดเพชร, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
สุรวิชช์ วีรวรรณ, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
คำนูณ สิทธิสมาน, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
สุวัฒน์ ทองธนากุล, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
ปราโมทย์ นาครทรรพ
- •
วริษฐ์ ลิ้มทองกุล, เดินย้อนตะวัน
- •
ธรรมคุณ บุญพา, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
สันติ ตั้งรพีพากร, หมายเหตุแนวคิด - ทฤษฏี
- •
โสภณ องค์การณ์, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
สุวินัย ภรณวลัย, มองอย่างบูรณาการ
- •
เสรี พงศ์พิศ, พลังปัญญาพลังจินตนาการ
- •
ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ชีวิตที่เลือกได้
- •
ดร.ป.เพชรอริยะ, ธรรมาธิปไตย หลักและวิธีคิดเพื่อแผ่นดิน
- •
บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา, นาฏกรรมสังคม
- •
วรศักดิ์ มหัทธโนบล, ฟ้าดินเดียวกัน
- •
เรือง วิทยาคม, ศิษย์สมเด็จ
- •
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, บันทึก 2556
- •
ชัยณรงค์ สมสมาน, ส่องทางไทย
- •
สปาย หมายเลขหก, ลึก(หกสิบ) ลับ(สี่สิบ)
- •
อมร อมรรัตนานนท์, ฅ.เลือกข้าง
- •
การุณ ใสงาม, ตรงไปตรงมา
- •
พชร สมุทวณิช, มองโลกในแง่ร้าย
- •
เชี่ยวชวนะ, ขวานผ่าซาก
- •
ยุค ศรีอาริยะ, สู่โลกอนาคต
- •
ว.ร.ฤทาคนี, ตารางรุกทหารรัฐศาสตร์
- •
พลโทฤกษ์ดี ชาติอุทิศ, พลโทชาติดี ขอพูดบ้าง
- •
ราวี เวียงพยัคฆ์, ขยี้อธรรม
- •
สุวิชชา เพียราษฎร์, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
อัญชะลี ไพรีรัก, เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น
- •
อุษณีย์ เอกอุษณีษ์, พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก
- •
ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย, ไฮด์ปาร์กลงกระดาษ
- •
เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
- •
ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ, เวทีนโยบายสาธารณะ
- •
วิทยา วชิระอังกูร, คิดถึงเมืองไทย
- •
สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์, คิดถึงเมืองไทย
- •
ว.ร.ฤทธาคนี, ตารางรุกทหารรัฐศาสตร์
- •
ชวินทร์ ลี บรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย, คมดาบซากุระ
- •
ยุรชัฏ ชาติสุทธิชัย,ไฮด์ปาร์กลงกระดาษ
- •
ทวิช จิตรสมบูรณ์, คิดถึงเมืองไทย
- •
ประทีป ชุมพล, ฅนสุวรรณภูมิ
- •
จีระเดช ดิสกะประกาย, ฅนสุวรรณภูมิ
- •
เขียน ธีระวิทย์, โลกสัมพันธ์ไทย
- •
นพพร สุวรรณพานิช, ฅนสุวรรณภูมิ
- •
ไสว บุญมา, คิดถึงเมืองไทย
- •
บรรจง นะแส, ฝ่าเกลียวคลื่น
- •
ประพันธ์ คูณมี, ปากกล้าขาไม่สั่น
- •
ประสาท มีแต้ม, โลกที่ซับซ้อน
- •
ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ, เวทีนโยบาย
