Cover Image

สงครามสายเคเบิลใต้น้ำ : ใต้ทะเล ใต้เกมอำนาจ

บทนำ

ที่มา: Submarine Cable Map 2024/TeleGeography

ยุทธศาสตร์ทางทะเลแบบดั้งเดิม รัฐให้ความสำคัญกับ Sea Lines of Communication (SLOCs) ในฐานะเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งสินค้า พลังงาน การส่งกำลังบำรุง และการเคลื่อนย้ายกำลังทางทหาร แต่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ‘ข้อมูล’ (Data) ได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญของเศรษฐกิจ การสื่อสาร และความมั่นคงระหว่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลจะอยู่ในรูปดิจิทัล แต่การรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โดยเฉพาะ สายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งรองรับอินเทอร์เน็ต ระบบคลาวด์ ธุรกรรมทางการเงิน และการสื่อสารของภาครัฐ งานศึกษาของ CSIS ระบุว่า ธนาคารระหว่างประเทศขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมีการโอนเงินผ่านระบบสายเคเบิลเฉลี่ยถึง 3.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันทำการ สะท้อนให้เห็นว่าสายเคเบิลใต้น้ำได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่

ในเชิงเทคโนโลยี สายเคเบิลใต้น้ำสามารถรองรับข้อมูลได้ในปริมาณมาก มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าการพึ่งพาดาวเทียมเพียงอย่างเดียว จึงได้รับความสำคัญมากขึ้นในฐานะ ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ’ และในเชิงยุทธศาสตร์อาจเปรียบได้กับ ‘Digital Sea Lines of Communication’ กล่าวคือ หาก SLOCs แบบดั้งเดิมรองรับการเคลื่อนย้ายสินค้า พลังงาน และกำลังทางทหาร สายเคเบิลใต้น้ำก็ทำหน้าที่รองรับการไหลเวียนของข้อมูลที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ การบริหารรัฐ และความมั่นคงในยุคดิจิทัล

ความสำคัญของสายเคเบิลใต้น้ำจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การส่งข้อมูล แต่ยังรวมถึง จุดเชื่อมต่อ (Nodes) การไหลเวียนของข้อมูล (Flows) เส้นทางสายเคเบิล และจุดขึ้นฝั่ง ซึ่งล้วนมีผลต่อเศรษฐกิจและการทำงานของรัฐ เมื่อการพึ่งพาการเชื่อมต่อทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น การเลือกเส้นทางและการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายจึงมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น จากเดิมที่การแข่งขันมุ่งอยู่ที่เส้นทางเดินเรือและ Strategic Chokepoints ปัจจุบันการแข่งขันได้ขยายลงไปสู่พื้นที่ใต้ทะเล ทำให้สายเคเบิลใต้น้ำเปลี่ยนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารไปสู่ Strategic Infrastructure และทำให้ภูมิศาสตร์ของข้อมูลเชื่อมโยงกับภูมิศาสตร์ทางทะเลอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

บทความนี้จึงมุ่งพิจารณาว่า การแข่งขันเพื่อพัฒนา ควบคุม และรักษาความปลอดภัยของสายเคเบิลใต้น้ำกำลังส่งผลต่อดุลอำนาจและความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกอย่างไร โดยวิเคราะห์ผ่านการแข่งขันด้านผู้จัดหาและเทคโนโลยี เส้นทางและภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล เครือข่ายพันธมิตรและมาตรฐาน จุดขึ้นฝั่งและความยืดหยุ่นของเครือข่าย ตลอดจนขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง ซ่อมแซม และรักษาความต่อเนื่องของการเชื่อมต่อ พร้อมตั้งคำถามว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐใดๆกับมหาอำนาจในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงการกระจายความเสี่ยง หรือกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันและดุลอำนาจของภูมิภาคในระยะยาวกันแน่

จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสู่ Strategic Infrastructure

ที่มา: Kang (2025), “Protecting Undersea Infrastructure: Submarine Cables.”

