Cover Image

จาก 'ผู้รับความช่วยเหลือ' สู่ 'ผู้ผลิต' : บทเรียนจากไต้หวัน เมื่อนโยบายคนพิการต้องไปไกลกว่าสวัสดิการ

ระหว่างที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวัน ผมมีโอกาสเป็น guide runner ให้นักวิ่งที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น และช่วยเป็นไกด์ในกิจกรรมว่ายน้ำสำหรับคนพิการ ตอนแรกผมคิดง่ายๆ ว่า หน้าที่ของผมคือเป็น ‘ตา’ ให้เขาในเวลาวิ่ง หรือเป็นคนช่วยพาเขาไปในเวลาว่ายน้ำ แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้กลับไม่ได้อยู่ที่การจับมือ การบอกทาง หรือการเป็น ‘สายตา’ ให้ใครคนหนึ่ง มันอยู่ที่การตั้งคำถามว่า ทำไมผู้พิการคนหนึ่งจึงสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ในขณะที่อีกคนหนึ่งอาจทำไม่ได้ ทั้งที่ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของตัวเขาเพียงอย่างเดียว?

ในไต้หวัน ผมสังเกตเห็นว่าคนพิการสามารถใช้บริการสาธารณะและพื้นที่บางประเภทโดยได้รับสิทธิพิเศษ และในกรณีที่จำเป็นต้องมีผู้ติดตาม ผู้ติดตามที่จำเป็นก็ได้รับสิทธิบางอย่างไปด้วย รายละเอียดเล็กๆ นี้ทำให้ผมหยุดคิด เพราะจริงที่ว่าถ้าคนคนหนึ่งต้องมีผู้ช่วยจึงจะสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ‘ผู้ช่วย’ ก็ควรถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเข้าถึง แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงคนที่มากับคนพิการ

อีกหนึ่งคำถามที่พาผมไปไกลกว่าการสร้างทางลาดหรือห้องน้ำสำหรับคนพิการ คือเรากำลังออกแบบสังคมสำหรับคนทั่วไป แล้วค่อย ‘เพิ่ม’ สิ่งพิเศษให้คนอื่น หรือเรากำลังออกแบบสังคมโดยยอมรับตั้งแต่ต้นว่ามนุษย์มีความแตกต่างกัน?

คำตอบของไต้หวันไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน มันเป็นผลจากการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับคนพิการตลอดหลายทศวรรษ


เมื่อชื่อกฎหมายเปลี่ยน ความคิดของรัฐก็เปลี่ยน


หากย้อนกลับไปดูพัฒนาการของนโยบายคนพิการในไต้หวัน สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงจำนวนมาตรการที่เพิ่มขึ้น แต่คือภาษาที่รัฐใช้เรียกและนิยามคนพิการ ในปี 1980 ไต้หวันมีกฎหมายเฉพาะด้านชื่อว่า 殘障福利法 หรือ ‘กฎหมายสวัสดิการคนพิการ’ ซึ่งมีเพียง 26 มาตรา มีกรอบคิดหลักเกี่ยวกับการสงเคราะห์และการช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

หลังการยกเลิกกฎอัยการศึกในปี 1987 ขบวนการภาคประชาสังคมเติบโตขึ้น รวมถึงขบวนการของคนพิการที่เริ่มเรียกร้องสิทธิและเสียงของตัวเองมากขึ้น ในปี 1997 จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ กฎหมายถูกเปลี่ยนชื่อเป็น 身心障礙者保護法 หรือ ‘กฎหมายคุ้มครองผู้พิการทางกายและจิตใจ’ ขยายจาก 26 เป็น 75 มาตรา และนำแนวคิดเรื่องโอกาสที่เท่าเทียมและการมีส่วนร่วมเข้ามาอย่างชัดเจน

สิบปีต่อมา ในปี 2007 ชื่อกฎหมายเปลี่ยนอีกครั้งเป็น 身心障礙者權益保障法 หรือ ‘กฎหมายคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้พิการ’ คำที่เปลี่ยนจาก ‘สวัสดิการ’ ไปสู่ ‘การคุ้มครอง’ และจาก ‘การคุ้มครอง’ ไปสู่ ‘สิทธิ’ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องของศัพท์กฎหมาย แต่จริงๆ แล้ว มันสะท้อนการเปลี่ยนคำถามของรัฐถึงสามครั้ง จาก ‘เราจะสงเคราะห์คนพิการอย่างไร?’ ไปสู่ ‘เราจะปกป้องคนพิการจากการถูกเลือกปฏิบัติอย่างไร?’ และท้ายที่สุดคือ ‘เราจะทำอย่างไรให้คนพิการใช้สิทธิของตัวเองได้อย่างเท่าเทียม?’