- •
โสภณ องค์การณ์, หน้ากระดานเรียงห้า
- •
ชัยสิริ สมุทวณิช, คนสุวรรณภูมิ
- •
ดร.ไพศาล สุริยะมงคล, คุยกันเรื่องบ้านเมือง
- •
ชวินทร์ ลีนะบรรจง, เรื่องเล่าจากคันไซ
- •
เทพมนตรี ลิมปพยอม, ย้อนรอยอารยธรรม
- •
ชัยพันธุ์ ประภาสะวัต, แกว่งปาก(กา)หาเสี้ยน
- •
ดร.ประยูร อัครบวร, หลักไทย หลักธรรม
- •
สันติ ตั้งรพีพากร, พลวัตจีน
- •
ปิยะโชติ อินทรนิวาส, ด้ามขวานผ่าซาก
- •
คำนูณ สิทธิสมาน, หลังวัดชนะสงคราม
- •
สุรวิชช์ วีรวรรณ, เสียงจากห้วงสำนึก
- •
โสภณ องค์การณ์, ป้อมพระอาทิตย์
- •
สุนันท์ ศรีจันทรา, จันทราท่าพระอาทิตย์
- •
สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, ธงผืนสุดท้าย
- •
สันติ ตั้งรพีพากร, มุมมองพันธมิตรฯ
- •
สันติ ตั้งรพีพากร, ซื่อสัตย์ต่อประชาชนยิ่งชีพ
- •
ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย, ขี่ม้าชมซากุระ
- •
รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, มองบ้านแลเมือง
- •
Intelligence and Information
- •
ทับทิม พญาไท, มันเป็นเช่นนั้นเอง
- •
นพ นรนารถ, ตะวันออกที่ท่าพระอาทิตย์
- •
อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร, รู้-เท่าทันโลก
- •
โสภณ องค์การณ์, มองต่างแดน
- •
ภณิดา มิลเลอร์, คิดถึงเมืองไทย
- •
ศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พินิจอินเดีย
- •
ภัทระ เตมีศรีสุข, กฎหมายน่ารู้
x
ก่อนตะวันตกจะปิดทะเลและสมุทรของเรา: รากเหง้าทางทะเลของไทย
เผยแพร่: 12 ต.ค. 2569 01:48 ปรับปรุง: 12 ต.ค. 2569 01:48 โดย: &#8203;เอนก เหล่าธรรมทัศน์
เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
เมื่อพิจารณาประวัติ ศาสตร์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านแว่นตาของภูมิศาสตร์และการค้า มักมีความเข้าใจในแบบกระแสหลักว่า บรรพบุรุษของเราตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนภายใน แผ่นดินที่ค่อนข้างปิด รักสงบ และเติบโตมาจากการ
เกษตรเป็นหลัก
แต่มุมมองดังกล่าวมองข้ามมิติที่สำคัญประการหนึ่งไป นั่นคือ ดินแดนแถบนี้เติบโตและขับเคลื่อนมาได้ด้วย "ทะเล" ในฐานะที่เป็นเวทีเชื่อมต่อกับโลกมานานนับพันปี ก่อนที่ชาติตะวันตกจะนำเรือรบติดปืนใหญ่เข้ามาและเปลี่ยนระ เบียบการค้าน่านน้ำเสียใหม่
การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางทะเลนี้ สะท้อนความจริงอันลึกซึ้งผ่านเหตุการณ์สำคัญและ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
หมุดหมายประวัติ ศาสตร์: เมื่อเราโลดแล่นกลางสมุทร
ก่อนจะมาเป็นประเทศ ไทยในปัจจุบัน ดินแดนแถบนี้เคยผ่านเหตุการณ์ทางทะเลที่ยิ่งใหญ่และมักไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในตำราเรียน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงเอเชียอาค เนย์กับโลกกว้างอย่างลึกซึ้ง:
กองเรือรบโจฬะข้ามมหาสมุทร (พ.ศ. 1568):
ในช่วงต้นคริสตศต วรรษที่ 11 อาณาจักรโจฬะจากอินเดียใต้ ภายใต้การนำของ พระเจ้าราเชนทราโจฬะที่ 1 ได้ส่งกองเรือใหญ่ข้ามมหา สมุทรอินเดียมาโจมตีอาณาจักรศรีวิชัย เพื่อทำลายการผูกขาดทางการค้าในช่อง แคบมะละกา กองเรือโจฬะไม่ได้ตีแค่เกาะสุมาตรา แต่ยังบุกโจมตีหัวเมืองสำคัญบนคาบสมุทรไทย เช่น ตามพรลิงค์ (นครศรี ธรรมราช) และ ไชยา (สุราษฎร์ธานี) ซึ่งสั่นคลอนอำนาจเดิมและเปิดทางให้หัวเมืองต่างๆ เติบโตขึ้น
กองเรือตามพรลิงค์บุกตีลังกา (พ.ศ. 1790 และ 1813):
ในอีกสองศตวรรษต่อมา พระเจ้าจันทรภานุแห่งตามพรลิงค์ ได้สร้างความตกตะลึงด้วยการนำกองเรือรบข้ามมหาสมุทรไปทำสงครามถึงเกาะลังกาถึงสองครั้ง (ครั้งที่สองใน พ.ศ. 1813 ทรงยกทัพใหญ่มากจนเป็นบัน ทึกสำคัญในพงศาว ดารลังกา ก่อนจะพ่ายแพ้และสิ้นพระชนม์ในสนามรบ) เหตุการณ์นี้ยืนยันว่ารัฐในคาบ สมุทรไทยเวลานั้นคือ "มหาอำนาจทางทะเล" ที่มีขีดความสามารถในการเดินเรือระดับมหาสมุทร
มหาขันทีเจิ้งเหอและกองเรือมหาสมบัติหมิง (คริสตศตวรรษที่ 15):
ในยุคราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหย่งเล่อทรงบัญชาให้ เจิ้งเหอ นำกองเรือมหาสมบัติขนาดยักษ์เดินทางเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดียถึง 7 ครั้ง
มะละกา กลายเป็นฐานพักกองเรือหลักจนร่ำรวย ส่วน อยุธยา ก็เป็นหมุดหมายสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนทูตและค้าขายกับกองเรือจีนอย่างใกล้ชิด ผู้คนในภูมิภาคจึงคุ้นเคยกับการค้าระดับโลกมาเนิ่นนาน
อยุธยาภายใต้เจ้านครอินทร์ส่งทัพเรือไปตีมะละกา (ต้นคริสตศตวรรษที่ 15):
เมื่ออยุธยาภายใต้ราชวงศ์สุพรรณภูมิเติบโตขึ้นเป็นมหา อำนาจทางการค้า ได้ดำเนินยุทธศาสตร์ "คุกคามและค้าขาย" เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการค้าทางทะเล ในช่วงเวลาที่มะละกากำลังสถาปนาขึ้นเป็นเมืองท่าใหม่และพยายามผูกขาดเส้นทางเดินเรือในช่อง แคบมะละกา (โดยมีราชสำนักจีนหนุนหลังผ่านกองเรือเจิ้งเหอ)
อยุธยาในสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือเจ้านครอินทร์ เคยส่งกองเรือรบและกำลังพลยกไปโจมตีมะละกาเพื่อกดดันและแผ่อิทธิพลเหนือเส้นทางการค้าทางทะเล
แม้ในที่สุดมะละกาจะรอดพ้นไปได้ด้วยการยอมอ่อน น้อมต่อจักร พรรดิจีนและสร้างความสัมพันธ์ที่ถ่วงดุล กัน แต่นี่คือประจักษ์พยานว่าอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงรัฐเกษตร กรรมในแผ่นดินปิด แต่มีกองเรือที่เข้มแข็งพอจะทำศึกชิงเมืองท่าระดับข้ามทะเลได้
1. ความจริงข้อที่หนึ่ง: ก่อนจะมี “ไทย” ทะเลคือเบ้าหลอมชาติพันธุ์
เหตุการณ์ความขัดแย้งและการค้าข้างต้นเกิดขึ้นในยุคที่คำว่า "ประเทศไทย" หรือ "สยาม" ในความหมายปัจจุบันยังไม่กำเนิดขึ้น ผู้คนในคาบสมุทรและลุ่มน้ำในเวลานั้นมีความเป็นชวา มลายู มอญ เขมร อินเดีย และกลุ่มชนพื้นถิ่นปะปนผสมผสานกันอย่างแยกไม่ออก