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure: CI) หมายถึง โครงสร้าง ระบบ ทรัพย์สิน หรือบริการพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของประเทศและประชาชน ซึ่งหากถูกทำลาย เสียหาย หยุดชะงัก หรือไม่สามารถให้บริการได้ จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ ความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม หรือการให้บริการสาธารณะที่จำเป็น (สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, 2567) สายเคเบิลใต้น้ำในปัจจุบันไม่ได้มีความสำคัญเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารข้อมูลดิจิทัลเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนสถานะไปสู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Infrastructure) ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของรัฐ เหตุผลสำคัญสามารถอธิบายผ่าน ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความเชื่อมโยง’ ‘การพึ่งพา’ ‘ความเปราะบาง’ และ ‘อิสระทางยุทธศาสตร์’  กล่าวคือ เมื่อประเทศต่าง ๆ พึ่งพาการเชื่อมต่อทางดิจิทัลมากขึ้น การหยุดชะงักของเครือข่ายย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเงิน การสื่อสาร และการดำเนินงานของภาครัฐในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน สายเคเบิลใต้น้ำเป็นโครงสร้างทางกายภาพที่ทอดตัวอยู่ใต้ทะเลและเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้ากับเศรษฐกิจโลก จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกทำลายหรือรบกวนในทุกจุดเชื่อมต่อจากทั้ง ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ กิจกรรมของมนุษย์ อาทิ การทอดสมอ การทำการประมงอวนลาก สึนามิและแผ่นดินไหวใต้ทะเล การก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย รวมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันหรือความขัดแย้งระหว่างรัฐ ยิ่งประเทศพึ่งพาโครงข่ายเหล่านี้มากเท่าใด ความเสียหายหรือการหยุดชะงักก็ยิ่งสร้างผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น ทำให้สายเคเบิลใต้น้ำยิ่งมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ที่มา: Kang (2025), “Protecting Undersea Infrastructure: Submarine Cables.”

ด้วยเหตุนี้ การดูแลสายเคเบิลใต้น้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรักษาระบบการสื่อสารและโทรคมนาคม แต่เกี่ยวข้องกับคำถามด้าน ความมั่นคง  อธิปไตยดินแดน ความยืดหยุ่น และยุทธศาสตร์ประเทศ การสร้างความมั่นคงให้กับเครือข่ายจึงหมายถึงการทำให้รัฐสามารถรักษาการเชื่อมต่อและดำเนินกิจกรรมสำคัญต่อไปได้แม้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน สายเคเบิลใต้น้ำจึงสามารถมองได้ว่าเป็น สินทรัพย์ที่มีคุณค่าทางยุทธศษสตร์ ที่เชื่อมโยงความมั่นคงของประเทศเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย

Strategic Chokepoints: เมื่อภูมิศาสตร์ทางทะเลเชื่อมโยงกับภูมิศาสตร์ของข้อมูล

แม้ข้อมูลในโลกดิจิทัลจะดูเหมือนสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างไร้พรมแดน แต่ในความเป็นจริง การไหลเวียนของข้อมูลระหว่างประเทศยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โดยเฉพาะสายเคเบิลใต้น้ำที่ทอดผ่านมหาสมุทรและเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้น ‘ภูมิศาสตร์ของข้อมูล’ จึงยังคงผูกติดอยู่กับ ‘ภูมิศาสตร์ทางทะเล’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เส้นทางของสายเคเบิลใต้น้ำไม่ได้กระจายตัวไปทั่วอย่างเท่าเทียมกันทั่วมหาสมุทร แต่ต้องผ่านพื้นที่เหมาะสมทั้งในด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคนิค รวมถึงเส้นทางเดินเรือ จุดขึ้นฝั่ง สถานีรับส่งสัญญาณ และพื้นที่ที่มีสายเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นวางอยู่ใกล้กัน การกระจุกตัวของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ทำให้บางพื้นที่มีความสำคัญต่อการเชื่อมต่อมากกว่าพื้นที่อื่น และหากเกิดความเสียหายในพื้นที่ดังกล่าว ผลกระทบอาจขยายออกไปไกลกว่าบริเวณที่เกิดเหตุ

แนวคิด Strategic Chokepoint ซึ่งเดิมใช้เพื่ออธิบายจุดคับขันที่มีความสำคัญต่อการเดินเรือและการไหลเวียนของสินค้าที่มีความหนาแน่นของจำนวนเรือและกิจกรรมการขนส่งทางทะเล จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้ เมื่อ Maritime Chokepoint มาบรรจบกับ Digital Chokepoint ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การไหลเวียนของข้อมูลมีการกระจุกตัว จึงเกิดสิ่งที่อาจเรียกว่า ‘Strategic Connectivity Chokepoint’ หรือจุดเชื่อมต่อทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านสายเคเบิลใต้น้ำบริเวณพื้นที่สำคัญในอินโด – แปซิฟิก เช่น ช่องแคบมะละกา ทะเลจีนใต้ ช่องแคบไต้หวันและน่านน้ำโดยรอบ รวมถึงพื้นที่สำคัญในมหาสมุทรอินเดียและทะเลแดง จึงมีความสำคัญทั้งในมิติของการเดินเรือและการเชื่อมต่อของระบบเศรษฐกิจโลก

