Cover Image

ลุงเฮม่าตอบปัญหา: ทำไมเราถึงต้องใจดีกับ 'พ่อแม่' ท็อกซิคด้วย แค่เพราะว่าพวกเขาก็เพิ่งใช้ชีวิตเป็นครั้งแรกเนี่ยนะ?

“Be kind to your parents, its their first time living too” เราโคตรไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้เลย ทำไมเราต้องแบกรับทรอม่า (trauma) จากพ่อแม่ท็อกซิคด้วย? – เพลินเพลิน

ตอบคุณเพลินเพลิน

ถ้าเป็นเรื่องเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ลุงไม่เห็นด้วยกับคุณนะ มีแต่ความเห็นใจ ประโยคนั้นของคุณก็ทำให้ลุงเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือความรู้สึกคับแค้นที่คุณมีต่อพ่อแม่

อันนี้ถ้าไม่จริง คุณไม่ได้คับแค้นพ่อแม่เลย อีลุงนี่จะบ้าเหรอ ก็คือลุงผิดไปแล้วครับ คนคงเอ่ยประโยค “…ทำไมเราต้องแบกรับทรอม่า (trauma) จากพ่อแม่ด้วย” อย่างไม่มีเยื่อใยไร้เอมพาธีเช่นนี้ไม่ได้ถ้าไม่มีความรู้สึกคับแค้นอยู่ก่อนเนอะ ส่วนประโยคภาษาอังกฤษ Be kind to your parents, its their first time living too นั้นถ้าเรากินแหนงแคลงใจกับพ่อแม่อยู่แล้ว มันก็คือข้อความดัดจริต (พูดให้ตัวเองดูดี) ที่ฟังแล้วก็น่าโมโหอยู่

การเป็นลูกของพ่อแม่ มันเป็นเรื่องธรรมดามากที่เรา (ผู้เป็นลูก) จะต้องเจอความผิดหวัง ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกเอาเปรียบ ถูกละเลยไม่มีใครเอาใจใส่ (อย่างที่เราคาดหวัง) เด็กคนไหนก็ต้องเจออะไรแบบนี้ทั้งนั้นแหละ จะมากจะน้อยก็อีกเรื่อง 

ความคับแค้นที่เรามีต่อพ่อแม่มันสะสมมาจากการที่เราตอกย้ำความรู้สึกด้านลบอย่างความโกรธ ความผิดหวัง ความรู้สึกว่าเราไร้อำนาจ ความรู้สึกผิดหวังว่าไม่สามารถพึ่งพาพ่อแม่ได้ (เด็กนะครับ ไม่คิดจะพึ่งพ่อแม่แล้วจะพึ่งใคร) แบบนี้มาเป็นเวลาหลายปี ตอนเด็กๆ นั้นความรู้สึกนี้ยังไม่เท่าไหร่ แต่มันจะมาเติบโตเบ่งบานเป็นความรู้สึกคับแค้นตอนเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่แหละ

ความขุ่นเคืองคับแค้นที่อยู่ในตัวเรามันก็ท็อกซิคนะ ถ้าทำได้พยายามหาวิธีเอาเรื่องนี้ออกมาจากใจ พูดกับเพื่อนสนิท นักจิตวิทยา ระบาย ปรับตัว ทำความเข้าใจไปตามขั้นตอน ปัญหามันเกิดจากการสะสมความรู้สึกด้านลบนานหลายปี จะแก้ไขต้องใช้เวลา อย่าใจร้อน ค่อยๆ หาทางปล่อยวางความคับแค้นที่แบกไว้ให้สำเร็จ

คนที่พูดถึงความท็อกซิคของความรู้สึกคับแค้นได้กินใจมากคือเนลสัน แมนเดลา (ซึ่งถูกผู้มีอำนาจรังแก จำคุกอยู่หลายปี แต่แกไม่ยอมแพ้) แมนเดลาบอกว่า “ความคับแค้นมันเหมือนคุณกินยาพิษ โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะตาย”

เอาใจช่วยสำหรับการเคลียร์ใจในความรู้สึกของคุณนะครับ

ตอนเด็กโดนพ่อแม่ด่าว่าติดมือถือ แต่โตมาพ่อแม่ติดมือถือยิ่งกว่า มีวิธีแก้อย่างไรบ้างอ่ะ – เม่นน้อย

ตอบคุณเม่นน้อย

แม้ตอนเด็กเราจะโดนด่าว่าติดมือถือ แต่ถ้าถึงคราวที่เราอยากจะพ่อแม่ลดละการใช้มือถือบ้าง คุณคงพอนึกออกว่าการด่าไม่น่าจะได้ผล