นี่คือจุดที่เรื่องเริ่มน่าสนใจ เพราะเมื่อคนพิการไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง ‘ผู้รับความช่วยเหลือ’ แต่เป็น ‘ผู้ทรงสิทธิ’ เป้าหมายของนโยบายก็ต้องเปลี่ยนตาม


จุดเปลี่ยนไม่ได้เริ่มจากทางลาด แต่เริ่มจากวิธีนิยามความพิการ


หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม 2012 เมื่อไต้หวันเริ่มใช้ระบบประเมินความพิการและความต้องการรูปแบบใหม่ที่อิงกรอบ International Classification of Functioning, Disability and Health หรือ ICF ขององค์การอนามัยโลก ระบบใหม่นี้ไม่ได้ถามเพียงว่าคนคนหนึ่ง ‘มีความบกพร่องอะไร’ แต่พิจารณาร่วมกันทั้งด้านการทำงานของร่างกาย กิจกรรม การมีส่วนร่วม และสภาพแวดล้อม รวมถึงประเมินความต้องการ เพื่อเชื่อมโยงไปยังบริการที่เหมาะสม การประเมินยังเปลี่ยนจากแพทย์คนเดียวเป็นทีมสหวิชาชีพ และเปลี่ยนระบบจำแนกความพิการจากเดิม 16 ประเภทเหลือ 8 กลุ่มตามการทำหน้าที่ของร่างกาย

นี่เป็นการเปลี่ยนคำถามที่สำคัญมาก จาก ‘คุณพิการประเภทไหน?’ ไปสู่ ‘คุณต้องการอะไรเพื่อให้สามารถทำสิ่งที่คุณต้องการทำได้?’ คนตาบอดสองคนไม่ได้ต้องการสิ่งเดียวกันเสมอไป คนหนึ่งอาจทำงานสำนักงานและต้องการ screen reader เอกสารดิจิทัลที่เข้าถึงได้ และเทคโนโลยีช่วยเหลือ ขณะที่อีกคนอาจอาศัยอยู่คนเดียวและต้องการการสนับสนุนด้านการเดินทาง ทักษะการใช้ชีวิต หรือผู้ช่วยส่วนบุคคล คนใช้รถเข็นสองคนก็เช่นกัน คนหนึ่งอาจทำงานได้ตามปกติหากสถานที่ทำงานได้รับการปรับให้เข้าถึงได้ ขณะที่อีกคนอาจต้องการรถรับส่ง การปรับบ้าน อุปกรณ์ช่วยเหลือ หรือผู้ช่วยในการดำรงชีวิต

ดังนั้น การรู้ว่า ‘คนนี้เป็นคนพิการ’ ยังไม่เพียงพอที่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไร นี่คือหัวใจของ ICF ที่ความพิการไม่ได้มีเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คนคนนั้นสามารถทำได้ การมีส่วนร่วมของเขา และสภาพแวดล้อมที่เอื้อหรือขัดขวางการใช้ชีวิต และนี่คือจุดที่ผมอยากชวนมองเป็นสามระดับที่ซ้อนกันอยู่


ระดับที่หนึ่ง: Welfare — เราจะช่วยเขาอย่างไร?


เมื่อยอมรับว่าคนพิการแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกัน ระบบสวัสดิการก็ต้องมากกว่าเงินช่วยเหลือ ไต้หวันมีทั้งเงินอุดหนุนเพื่อการดำรงชีวิต บริการดูแลที่บ้าน บริการในชุมชน การดำรงชีวิตอย่างอิสระ อุปกรณ์ช่วยเหลือ การสนับสนุนครอบครัว และบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนสวัสดิการคือ วิธีคิดเบื้องหลังสวัสดิการเหล่านั้น ตัวอย่างที่ผมสังเกตเห็นตั้งแต่การเป็น guide runner และ guide swimmer คือการให้ความสำคัญกับ ‘ผู้ติดตามที่จำเป็น’ ในบางสิทธิประโยชน์ การเดินทางเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน คนพิการที่เข้าเกณฑ์ได้รับส่วนลด 50% สำหรับระบบขนส่งสาธารณะหลายประเภท และผู้ติดตามที่จำเป็นก็สามารถได้รับสิทธิส่วนลดตามเงื่อนไขที่กำหนด สะท้อนแนวคิดสำคัญว่าต้นทุนของการเข้าถึงไม่ได้เกิดขึ้นกับคนพิการเพียงคนเดียว

