นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ และ บ็อบ ลี สแว็กเกอร์ : มีมการเมืองของคนเจนวาย ผ่านการรีมิกซ์วัฒนธรรมป๊อปทางการเมือง
“ทั้งนักกีฬา กรรมการ ผู้จัด รวมทั้งสปอนเซอร์และเด็กเก็บบอล คนของฉันทั้งนั้น อย่างพวกแกน่ะ จะเอาอะไรมาสู้ฉัน”
ประโยคคลาสสิกจากตัวละคร ‘พี่สง’ หรือ ประธานสง เจ้าของทีมปีศาจในภาพยนตร์เรื่อง ‘นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่’ (2001) คือ ‘มีมภาพยนตร์’ แห่งความทรงจำของคนเจนเนอเรชันวาย (Gen Y) ที่เกิดในช่วงปี 2524 – 2539 โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก/เด็กโต ทั้งบ้านนอก ในกรุง บ้านทุ่งแดนไกล ที่เติบโตมาพร้อมกับความฮาบนแผ่น VCD/DVD จากภาพยนตร์ของราชาหนังตลกแห่งเอเชีย โจวซิงฉือ (Stephen Chow) ในยุคสมัยที่ประเทศไทยกำลังพลิกฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และหลายคนต่างเชื่อกันว่าเมืองไทยจะไม่มีการรัฐประหารขึ้นเกิดอีกต่อไป
ในฐานะแฟนภาพยนตร์ระดับเดนตายของโจวซิงฉือ ผมเชื่ออย่างสุดใจว่า ‘นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่’ เป็นมากกว่าภาพยนตร์หรือสื่อบันเทิงทั่วไป เพราะหนังคือ ‘ความทรงจำร่วมกัน’ สำหรับคนเจนวายในสังคมไทย ทั้งในแง่เสียงหัวเราะ ประสบการณ์ความทรงจำร่วมกัน และความผูกพันกับยุคสมัย ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้แก่ทีมพากย์พันธมิตรด้วย
ความทรงจำร่วมกันในภาพยนตร์นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ เป็นสิ่งที่คนเจเนอเรชันอื่นๆ อาจไม่เข้าใจและไม่สามารถขโมยความทรงจำไปจากคนเจนวายได้ เช่น มุกหลอกแบบดิจิทัล ที่บ่งบอกถึงการเติบโตในช่วงรอยต่อระหว่างยุคอนาล็อกกับยุคดิจิทัล, มุกไวตามิ้ลค์ทูโกไม่ต้องคืนขวด, มุกเพลงแปลงคุณลำไย หรือมุก “สามสลึงมึงยังเอา กูจะฟ้องไอทีวี ไอ้พวกส่วย” ที่เป็นเสมือนลิ้นชักความทรงจำในสมัยที่สถานีโทรทัศน์ ITV ตีแผ่เรื่องเจ้าหน้าที่ชอบตั้งด่านเก็บส่วยรถบรรทุก/รถสิบล้อ ยามค่ำคืน
แต่มุกและความทรงจำร่วมที่ข้ามยุคข้ามสมัยจนกลายเป็นมีมไวรัลถึงปัจจุบันก็คือ ประโยคคำพูดของพี่สงในนัดชิงชนะเลิศระหว่างทีมปีศาจกับทีมเส้าหลิน ที่ว่า “คนของฉันทั้งนั้น” เพราะพี่สงใช้กลโกงทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะทีมเส้าหลิน
กระนั้น มีมคำพูดของพี่สงในโลกอินเตอร์เน็ตยุคปัจจุบัน กลับไม่ได้เป็นเพียงมีมภาพยนตร์จากความทรงจำของคน เจนวายเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในฐานะ ‘มีมการเมือง’ เพื่อสื่อสารและอธิบายสภาวะอำนาจทางการเมืองไทยในยุคร่วมสมัย โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการใช้กลโกงต่างๆ ในการเลือกตั้ง หรือการตัดสินคดีความทางการเมืองที่รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมจากภาษาทางภาพยนตร์ คำพูดของพี่สงถูกนำมาใช้ในเมืองไทยกลายเป็นภาษาทางการเมือง