ให้หาโอกาสคุยกันดีๆ อย่าเพิ่งเปิดฉากด้วยการห้าม หาเรื่องคุยเนียนๆ ไปแล้วเปรยว่าเจอข้อมูลว่าใช้แต่มือถือจนติดแล้วมันทำอะไรสมองคนแก่บ้าง เช่น ทำให้ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจลดลง ความสามารถในการตัดสินใจลดลง  ลดช่วงความสนใจของเรา ทำให้สมาธิสั้น หาจังหวะที่พ่อแม่บ่นเรื่องที่ตรงกับประเด็นที่ว่า แล้วลองคุยต่อ

การอยู่ท่ามกลางข้อมูลมากมายออนไลน์ไม่ได้ช่วยให้เราได้ใช้สมอง แต่ตรงกันข้าม สิ่งที่เรียกว่า digital uploading  หรือยกให้การใช้ความคิดเป็นหน้าที่ของข้อมูลดิจิทัล ทำให้เราเลิกใช้สมองจนกลายเป็นนิสัย สมองคนแก่นั้นไม่ใช่ไม่ได้นะคุณ มันจะเสื่อมเร็ว 

อีกประเด็นที่พูดแล้วน่าจะเข้าหูคนมีอายุมากหน่อยคือเรื่องการนอน การใช้มือถือมากเกินไปรบกวนการนอนอย่างเงียบๆ ทำให้นอนยาก หลับไม่สนิท ที่ว่าคนแก่นอนน้อยลงนั้นไม่ได้แปลว่านอนหลับสบายเสมอไป ที่แน่ๆ คือคนมีอายุอดนอนไม่เก่งเลย คืนไหนถ้าลุงนอนน้อยหรือนอนไม่ดีวันรุ่งขึ้นจะไม่มีสมาธิทำอะไรได้ดีๆ เลย แถมยังเป๋อ ลืมโน่นลืมนี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแก่จริงๆ ก็เมื่อตอนที่อดนอนนี่แหละ เรื่องนี้ลุงนี่ยืนยันได้

เมื่อรู้ว่ามือถือไม่ดีแล้ว เรามาชวนพ่อแม่ดิจิทัลดีท็อกซ์ หรือลดละเลิกการใช้มือถือกันดีมั้ย มีงานวิจัยที่บอกว่าการลดหรือเลิกเข้าโลกออนไลน์ราวสองสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าได้ถึง 70% เพิ่มช่วงความสนใจ หายสมาธิสั้น ให้คนแก่มีสมาธิดีขึ้นกว่าอายุสมองจริงของเจ้าตัวสิบปี และยังช่วยลดความวิตกกังวลอีกด้วย พวกที่ไปปฏิบัติธรรมแล้วโดนเขาห้ามใช้มือถือนานเจ็ดวันสิบวันน่าจะยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

มาดูกันก่อนถึงบริบทที่มีส่วนให้พ่อแม่เราติดมือถือ นอกจากความมือใหม่ต่อเทคโนโลยี หลงใหลได้ปลื้มง่ายดาย ความเหงาก็เป็นสาเหตุหลัก พอไม่มีอะไรทำคนเราก็หันมาเล่นมือถือเพราะมันง่ายและสนุก นักการศึกษาท่านหนึ่งเคยกล่าวว่ากิจกรรมบนมือถือนั้นออกแบบมา “เพื่อให้ได้ความพึงพอใจสูงสุด โดยใช้ความพยายามใดๆ น้อยที่สุด”

มันคือสิ่งที่ติดง่าย หลายคนถลำตามหลุมดำของข้อมูลจนโงหัวไม่ขึ้น พ่อแม่ที่มีอายุมักอยู่ห่างไกลจากลูกๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางชีวิตของเขา งานอาจจะไม่ได้ทำ หลานให้เลี้ยงก็ยังไม่มี ชีวิตมันว่างๆ โหว่ๆ ถ้าอยู่ห่างไกลกันคุณเองควรพยายามปลีกเวลาหรือวางแผนจริงจังไปเยี่ยมบ้านบ้าง โดยบอกให้ทางพ่อแม่รู้ล่วงหน้า เรื่องนี้สำคัญนะ การที่รู้ว่าลูกจะมาเยี่ยมเมื่อไหร่ทำให้เขามีเป้าหมายในการใช้ชีวิตมากกว่านั่งไถจอไปวันๆ

