Cover Image

เวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ โอกาสไทยเวทีการเงินโลก

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการและภาคธุรกิจ กรณีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัด IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ภายใต้แนวคิด “ขอบฟ้าใหม่ของไทย : สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” ครอบคลุมดิจิทัลและ AI สร้างความแข็งแกร่งของ Supply Chain ยกระดับเป็น Trusted Hub ด้านการค้า การเงิน และการลงทุนในภูมิภาค ประเด็น Climate Change และการออกแบบระบบการเงินใหม่ เพื่อระดมทุนมาสนับสนุนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสังคมสูงวัยและ Longevity Economy

อัทธ์ พิศาลวานิช
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ประชาชนไทยควรให้ความสนใจการประชุม IMF และธนาคารโลก เพราะเป็นเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลกมาประเมินปัญหาและหารือแนวทางรับมือร่วมกัน ข้อมูลและข้อเสนอจากการประชุมสามารถนำมาประกอบการกำหนดนโยบายของไทย ทั้งการจ้างงาน รายได้ ค่าครองชีพ และโอกาสของผู้ประกอบการ

หากการประชุมชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว รัฐบาลไทยควรเตรียมมาตรการรักษาการจ้างงานและช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หากราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น ควรเตรียมมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย และหากตลาดการเงินผันผวน ควรดูแลเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมช่วยให้ประชาชนและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จของการประชุมจึงต้องวัดจากการนำผลการหารือไปปฏิบัติว่า สามารถรักษางาน ดูแลรายได้ ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด รัฐบาลควรกำหนดมาตรการ ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ประโยชน์จากเวทีระดับโลกส่งถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ รัฐบาลควรจัดทำแผนติดตามผลหลังการประชุม โดยระบุโครงการ ผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน พร้อมดำเนินการตามข้อเสนอ 5 ประการ

1.ติดตามการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง นำข้อหารือมาจัดทำแผนดำเนินงาน ติดตามตั้งแต่การตัดสินใจลงทุน การอนุญาต จนถึงการเปิดดำเนินกิจการ พร้อมแก้ไขอุปสรรค

2.เชื่อมการลงทุนกับคนและธุรกิจไทย ส่งเสริมการจ้างแรงงานไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปถึงธุรกิจท้องถิ่นและ SMEs

3.ยกระดับเกษตรและอาหารแปรรูป ใช้ความร่วมมือด้านความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุนพัฒนามาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูป พร้อมเชื่อมโยงตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรายได้ของเกษตรกรกับผู้ประกอบการไทย

4.แก้หนี้ครัวเรือนและลดต้นทุนอย่างตรงจุด สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

5.รายงานผลให้ประชาชนตรวจสอบได้ เปิดเผยความคืบหน้าเป็นระยะว่าเกิดการลงทุนจริง การจ้างงาน คำสั่งซื้อ และรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไร รวมถึงประโยชน์ที่กระจายถึงเกษตรกร แรงงาน และ SMEs เพื่อใช้ประเมินผลและปรับมาตรการให้ตรงเป้าหมาย

ปิยณัฐ สร้อยคำ
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การประชุม IMF และธนาคารโลกครั้งนี้ ไทยควรใช้โอกาสนี้ต่อยอดไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและผลักดันในการหารือระดับนานาชาติ ผ่าน 4 ประเด็นดังต่อไปนี้

1.การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น โดยต่อยอดจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลอย่าง PromptPay หรือ QR Code และการประยุกต์ใช้ AI ในบริการสาธารณะ ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการคุ้มครองข้อมูล โดยผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับนานาชาติ เพื่อเป็นมาตรฐานจัดการภัยทุจริตดิจิทัลและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล

2.บทบาทประเทศขนาดกลางในฐานะ “Trusted Hub” หรือศูนย์กลางความร่วมมือที่นานาประเทศไว้วางใจ ท่ามกลางโลกหลายขั้วดำเนินนโยบายไม่เลือกข้างแต่เปิดกว้างความร่วมมือ ใช้ข้อได้เปรียบด้านที่ตั้ง ยุทธศาสตร์อาเซียน และความสัมพันธ์ทางการค้า พัฒนาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือและห่วงโซ่อุปทานที่ทั่วโลกไว้วางใจ โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เพื่อสร้างงานคุณภาพและยกระดับขีดความสามารถของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

3.การผลักดันสถาปัตยกรรมทางการเงินใหม่เพื่อสภาพภูมิอากาศ สร้างระบบนิเวศความร่วมมือเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องกลไกการเงินระหว่างประเทศที่เปิดทางให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำอย่างเป็นธรรม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การปรับตัวต่อภัยพิบัติ และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

4.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัย (Longevity Economy) เปลี่ยนมุมมองต่อสังคมสูงวัยจากภาระเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาธุรกิจบริการสุขภาพ นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่ระดับสากล ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน การ Upskill/Reskill ให้คนทำงานได้ยาวนานขึ้นอย่างมีศักดิ์ศรี โดยยังคงรักษาสมดุลด้านสวัสดิการและระบบสาธารณสุขของคนในประเทศ