เช่นเดียวกับ บ็อบ ลี สแว็กเกอร์ ตัวละครจากภาพยนตร์ Shooter (2007) ซึ่งอันที่จริงนั้นในช่วงแรกที่ภาพยนตร์เข้าฉายเรียกได้ว่าเจ๊งยับขาดทุน แต่ภาพยนตร์กลับค่อยๆ ประสบความสำเร็จระยะยาวจากยุครุ่งเรืองของการขายแผ่น DVD และการฉายทางเคเบิลทีวี/ช่องทีวีดิจิทัล
สำหรับเมืองไทย Shooter คือภาพยนตร์ที่อยู่ในห้องหัวใจของชายแท้และชายไทยเจนวายหลายคน แต่ที่โดนเส้นคนไทยมากที่สุดเห็นจะได้แก่ ประเด็นการตามล้างแค้นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งอยู่เบื้องหลังความเลวร้ายทางการเมือง และบทสนทนากับตาแก่ยอดเกจิแห่งปืนนาม มิสเตอร์เรต ที่บอก บ็อบ ลี สแว็กเกอร์ จนกลายเป็นมีมและคำคมยอดฮิตในโลกอินเทอร์เน็ตไทย ว่า “ไง โลกไม่เป็นอย่างที่เห็นใช่มั้ยล่ะจ่า ก็จงจำเอาไว้ เมื่อไรที่เราคิดว่ารู้ทัน คิดซะใหม่”
ในบางโอกาส บ็อบ ลี สแว็กเกอร์ จึงราวกับเป็นตัวละครจากโลกภาพยนตร์ตะวันตกที่ถูกคนไทยนำมาใช้เป็น ‘ร่างทรง’ เพื่อสื่อสารและแสดงออกโดยอ้อมต่อความรู้สึกทางการเมืองไทยร่วมสมัย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสมาชิกวุฒิสภา และความซับซ้อนของอำนาจทางการเมืองไทยที่อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น และถูกทำให้เข้าใจ
จากมีมภาพยนตร์สู่มีมการเมือง ประโยคของพี่สง นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ และบทบาทของ บ็อบ ลี สแว็กเกอร์ จึงเป็นรหัสทางวัฒนธรรมที่คนเจนวายในเมืองไทยใช้ส่งต่อผ่านโลกอินเทอร์เน็ตในสมัยยุคปัจจุบัน เพื่อแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองผ่านตัวละครในวัฒนธรรมกระแสหลัก (Pop Culture)
แน่ล่ะว่า ทั้งที่พี่สง และบ็อบ ลี สแว็กเกอร์ ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับการเมืองไทย แต่การที่บุคคลทั้งสองกลายเป็นมีมทางการเมืองไทยได้ก็เพราะการถูกนำมาปรับให้เข้ากับบริบทการเมืองไทย ผ่านการสื่อสารในฐานะสัญญะ (Sign) แห่งภาษาทางการเมือง
ผมอยากเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า การรีมิกซ์วัฒนธรรมป๊อปทางการเมืองในมิติเจเนอเรชัน หรือ Generational Political Pop-Culture Remix หมายถึง การที่คนรุ่นหนึ่ง (ในที่นี้คือเจนวาย) นำสัญลักษณ์จากวัฒนธรรมกระแสหลักในอดีตของตนมารีมิกซ์และปรับให้เข้าบริบทการเมืองร่วมสมัย เพื่อสร้างความหมายขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่งให้กลายเป็นเครื่องมือหรือ ‘มีมการเมือง’ สำหรับสื่อสารประเด็นทางการเมือง
มีมพี่สงและบ็อบ ลี สแว็กเกอร์ บนโลกอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน จึงเป็นกระบวนการผลิตความหมายทางการเมืองใหม่ผ่านวัฒนธรรมป๊อปของคนเจนวาย
คำถามสำคัญต่อมาคือ แล้วเหตุใดตัวละครหรือมีมภาพยนตร์จากวัฒนธรรมป๊อปในอดีต จึงถูกกลับนำมาใช้เป็นภาษาทางการเมืองของคนเจนวายในปัจจุบัน