ถ้าคุณอยู่กับพ่อแม่ คงต้องออดอ้อนหรือชักชวนให้ทำอะไรด้วยกัน ลดการใช้มือถือเพื่อหันมาทำกิจกรรมกับคนจริงๆ รอบตัว นอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพจิตของพ่อแม่แล้ว ยังช่วยกันพ่อแม่ออกจากสแกมเมอร์ซึ่งระบาดกันอยู่ในขณะนี้ ที่ว่าลดก็เพราะมันยังประโยชน์ในเรื่องการติดต่อสื่อสารกับคนจริงๆ ที่เรารู้จัก เราไม่ได้บอกว่าห้ามใช้มือถือสักหน่อย

การวางกฎเกณฑ์ร่วมกันคือเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการลดละการใช้มือถือ ให้กำหนดว่าพื้นที่ไหนปลอดมือถือ เช่น ห้ามเอามือถือมาวางบนโต๊ะกินข้าวในเวลารับประทานอาหาร เพราะมันเป็นเวลาที่คนในครอบครัวควรจะได้สนทนาปราศรัยกัน ไม่ใช่ตักข้าวเข้าปากโดยตามองแต่จอ ตำราฝรั่งบอกให้เตรียมตะกร้าไว้เลย พอถึงเวลาอาหารให้เอามือถือทุกคนใส่ตะกร้าใบนี้ อันนี้ชัดเจนดี เงื่อนไขนี้อย่างน้อยก็ช่วยให้พ่อแม่ (และเรา) กลับมานึกได้ว่าการกินข้าวโดยไม่มีมือถือนี่มันเป็นยังไง 

ตำราฝรั่งแนะว่าควรเริ่มชักชวนด้วยคำพูดอย่าง “ลูกคิดถึงสมัยที่เราคุยกันบ่อยๆ…” ไม่ใช่เจอหน้าก็ใส่เลยว่า “พ่อแม่เล่นมือถืออยู่ได้ เดี๋ยวสมองก็เสื่อมหรอก…”

ให้เพิ่มกิจกรรมที่ออฟไลน์ ชวนพ่อแม่ไปทำอะไรที่เขาน่าจะชอบหรือสนใจ ทำบุญ เดินเล่นในสวนสวยๆ เล่นกีฬาเบาๆ ช่วยกันทำกับข้าว ตอนนี้นึกออกแต่อะไรที่มันเชยๆ เฉิ่มๆ  แบบนี้แหละหรือจะชวนเล่นไพ่ (ถ้ายังไปไม่ถึงบอร์ดเกม) ก็ตื่นเต้นน่าสนุกดี 

ถ้าคุณเข้าถึงมือถือของพ่อแม่ได้ อาจจะต้องปรับหน้าจอให้เป็นเกรย์สเกล ให้มันเทาไปทั้งจอ ลดความสวยความน่าดู ซึ่งจะทำอะไรแบบนี้ควรจะบอกเจ้าของมือถือก่อน ว่าเราทำด้วยความหวังดี อยากให้เขาดูมือถือน้อยลง

เรื่องเหล่านี้ถ้าพ่อแม่เป็นลูกเราแค่สั่งห้ามก็จบ แต่นี่เป็นพ่อแม่ สมควรที่เราต้องใช้วิธีหว่านล้อมให้เหตุผล ซึ่งเหตุผลของเราคืออยากให้เขามีชีวิตเต็มที่อย่างมีความสุข เป็นพ่อแม่ที่เราจำได้ ไม่ใช่ลุงป้าที่เอาแต่ไถจอไปวันๆ

ถ้าเรื่องนี้ทำได้สำเร็จ ใครจะรู้ว่าอาจจะมีวันที่พ่อแม่ย่องมาตอนเรากำลังไถมือถือหย่อนใจเพลินๆ แล้วเอ่ยว่า “พ่อคิดถึงสมัยที่เราคุยกันบ่อยๆ เรามาทำกิจกรรมออฟไลน์กันดีมั้ย”

agony uncle Agony Uncle Hema Agony Uncle* Hema ครอบครัว ปัญหาครอบครัว พ่อแม่ พ่อแม่ติดมือถือ ลุงเฮม่า ลุงเฮม่าตอบปัญหา

เรื่อง: ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์

นักเขียน นักแปล บรรณาธิการ และอื่นๆ เท่าที่ทำมาเยอะแยะ เขาบอกว่าคุณลุงในคอลัมน์ agony uncle นี่ดูจะใกล้ตัวตนคนวัยลุงอย่างเขามากที่สุดแล้ว

Back To Top