เทคโนโลยีช่วยเหลือก็เช่นกัน ในปี 2026 ไต้หวันเริ่มระบบเช่าเทคโนโลยีช่วยเหลืออัจฉริยะภายใต้ Long-Term Care 3.0 โดยเริ่มต้นด้วยอุปกรณ์ 17 รายการ และเพิ่มวงเงินสำหรับเทคโนโลยีช่วยเหลือรูปแบบใหม่เป็นสูงสุด NT$60,000 ต่อ 3 ปี รวมถึงการสนับสนุนการปรับสภาพบ้านบางส่วน

ภาพรวมจึงเริ่มเปลี่ยนจาก’ เราจะจ่ายอะไรให้คนพิการ?’ เป็น ‘เราต้องเปลี่ยนอะไรในสภาพแวดล้อม เพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้?’ แต่ Welfare เป็นเพียงระดับแรก เพราะการทำให้คนอยู่ได้ ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจะสามารถมีชีวิตอย่างที่ต้องการได้


ผู้ช่วยส่วนบุคคล: จาก ‘ผู้ดูแล’ สู่ ‘คนที่ช่วยให้ฉันใช้ชีวิตของฉันเอง’


ในระดับ Welfare นี้เอง มีแนวคิดหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในไทย นั่นคือระบบ Personal Assistant หรือ PA (個人助理) ซึ่งไต้หวันแยกออกมาต่างหากจากงานบริการดูแลที่บ้านแบบเดิม (居家服務) ความแตกต่างระหว่าง ‘ผู้ดูแล’ กับ ‘ผู้ช่วยส่วนบุคคล’ ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องของคำเรียก แต่จริงๆ แล้วสะท้อนปรัชญาที่ต่างกัน

ผู้ดูแลอาจถูกมองว่าเป็นคนที่ตัดสินใจแทนคนพิการว่าควรทำอะไร แต่ผู้ช่วยส่วนบุคคลในกรอบของขบวนการ Independent Living มีหน้าที่ช่วยให้คนพิการสามารถทำสิ่งที่เขาต้องการทำได้ โดยคนพิการเป็นผู้กำหนดเองว่าต้องการความช่วยเหลืออะไร เมื่อไร และอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน ไปเรียน ไปแข่งกีฬา ไปซื้อของ หรือไปใช้ชีวิตทางสังคม

นี่เป็นความแตกต่างเล็กๆ ทางภาษา แต่เป็นความแตกต่างใหญ่ทางอำนาจ ในระบบหนึ่งคนอื่นเป็นผู้กำหนดว่า ‘คุณต้องการการดูแลอะไร’ แต่อีกระบบคนพิการเป็นผู้กำหนดว่า ‘นี่คือชีวิตที่ฉันต้องการ และนี่คือความช่วยเหลือที่ฉันต้องใช้เพื่อให้มันเกิดขึ้น’

แต่ระบบนี้ก็มีรอยร้าวที่ควรพูดถึงตรงๆ สื่อไต้หวันรายงานว่าผู้ช่วยส่วนบุคคลส่วนใหญ่ทำงานในตำแหน่งนี้ได้เพียงราว 2 ปีก็ลาออก มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ได้ถึง 5-6 ปี เนื่องจากค่าตอบแทนต่ำ ชั่วโมงบริการที่จำกัด และมาตรฐานที่ต่างกันในแต่ละท้องถิ่น และในภาพที่ใหญ่กว่านั้น ตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีคดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงถึงชีวิตในบริบทของการดูแลระยะยาวเกิดขึ้นหลายสิบคดี โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนพิการ ซึ่งสะท้อนภาระที่ตกอยู่กับครอบครัวผู้ดูแลเพียงลำพังเมื่อไม่มีระบบสนับสนุนที่เพียงพอ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าต่อให้ปรัชญานโยบายถูกต้อง หากคนที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อมของการเข้าถึง’ ได้รับค่าตอบแทนต่ำหรือทำงานอย่างไม่มั่นคง ระบบก็ย่อมมีข้อจำกัด Accessibility จึงไม่ได้หมายถึงการดูแลเฉพาะคนพิการ แต่ต้องดูแลระบบที่ทำให้การเข้าถึงเกิดขึ้นด้วย รวมถึงคนที่ทำหน้าที่นั้นอยู่


ระดับที่สอง: Employment — เราจะทำให้เขามีงานทำอย่างไร?