ทะเลจึงทำหน้าที่เป็น "เบ้าหลอม" (Melting Pot) ขนาดใหญ่:
ลมมรสุมและเส้นทางเดินเรือพัดพาพ่อค้า นักบวช และผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา มาขึ้นฝั่ง ตั้งถิ่นฐาน และแต่งงานข้ามกลุ่มชน
กลุ่มชนที่ใช้ภาษาตระกูลไท เป็นเพียงหนึ่งในหลายสายพันธุ์และวัฒนธรรมที่ไหลมารวมกันในกระแสน้ำวนแห่งการค้านี้
ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนและผสมผสานยาวนานหลายศต วรรษ บรรพบุรุษของเราได้ร่วมกันหล่อหลอมผู้คนต่างภาษาเหล่านี้ให้กลายเป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์ จนกระทั่งเกิดเป็น "คนไทย" และ "ความเป็นไทย" ในภายหลัง
ความเป็นไทยจึงไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์ แต่คือความสามารถในการโอบรับและประ ยุกต์วัฒนธรรมหลากหลายอย่างกลมกลืน
2. ความจริงข้อที่สอง: เมื่อศูนย์กลางอำนาจหันหน้าออกทะเล และเราเห็นโลกมาตลอด
รัฐโบราณในภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นตามพรลิงค์ ปัตตานี หรืออยุธยา ล้วนพึ่งพาเศรษฐกิจการค้าทางทะเลเป็นสำคัญ แม้ตัวเมืองหลวงจะตั้งอยู่เข้ามาในแผ่นดิน แต่ก็มีแม่น้ำสายหลักเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมออกสู่ทะเลและสมุทร
เมื่อศูนย์กลางอำนาจผูกติดอยู่กับการค้าโลก เมืองท่าเหล่านี้จึงเปิดรับผู้คนจากทั่วสารทิศ ทั้งพ่อค้าชาวเปอร์เซีย อาหรับ อิน เดีย จีน และต่อมาคือชาวตะวันตก ให้เข้ามาค้าขายและอยู่อาศัย
วิถีชีวิตของผู้คนจึงคุ้นเคยกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และวิทยาการจากภายนอก ดีเอ็นเอของสังคมไทยจึงมีความยืดหยุ่นและปรับตัวต่อกระแสโลกได้ดีมาโดยตลอด
3. ความจริงข้อที่สาม: เมื่อความมั่นคงทางทะเลคือความอยู่รอดของรัฐ
การพึ่งพาทะเลไม่ได้นำมาเพียงความมั่งคั่งและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ทะเลก็ยังเป็นเส้นทางที่เปิดรับความเสี่ยงและภัยคุกคามจากภายนอก ดังที่ปรากฏในบทเรียนประวัติ ศาสตร์จากการปะทะกับกองเรือโจฬะ การยกทัพไปตีลังกาของจันทรภานุ การทำสงครามชิงเมืองท่าอย่างมะละกา หรือการเข้ามาจัดระเบียบการค้าของจีนและตะวันตกในยุคต่อมา
ประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงทางทะเล (Maritime Security) และการเข้าใจพลวัตของอำนาจในน่านน้ำ คือปัจจัยชี้ขาดความอยู่รอดและการรักษาอธิปไตยของรัฐมาทุกยุคทุกสมัย
สรุป:
การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ทางทะเลและกระบวนการผสมผสานทางชาติ พันธุ์ ช่วยให้เรามองเห็นรากฐานที่แท้จริงของสังคมไทย ว่าความเข้มแข็งของเราไม่ได้เกิดจากการปิดกั้นตนเอง แต่เกิดจากการเป็น "สังคมเปิด" ที่มีความยืดหยุ่นและสามารถหลอมรวมความหลากหลายจากทั่วโลกให้กลายมาเป็นพลังของตนเองได้ผ่านทางสายน้ำและท้องทะเล