อนึ่ง การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพและบทบาทของประเทศขนาดกลางที่พร้อมร่วมมือกับประชาคมโลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้เราเรียนรู้จากประเทศอื่นและทบทวนทิศทางการพัฒนาของตนเอง ทั้งในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจระหว่างประเทศ การเงินเพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจสูงวัย

พรายพล คุ้มทรัพย์
อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระ

การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank 2026 รอบ 35 ปี มีผู้ร่วมงานกว่า 15,000 คนช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวระยะสั้น และสร้างความเชื่อมั่นดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยวในระยะยาว

ไทยควรใช้เวทีนี้ผลักดันวาระสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI โดยดึงความร่วมมือให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแรงงานเข้าถึงเทคโนโลยีในต้นทุนที่เหมาะสมเพื่อยกระดับรายได้ ควบคู่กับการวางมาตรฐานความร่วมมือข้ามพรมแดนด้านการกำกับดูแล AI ข้อมูลส่วนบุคคลคริปโทเคอร์เรนซี และอาชญากรรมไซเบอร์ 2.การวางบทบาทท่ามกลางโลกหลายขั้ว ด้วยการวางตัวเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ยึดกติกาสากลอย่างโปร่งใส พร้อมชูนโยบายที่ต่อเนื่อง พลังงานและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อดึงดูดทุนต่างชาติที่ก่อให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทยอย่างแท้จริง 3.การเงินเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ใช้กลไกการเงินระหว่างประเทศของเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟ ดึงแหล่งทุนมารับมือปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่น PM2.5 และการลดก๊าซเรือนกระจก และ 4.การรองรับสังคมสูงวัย เพื่อแก้โจทย์วิกฤต “แก่ก่อนรวย” ด้วยการปฏิรูประบบการออม บำนาญ สวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ และการขยายโอกาสการทำงานของวัยเกษียณอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนพลังงาน และปัญหาทักษะแรงงาน การประชุมครั้งนี้จึงควรเป็นแรงผลักดันให้นโยบายที่ไทยเตรียมการไว้อยู่แล้ว เช่น กฎหมายโลกร้อนและการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับทักษะและรายได้ของแรงงาน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไทยก้าวข้าม “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ไปสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต ด้านความพร้อม ไทยมีการเตรียมการล่วงหน้าถึง 3 ปี และมีประสบการณ์จัดเวทีระดับโลกอย่างเอเปคและอาเซียนมาแล้ว จึงเชื่อมั่นว่ามีความพร้อมเต็มที่

แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุมคือ การอำนวยความสะดวกหน้างานและการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศ

อาคม สุวรรณกันธา
รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่
ในฐานะประธานผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคเหนือ

การประชุมครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นที่องค์กรระดับโลกมีต่อประเทศไทย ถือเป็นเครดิตและภาพลักษณ์ที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ ข้อเสนอสำคัญ 4 ด้านที่ไทยเตรียมผลักดันผ่านเวทีดังกล่าว มีความสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่และภาคธุรกิจ SMEs อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาช่วยปรับโครงสร้างและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างกรุงเทพฯกับภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีช่องว่างรายได้ต่างกันถึง 27 เท่า โดยมองว่า AI และเทคโนโลยีดิจิทัลคือ “อาวุธสำคัญ” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจบริการ สุขภาพ และท่องเที่ยวในท้องถิ่นให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งยังช่วยเสริมขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่รายย่อย หลังไทยต้องเผชิญภาวะขาดดุลการค้ากับจีนสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท จากปัญหาสินค้าราคาถูกนำเข้า

นอกจากนี้ ในมิติเศรษฐกิจภาคเหนือ หากได้รับการเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานทั้งสนามบิน ระบบคมนาคม แหล่งน้ำ และระบบสื่อสาร จะช่วยดึงดูดการร่วมทุนจากต่างประเทศได้ทันที โดยชูจุดเด่นรายพื้นที่ อาทิ เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวและสุขภาพ ลำพูนเป็นฐานนิคมอุตสาหกรรม ลำปางด้านพลังงานสะอาด และเชียงราย ด้านโลจิสติกส์การค้าชายแดน ขณะที่ประเด็นการวางตัวในโลกหลายขั้ว ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่ยืดหยุ่น เป็นมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อรักษาบทบาทศูนย์กลางอาเซียน พร้อมเร่งผลักดันตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อดึงศักยภาพผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดแรงงาน ลดจุดอ่อนด้านโครงสร้างประชากรเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม ไทยต้องมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเป้าหมาย Net Zeroโดยผลักดันให้เกิดกลไกสินเชื่อสีเขียว (Green Finance) สนับสนุนพลังงานสะอาด ควบคู่กับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตสินค้าที่ไม่ก่อมลพิษและไม่สร้างฝุ่น PM2.5 เพื่อป้องกันการฟอกเขียว ส่วนการรับมือสังคมสูงวัย ต้องเร่งขยายโอกาสการทำงาน สร้างวินัยการออม ปลดภาระหนี้สิน และยกระดับสวัสดิการทั้งระบบประกันสังคมและบัตรทอง 30 บาท ให้รองรับการดูแลสุขภาพระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้ถือเป็นโจทย์ร่วมของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางที่รัฐบาลและธนาคารโลกควรร่วมมือกันเปิดช่องทางให้เข้าถึงแหล่งทุน เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วต่อไป

Back To Top