การมีสวัสดิการทำให้คนสามารถดำรงชีวิตได้ แต่การมีงานทำสามารถทำให้คนมีรายได้ มีบทบาท มีความสัมพันธ์ทางสังคม และมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไต้หวันจึงมีกฎหมายกำหนดโควตาการจ้างงานคนพิการ หน่วยงานรัฐ โรงเรียนของรัฐ และรัฐวิสาหกิจที่มีพนักงานตั้งแต่ 34 คนขึ้นไป ต้องจ้างคนพิการอย่างน้อย 3% ขณะที่โรงเรียนเอกชน สมาคม และธุรกิจเอกชนที่มีพนักงานตั้งแต่ 67 คนขึ้นไป ต้องจ้างอย่างน้อย 1% และไม่น้อยกว่าหนึ่งคน

แต่โควตาไม่ได้แปลว่าตลาดแรงงานเปิดกว้างแล้ว ข้อมูลกระทรวงแรงงานไต้หวันปี 2024 ระบุว่าคนพิการในไต้หวันมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพียง 21.9% และมีอัตราการว่างงาน 7.1% ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่าแม้จะมีกฎหมายกำหนดให้เกิดการจ้างงาน แต่คนพิการจำนวนมากยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในตลาดแรงงานตั้งแต่ต้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ‘การปรับงาน’ จึงสำคัญพอๆ กับ ‘การสร้างงาน’

ไต้หวันมีระบบ job accommodation และ job redesign ที่สนับสนุนให้นายจ้างปรับสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ วิธีการทำงาน หรือเงื่อนไขการทำงานให้เหมาะกับคนพิการ โดยมีเงินสนับสนุนได้สูงสุด NT$100,000 ต่อคนต่อปี ตั้งแต่ปี 2025 กระทรวงแรงงานยังมีแนวทางเรื่อง reasonable accommodation ในสถานที่ทำงานที่ชัดเจนขึ้น

นั่นหมายความว่า ‘การจ้างคนพิการ’ ไม่ควรจบที่คำถามว่า ‘รับเข้าทำงานหรือยัง?’ แต่ต้องถามต่อว่า ‘จ้างในงานอะไร?’ และ ‘ออกแบบงานให้เขาทำได้จริงหรือยัง?’ เพราะการมีชื่ออยู่ในบัญชีพนักงาน ไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นได้รับโอกาสในการทำงานอย่างเท่าเทียม

แต่ถึงตรงนี้เราก็ยังไปไม่สุด เพราะแม้คนพิการจะได้รับสวัสดิการ แม้จะมีงานทำ ยังมีคำถามอีกหนึ่งข้อที่สำคัญมาก


ระดับที่สาม: Economic Participation — สิ่งที่เขาทำ มีคนพร้อมจะซื้อหรือไม่?


นี่คือคำถามที่ผมคิดว่าสังคมพูดถึงน้อยที่สุด เรามักถามว่าคนพิการมีสวัสดิการหรือยัง จากนั้นถามว่าคนพิการมีงานทำหรือยัง แต่เราแทบไม่ถามว่าสิ่งที่คนพิการทำมีตลาดรองรับหรือไม่ และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี ช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2026 มีเหตุการณ์หนึ่งในไต้หวันที่ทำให้คำถามนี้เห็นภาพชัดเจนมาก ทุกปีสำนักงานประธานาธิบดีไต้หวันมีธรรมเนียมจัดซื้อขนมและของขวัญเทศกาลไหว้พระจันทร์จากสถานประกอบการคุ้มครองแรงงานสำหรับคนพิการ (庇護工場) และองค์กรสวัสดิการคนพิการรวม 37 แห่ง ปริมาณราว 1.5 หมื่นกล่อง แต่ปีนี้งบประมาณที่เกี่ยวข้องถูกตัดและแช่แข็งในกระบวนการพิจารณางบประมาณของสภา ทำให้คำสั่งซื้อไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด

สำหรับคนที่มองจากภายนอก อาจคิดว่าก็แค่ขนมไหว้พระจันทร์ 1.5 หมื่นกล่อง แต่สำหรับสถานประกอบการเหล่านั้น เบื้องหลังขนมหนึ่งกล่องมีทั้งการเตรียมวัตถุดิบ การผลิต การอบ การบรรจุ การติดฉลาก และการส่งมอบ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีคนพิการที่กำลังทำงานอยู่จริง คำสั่งซื้อหนึ่งรายการจึงไม่ได้สร้างแค่รายได้ให้กับองค์กร แต่สร้างงาน รายได้ และบทบาททางเศรษฐกิจให้กับคนพิการโดยตรง

หลังข่าวนี้แพร่กระจายออกไป เกิดกระแสตอบรับจากหลายฝ่ายอย่างรวดเร็ว ทั้งประชาชนทั่วไป ภาคธุรกิจ และหน่วยงานท้องถิ่น ต่างเข้ามาสั่งซื้อสินค้าจากสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จนภายในเวลาราวสองสัปดาห์ ยอดคำสั่งซื้อที่หายไปก็ถูกทดแทนจนครบตามจำนวนเดิม

ผมคิดว่าตรงนี้เองที่เรื่องราวน่าสนใจกว่าการเป็นแค่ข่าวดีจบง่าย เพราะสิ่งที่ช่วยกอบกู้สถานประกอบการเหล่านี้ไว้ได้ทันเวลา คือแรงอุดหนุนที่มาจากความเห็นใจและกระแสสังคม ไม่ใช่ demand ตามปกติของตลาด ซึ่งย้อนแย้งกับสิ่งที่ผมอยากชวนคิดต่อไปนี้พอดี


การซื้อหนึ่งครั้งอาจมีความหมายมากกว่าการบริจาคหนึ่งครั้ง แต่ก็ยังเปราะบางถ้าต้องพึ่งความเห็นใจทุกครั้ง


ถ้าเราบริจาคเงินให้คนพิการ เรากำลังช่วยเขา แต่ถ้าเราซื้อสินค้าที่คนพิการผลิต เรากำลังบอกว่า ‘สิ่งที่คุณทำมีคุณค่า และฉันยินดีจ่ายเพื่อสิ่งนั้น’ ความแตกต่างนี้อาจดูเล็ก แต่ในเชิงศักดิ์ศรีมันใหญ่ เพราะการบริจาคตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ผู้ให้’ กับ ‘ผู้รับ’ ขณะที่การซื้อขายตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ผู้ผลิต’ กับ ‘ผู้บริโภค’ คนหนึ่งไม่ได้ซื้อเพราะอีกคนพิการ เขาซื้อเพราะสินค้าหรือบริการนั้นมีคุณค่าเพียงพอที่จะแลกกับเงินของเขา

แต่กรณีขนมไหว้พระจันทร์ก็เตือนเราด้วยว่า เส้นแบ่งระหว่าง ‘ซื้อเพราะเห็นคุณค่า’ กับ ‘ซื้อเพราะสงสาร’ ในทางปฏิบัตินั้นพร่าเลือนกว่าที่คิด ตราบใดที่คำสั่งซื้อจากภาครัฐยังผูกอยู่กับงบประมาณที่อาจถูกตัดได้ทุกปี และตราบใดที่สังคมต้องรอให้มีข่าวก่อนถึงจะเข้ามาช่วยอุดหนุน สถานประกอบการเหล่านี้ก็ยังอยู่ในสถานะเปราะบางอยู่ดี ไม่ว่าปีนี้เรื่องจะจบลงด้วยความอบอุ่นแค่ไหนก็ตาม

นี่จึงไม่ใช่การเถียงว่า ‘ควรอุดหนุนด้วยความเห็นใจหรือไม่’ เพราะความเห็นใจก็ยังจำเป็นและมีคุณค่าเสมอ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราจะสร้างเงื่อนไขให้สินค้าและบริการของคนพิการถูกซื้อเป็นประจำ ไม่ใช่เฉพาะตอนเกิดวิกฤตได้อย่างไร เช่น การทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเป็นระบบที่มั่นคง ไม่ผูกกับงบประมาณเฉพาะกิจที่เปลี่ยนไปตามการเมืองแต่ละปี

นี่คือขั้นที่สามของ Inclusion ที่สังคมควรพูดถึงมากขึ้น จากระดับที่หนึ่ง — Welfare เราจะช่วยเขาอย่างไร? สู่ระดับที่สอง — Employment เราจะทำให้เขามีงานทำอย่างไร? สู่ระดับที่สาม — Economic Participation สิ่งที่เขาทำ มีคนพร้อมจะซื้ออย่างสม่ำเสมอหรือไม่?