ผมคิดว่าประเด็นนี้มองได้ในสามระดับ
ระดับแรก ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะการเมืองทางเจเนอเรชัน (Generation Politics) โดยเฉพาะความอัดอั้นตันใจทางการเมืองของคนเจนวายที่มีต่อคนเจนเนอเรชันเอ็กซ์ หรือคนที่เกิดช่วง พ.ศ. 2508 – 2522 และเบบี้บูมเมอร์หรือคนที่เกิด พ.ศ.2489 – 2507 ซึ่งเติบโตมาในบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่แตกต่างกัน
ในขณะที่หนึ่งช่วงชีวิตของมนุษย์เราจะมีโอกาสมองเห็นดาวหางฮัลเลย์นี้ได้มากที่สุดเพียงสองครั้ง แต่คนเจนบูมเมอร์ในไทยสามารถมองเห็นการรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จจำนวนไม่น้อยกว่าแปดครั้ง และมากที่สุดได้ถึงสิบเอ็ดครั้ง ขณะที่คนเจนเอ็กซ์สามารถเห็นการรัฐประหารได้จำนวนสามครั้ง และคนเจนวายสามารถเห็นการรัฐประหารได้จำนวน 2 – 3 ครั้ง
ประสบการณ์ทางการเมืองแบบไทยๆ จึงน่าจะส่งผลต่อโลกทัศน์ แนวคิด และวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองของคนไทยในมิติเจเนอเรชันไม่มากก็น้อย
ในทางประชากรศาสตร์ ปัจจุบันคนเจนวายในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นกลุ่มวัยแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านคน หรือคิดเป็น 23% ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่คนเจนเอ็กซ์มีจำนวนประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนประชากรอยู่ที่ประมาณเกือบ 16 ล้านคน หรือคิดเป็น 24% ส่วนอันดับ 3 คือคนเจนซีและ อันดับ 4 คือคนเจนเนอเรชันบูมเมอร์
อย่างไรก็ตามในทางการเมือง ดูเหมือนว่าการเมืองไทยจะถูกปกครองด้วยคนเจนเอกซ์และคนบูมเมอร์เป็นส่วนใหญ่ เพราะแม้อายุของผู้สิทธิ์เลือกตั้งเจนเอ็กซ์และเจนวายจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันที่ 27% และ 26% แต่จากผลการเลือกตั้งใหญ่รอบล่าสุดอายุเฉลี่ยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็น่าจะอยู่ที่ราว 51 – 53 ปี ในขณะที่อายุเฉลี่ยของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในปี 2567 อายุเฉลี่ยราว 58.62 ปี เช่นเดียวกับอายุเฉลี่ยของผู้ดำรงตำแหน่งในคณะองค์กรอิสระต่างๆ ก็น่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 60 – 65 ปี เนื่องจากเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคุณสมบัติด้านอายุของผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระว่าจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 45 ปี
ดังนั้น หากเชื่อว่าการเมืองคือเรื่องเจเนอเรชั่น ดังที่ครั้งหนึ่งคนเจนซีเคยมีแฮชแท็กและวลีทางการเมืองว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” แต่ในทางรัฐศาสตร์ คนที่ถือครองอำนาจทางการเมืองอยู่ในมือจริงๆ คือคนเจนเอ็กซ์และเจนบูมเมอร์