ถ้าเราหยุดอยู่ที่ระดับแรก เราสร้างผู้รับสวัสดิการ ถ้าไปถึงระดับที่สอง เราสร้างคนทำงาน แต่ถ้าไปถึงระดับที่สาม เราเริ่มสร้างผู้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ สามระดับนี้ไม่ได้แทนที่กัน คนพิการบางคนยังต้องการสวัสดิการ บางคนต้องการผู้ช่วยส่วนบุคคล บางคนต้องการการสนับสนุนเพื่อทำงาน ซึ่งเป้าหมายของระบบไม่ควรตั้งไว้แค่การ ‘ดูแลให้พออยู่ได้’ หากคนคนนั้นสามารถและต้องการไปได้ไกลกว่านั้น


แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน?


ประเทศไทยไม่ถึงขั้นไม่มีระบบเลย พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 รับรองสิทธิหลายด้าน ตั้งแต่การฟื้นฟูสมรรถภาพ การศึกษา การฝึกอาชีพ การมีงานทำ การประกอบอาชีพอิสระ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ไปจนถึงการเข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ

ด้านการจ้างงาน ไทยมีระบบ 100:1 ตามมาตรา 33 และมีทางเลือกตามมาตรา 34 และมาตรา 35 หากนายจ้างไม่ได้ดำเนินการจ้างในรูปแบบปกติ โดยมาตรา 35 เปิดทางให้เกิดการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เช่น สัมปทาน พื้นที่จำหน่ายสินค้า การจ้างเหมาบริการ การฝึกอบรม อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก หรือล่ามภาษามือ น่าสนใจว่ามาตรา 35 นี้คือจุดที่ใกล้เคียงกับแนวคิด Economic Participation ที่สุดในกฎหมายไทย เพราะเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐ ‘ซื้อพื้นที่จำหน่ายสินค้า’ หรือทำสัมปทานกับคนพิการโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติกลไกนี้ยังถูกใช้น้อยกว่าการจ่ายเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 มาก

ตัวเลขในทางปฏิบัติก็ชวนให้ต้องทบทวนไม่ต่างจากไต้หวัน ข้อมูลกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการปี 2024 ระบุว่า ไทยมีคนพิการที่ขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 2.2 ล้านคน ในจำนวนนี้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเพียง 2% และในกลุ่มวัยแรงงานราว 860,000 คน มีถึงประมาณ 530,000 คนที่ยังไม่มีงานทำ ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาของไทยไม่ต่างจากไต้หวันตรงที่ อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานยังต่ำกว่าที่ตัวบทกฎหมายตั้งใจไว้มาก แม้จะมีทั้งโควตา 100:1 และกลไกทางเลือกตามมาตรา 34-35 ก็ตาม

ดังนั้น ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ ‘ไม่มีกฎหมาย’ แต่คือคำถามว่าระบบเหล่านี้เชื่อมต่อกันหรือไม่ มีเบี้ยความพิการ แต่เดินทางไปทำงานไม่ได้ สะท้อนว่าระบบยังไม่สมบูรณ์ มีโควตาการจ้างงาน แต่สถานที่ทำงานไม่ปรับงาน สะท้อนระบบยังไม่สมบูรณ์ มีการฝึกอาชีพ แต่ไม่มีตลาดรองรับก็สะท้อนระบบยังไม่สมบูรณ์ มีคนพิการผลิตสินค้า แต่ผู้บริโภคซื้อเพราะสงสารมากกว่าคุณภาพ และไม่มีกลไกซื้อซ้ำที่ยั่งยืน แสดงถึงระบบที่ยังไม่สมบูรณ์ และมีนโยบายสำหรับคนพิการ แต่คนพิการไม่มีเสียงในการออกแบบนโยบาย ยิ่งตอกย้ำระบบก็ยังไม่สมบูรณ์

การเปรียบเทียบว่า ‘ไต้หวันดีกว่าไทย’ อาจไม่มีประโยชน์ เพราะคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะเปลี่ยนระบบจากการ ‘ช่วยคนพิการ’ ไปสู่การ ‘สร้างเงื่อนไขให้คนพิการมีส่วนร่วม’ ได้อย่างไร