กระนั้น นี่ก็ไม่ใช้ปรากฏการณ์พิเศษอันใด เพราะในหลายประเทศทั่วโลกก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันคือ ในขณะที่คนเจนวายเป็นกลุ่มแรงงานใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศ แต่อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของคนเจนเอ็กซ์และเจนบูมเมอร์
ผมเดาว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระแสการเมืองโลกในหลายประเทศมีลักษณะ ‘หันขวา’ หรือมีแนวคิดอนุรักษนิยม เพราะผมเชื่อว่าโดยปกติคนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะมีแนวคิดอนุรักษนิยมขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยเหตุผลทั้งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงในชีวิต ประสบการณ์ทางการเมือง เรื่อยไปจนถึงประสาทวิทยาศาสตร์
ในระดับสากล ผมคิดว่ามีมการเมืองของคนเจนวาย ผ่านการรีมิกซ์วัฒนธรรมกระแสหลักทางการเมืองบนโลกอินเทอร์เน็ต จึงสะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันในของภาวะการเมืองทางเจเนอเรชัน ทว่า ในแต่ละประเทศก็คงมีประเด็นปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งเราต้องพิจารณากันต่อไปในแง่ของความหมายทางสัญญะของมีมที่ถูกผลิตหรือถูกรีมิกซ์ความหมายใหม่ออกมา
ระดับที่สอง มีมการเมืองผ่านวัฒนธรรมป็อบ อาจสะท้อนภาวะความไม่สามารถพูดเรื่องการเมืองได้โดยตรง ซึ่งอาจจะด้วยข้อกำจัดทางกฎหมาย หรือความหวาดกลัวหวาดระแวงที่ทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถจะวิพากษ์วิจารณ์อำนาจทางการเมืองได้อย่างตรงไปตรงมา จึงต้อง ‘ซ่อนความหมาย’ ผ่านวัฒนธรรมกระแสหลัก โดยถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความตลกขบขัน ความบันเทิง ความไร้สาระ ซึ่งผู้รับสารจะเข้าใจความหมายชั้นที่สองหรือความหมายใหม่ได้จะต้องอยู่ภายใต้ประสบการณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมเดียวกัน
ดังนั้น คนเจนเอ็กซ์และเจนบูมเมอร์บางคนจึงอาจไม่เข้าใจว่า ในขณะที่คนเจนวายแชร์และส่งต่อคำพูดของพี่สง นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ หรือบทสนทนาของมิสเตอร์เรตกับบ็อบ ลี สแว็กเกอร์ พวกเขากำลังพูดถึงเรื่องการเมือง
ระดับที่สาม เมื่อเราพิจารณาความหมายสัญญะของมีมคำพูดพี่สงในแง่ภาษาทางการเมือง โดยแนบอิงอยู่กับบริบทการเมืองไทย ก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของคนเจนวาย ที่มองว่าในสนามการเมืองไทย พี่สงในฐานะตัวละครหนึ่งซึ่งอาจเป็นตัวภาพตัวแทนคนเจนเอ็กซ์และเจนบูมเมอร์ที่เป็นผู้มีอำนาจ คือคนที่สามารถควบคุมและครอบงำกลไกต่างๆ ในสนามแข่งขัน