จาก ‘ผู้รับบริการ’ สู่ ‘ผู้ผลิต’


ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญในภาคการท่องเที่ยว จากการทำวิจัยเกี่ยวกับกิจการท่องเที่ยวและกิจการเพื่อสังคมที่ทำงานกับคนพิการในไต้หวัน ผมพบสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าการมีสวัสดิการจำนวนมาก นั่นคือการเปลี่ยนสถานะของคนพิการจากผู้รับบริการเป็นผู้ผลิต ในองค์กรบางแห่ง คนพิการไม่ได้เป็นเพียงผู้รับการดูแล แต่เป็นพนักงาน ผู้ให้บริการ ผู้สร้างประสบการณ์ และผู้มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ

นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้ประกอบด้วยแค่สถานที่ปลายทาง มันประกอบด้วยข้อมูลการเดินทาง ที่พัก อาหาร กิจกรรม การสื่อสาร และประสบการณ์ หากคนพิการเข้าไปมีบทบาทเป็นผู้ผลิตบริการด้วย เขาไม่ได้เพียงบอกว่า ‘ฉันต้องการอะไร’ แต่สามารถบอกได้ว่า ‘บริการแบบไหนที่ทำให้ฉันและคนอื่นเข้าถึงได้จริง’ นี่คือความแตกต่างระหว่างการออกแบบเพื่อคนพิการ กับการออกแบบร่วมกับคนพิการ และหลักคิดนี้สอดคล้องกับหัวใจของขบวนการสิทธิคนพิการทั่วโลกที่ว่า ‘Nothing about us without us’ หรือไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรา โดยไม่มีเรา


ไต้หวันเองก็ยังไม่ถึงเส้นชัย


การเขียนถึงไต้หวันในฐานะกรณีศึกษาจึงไม่ควรกลายเป็นการเล่าเรื่อง ‘ประเทศต้นแบบที่ทำทุกอย่างถูกต้อง’ ไต้หวันเองยังมีช่องว่างจำนวนมาก อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของคนพิการยังต่ำ ระบบผู้ช่วยส่วนบุคคลยังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรและเงื่อนไขการทำงาน การเข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วไปยังไม่ง่าย และแม้แต่การจัดซื้อจากภาครัฐเองก็ยังเปราะบางพอที่จะได้รับผลกระทบจากงบประมาณทางการเมือง ดังที่เห็นในกรณีขนมไหว้พระจันทร์

ที่น่าสนใจคือ ไต้หวันเลือกรับรองหลักการของ CRPD ผ่านกฎหมายภายในของตนเอง แม้จะไม่สามารถเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาในระบบสหประชาชาติได้โดยตรงเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกสหประชาชาติ และยังจัดให้มีการทำรายงานประเทศพร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญนานาชาติมาตรวจสอบด้วยความสมัครใจของตัวเอง

ปัจจุบันไต้หวันเผยแพร่รายงานประเทศฉบับที่สามไปแล้วเมื่อปลายปี 2025 และมีกำหนดรับการตรวจสอบระหว่างประเทศรอบใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2026 โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไต้หวันเองก็ยังเสนอข้อสังเกตอิสระอีกกว่าร้อยข้อ ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ไต้หวันก็ยังมีช่องว่างด้านสิทธิคนพิการอีกมาก ไม่ใช่ประเทศที่ทำสำเร็จสมบูรณ์แล้ว กล่าวอีกอย่างคือ ต่อให้ระบบเดินมาไกล ก็ยังต้องถูกถามซ้ำว่า ‘สิ่งที่เขียนไว้ในกฎหมายเกิดขึ้นจริงแค่ไหน?’ นี่อาจเป็นบทเรียนอีกข้อสำหรับประเทศไทย การมีสิทธิในกฎหมายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การมีระบบสวัสดิการเป็นเพียงขั้นต่อมา การมีงานทำเป็นอีกขั้นหนึ่ง แต่ปลายทางที่สำคัญกว่านั้นคือการมีอำนาจในการใช้ชีวิต และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในสังคมและเศรษฐกิจ


แล้วเราควรหยุดถามอะไร?


ประสบการณ์การเป็น guide runner ทำให้ผมเห็นสิ่งหนึ่งที่ตำราอาจอธิบายได้ไม่หมด การช่วยเหลือไม่ได้ทำให้คนหนึ่ง ‘ด้อยกว่า’ เสมอไป ในบางกรณี การมีผู้ช่วยคือสิ่งที่ทำให้คนคนนั้นสามารถวิ่งได้ด้วยตัวเอง การมีล่ามไม่ได้ทำให้คนหูหนวกพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น แต่ทำให้เขาสามารถสื่อสารและทำงานได้ การมี screen reader ไม่ได้ทำให้คนตาบอดได้รับสิทธิพิเศษ แต่ทำให้ข้อมูลที่คนอื่นเข้าถึงได้อยู่แล้วสามารถเข้าถึงได้เช่นกัน และการซื้อสินค้าที่คนพิการผลิตก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องสงสารผู้ผลิต บ่อยครั้งเรากำลังทำสิ่งที่ธรรมดาที่สุดในระบบเศรษฐกิจ คือซื้อของที่เราคิดว่ามีคุณค่า

นี่คือความแตกต่างระหว่างความเท่าเทียมแบบให้ทุกคนเหมือนกัน กับความเท่าเทียมแบบให้แต่ละคนได้รับสิ่งที่จำเป็นต่อการมีส่วนร่วม และบางที สิ่งที่สังคมควรเลิกถามคือ ‘ทำไมคนพิการต้องได้รับสิทธิพิเศษ?’ แล้วเปลี่ยนเป็น ‘ถ้าคนพิการต้องการการสนับสนุนบางอย่างเพื่อเข้าถึงสิทธิเดียวกับคนอื่น ทำไมเราจึงเรียกสิ่งนั้นว่าสิทธิพิเศษ?’

แต่ผมคิดว่าเรายังควรถามอีกคำถามหนึ่งด้วย คือเมื่อเราให้สวัสดิการแล้ว เมื่อเราสร้างงานแล้ว เมื่อเราปรับสถานที่ทำงานแล้ว เราพร้อมจะเป็นลูกค้าของเขาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ตอนมีข่าวหรือยัง? ผมนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่เป็น guide runner บนสนามซ้อมวิ่งในไต้หวัน ตอนนั้นสิ่งที่ทำให้นักวิ่งข้างตัวผมวิ่งได้เต็มฝีเท้า ไม่ใช่เพราะผมสงสารเขา แต่เพราะเราสองคนตกลงกันว่านี่คือเป้าหมายที่เขาอยากไปให้ถึง และผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบที่ทำให้มันเป็นไปได้

ขนมไหว้พระจันทร์ 1.5 หมื่นกล่องในไต้หวันปีนี้ก็ไม่ต่างกัน คำถามไม่ใช่ว่าจะมีใครใจดีพอจะซื้อมันในนาทีสุดท้ายหรือเปล่า แต่คือปีหน้า และปีต่อๆ ไป ระบบจะยังทำให้คำสั่งซื้อนั้นเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องรอให้เป็นข่าวก่อนหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ความพิการอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวคนเพียงอย่างเดียว บางครั้งมันอยู่ตรงจุดที่ระบบของเราไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับความแตกต่างของมนุษย์ และสิ่งที่ต้องเปลี่ยนก่อนจึงไม่ใช่คนพิการ ไม่ใช่ความสามารถของเขา แต่คือจินตนาการของเราเองว่า ‘คนที่มีคุณค่า’ ต้องมีหน้าตาและความสามารถแบบไหน


แหล่งอ้างอิงสำคัญ

กฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์ การจ้างงานผู้พิการ คนพิการ นโยบายผู้พิการ ผู้ช่วยส่วนบุคคล ผู้พิการ ไต้หวัน

เรื่อง: กฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์

Visiting Scholar ที่ National Taiwan University of Science and Technology (NTUST) ด้วยทุน Taiwan Fellowship จากกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน งานวิจัยและความสนใจพาไปตั้งคำถามกับเรื่องที่อยู่ระหว่าง “การท่องเที่ยว” กับ “ผู้คน” ตั้งแต่ชุมชน คนพิการ ผู้สูงอายุ ไปจนถึงกลุ่มคนที่สังคมอาจมองข้าม และเชื่อว่าหลายครั้งเรื่องเล็กๆ รอบตัวก็สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับสังคมได้มากกว่าที่คิด

Back To Top