ภาพทางการเมืองไทยได้ถูกซ่อนนัยผ่านการแข่งขันกีฬาฟุตบอลที่ถูกฉายด้วยสามัญสำนึกและความเข้าใจร่วมกันว่าการแข่งขันต้องดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ทว่าในความเป็นจริง พี่สงในฐานะภาพตัวแทนคือผู้มีอำนาจที่ควบคุมและครอบงำเครือข่ายทั้งหมดในสนาม “ทั้งนักกีฬา กรรมการ ผู้จัด รวมทั้งสปอนเซอร์และเด็กเก็บบอล” โดยที่พี่สงไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจนั้นด้วยตัวเองโดยตรง แต่ดำเนินการผ่านเครือข่ายอำนาจต่างๆ ที่อยู่ภายในสนาม เช่น กรรมการ/ผู้ตัดสิน ในลักษณะแบบ Networked Power
การแข่งขันจึงเป็นไปแต่ในเพียงเชิงรูปแบบหรือพิธีการ แต่โครงสร้างเครือข่ายอำนาจในสนามการแข่งขันผ่านโลกสนามฟุตบอลได้ถูกควบคุมไว้หมดโดยพี่สงหมดแล้ว ทั้งกรรมการ ผู้จัด สปอนเซอร์และเด็กเก็บบอล
สำหรับคนดูโดยเฉพาะ เจนวายแล้ว ทีมเส้าหลินจึงไม่ได้สู้กับทีมปีศาจเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสู้อยู่กับโครงสร้างอำนาจที่ฝังตัวอยู่ในทุกตำแหน่งและทุกบทบาทของสนาม ซึ่งสอดประสานกันเป็นลักษณะเครือข่ายอำนาจความเชื่อมโยง ซึ่งผมเข้าใจว่านี่คงเป็นโลกทัศน์ความเข้าใจทางการเมืองและความอัดอั้นตันใจของคนเจนวายผ่านสนามการแข่งขันทางการเมืองไทย ที่มีความเชื่อในระบอบประชาธิปไตยว่า บรรทัดฐานของสถาบันทางการเมืองควรจะมีรูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจเพื่อถ่วงดุลกัน
เช่นเดียวกัน โลกทัศน์ทางการเมืองของชายไทยเจนวายหลายๆ คน จึงโดนเส้นเข้ากับบทสนทนาระหว่างมิสเตอร์เรตกับบ็อบ ลี สแว็กเกอร์ ในภาพยนตร์ Shooter ที่ว่า “แผนการมันมีหลายชั้น”, “จะจะดูพลั่วไหมล่ะ” ก่อนท่อนจบของบทสนทนาที่ว่า “ไง โลกไม่เป็นอย่างที่เห็นใช่มั้ยล่ะจ่า…ก็จงจำเอาไว้ เมื่อไรที่เราคิดว่ารู้ทัน คิดซะใหม่” เพราะเป็นการสื่อสารในแง่ภาษาทางการเมืองว่า การเมืองไทยอาจไม่ได้มีรูปแบบความสัมพันธ์ทางการเมืองของสถาบัน/องค์กรทางการเมืองตามอุดมคติในระบอบประชาธิปไตย แต่ยังมีความซับซ้อนระหว่างสิ่งที่ปรากฏกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง คือ “ไม่เป็นอย่างที่เห็น”
ในท้ายที่สุด ผมอยากลองเสนอแนวการวิเคราะห์เช่นนี้ในฐานกรอบแนวคิด (Conceptual Framework) เพื่อศึกษาการเมืองวัฒนธรรมของไทย หมายความว่า ในอีกทางหนึ่งเราก็สามารถใช้กรอบแนวคิดนี้สำรวจโลกทัศน์ แรงปรารถนา และความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของคนเจนเอ๊กซ์และเจนบูมเมอร์ ผ่านมีมการเมืองที่ถูกผลิตหรือการรีมิกซ์วัฒนธรรมกระแสหลักทางการเมืองในกลุ่มคนเจนเอ็กซ์และเจนบูมเมอร์ได้ด้วยเช่นกัน.
อิทธิเดช พระเพ็ชร นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ Shooter
เรื่อง: อิทธิเดช พระเพ็ชร
ชายหนุ่มจากท้องทุ่งในจังหวัดนครนายก หลงใหลในวงดนตรีร็อกยุค '90 แต่ร้องเพลงแล้วกลับมีลูกคอ สนใจประวัติศาสตร์การเมืองหลัง 2475 และประวัติศาสตร์การเมืองวัฒนธรรม ปัจจุบันเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบไปนั่งตากแอร์และนอนดูดาวที่ท้องฟ้าจำลอง หากมีโอกาสเข้ามากรุงเทพฯ