ความสำคัญของ Chokepoint ในยุคดิจิทัลจึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่าใครสามารถควบคุมพื้นที่นั้นได้ แต่รวมถึงคำถามว่าหากพื้นที่ดังกล่าวเกิดการหยุดชะงัก ระบบโดยรวมจะยังสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่ หากสายเคเบิลใต้น้ำจำนวนมากต้องพึ่งพาพื้นที่หรือเส้นทางเดียวกัน ความเสียหายเพียงจุดเดียวอาจส่งผลต่อการเชื่อมต่อในวงกว้าง ในทางกลับกัน การมีเส้นทางสำรองและความสามารถในการเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลอย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเปราะบางของระบบ ดังนั้น ความมั่นคงของเครือข่ายจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปกป้องสายเคเบิลแต่ละเส้นเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการออกแบบเครือข่ายให้มีความหลากหลายและสามารถรับมือกับการหยุดชะงักได้

Indo-Pacific: การแข่งขัน 5 มิติเพื่อกำหนดโครงข่ายใต้ทะเล

ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แข่งขันทางทหารและเศรษฐกิจ แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่แข่งขันเพื่อกำหนดโครงข่ายการเชื่อมต่อข้อมูลด้วย สายเคเบิลใต้น้ำจึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในด้านเส้นทาง เทคโนโลยี ผู้จัดหา จุดขึ้นฝั่ง และความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของระบบ การแข่งขันดังกล่าวสามารถมองได้ผ่าน 5 มิติที่เชื่อมโยงกัน ดังนี้

ประการแรก การแข่งขันด้านผู้จัดหาและเทคโนโลยี แม้จีนและสหรัฐฯ จะเป็นผู้เล่นสำคัญในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสายเคเบิลใต้น้ำ แต่โครงสร้างตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันระหว่างสองประเทศเท่านั้น จีนขยายบทบาทผ่านกรอบ Digital Silk Road ควบคู่กับการสนับสนุนบริษัท HMN Technologies ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีภายในประเทศและการเสนอราคาที่สามารถแข่งขันได้ ขณะที่สหรัฐฯ มี SubCom เป็นผู้ผลิตรายสำคัญ และใช้มาตรการด้านการทูตและการควบคุมเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีของตนเอง

ที่มา : Cha, Hae Won. 2025. “The Struggle for Subsea Cable Supremacy in Southeast Asia: ASEAN Relying on Diverse Suppliers.” ISEAS Perspective, No. 2025/21, March 14, 2025. ISEAS–Yusof Ishak Institute

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเยอรมนียังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดดังกล่าว โดยข้อมูลที่ Cha Hae Won (2025) รวบรวมไว้ ณ เดือนธันวาคม 2024 ระบุว่า ญี่ปุ่นมีสัดส่วนประมาณ 41% สหรัฐฯ 20% จีน 19% ฝรั่งเศส 18% และเยอรมนี 2% ข้อมูลนี้จึงสะท้อนว่า การแข่งขันด้านสายเคเบิลใต้น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะเป็นการแข่งขันระหว่างผู้จัดหาและศูนย์กลางเทคโนโลยีหลายฝ่าย มากกว่าจะเป็นการแข่งขันแบบสองขั้วระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

ประการที่สอง การแข่งขันด้านเส้นทางและภูมิศาสตร์ทางทะเล ปรากฏชัดในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นทั้งเส้นทางเดินเรือสำคัญและพื้นที่เชื่อมต่อโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำของภูมิภาค ข้อพิพาทและกระบวนการอนุญาตในพื้นที่ที่จีนอ้างสิทธิ์ภายใต้เส้นประเก้าเส้น (Nine-Dash Line) ส่งผลต่อการพัฒนาโครงการสายเคเบิล เช่น SJC2 ที่ประสบความล่าช้าจากข้อจำกัดด้านการขออนุญาต ขณะที่โครงการ Apricot และ Echo เลือกเส้นทางผ่านอินโดนีเซียและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อลดการพึ่งพาทะเลจีนใต้ แม้จะต้องแลกกับระยะทางและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า ภูมิศาสตร์ทางทะเลไม่ได้กำหนดเพียงเส้นทางเดินเรือ แต่ยังมีอิทธิพลต่อเส้นทาง ต้นทุน และความยืดหยุ่นของโครงข่ายข้อมูลด้วย จึงทำให้ทะเลจีนใต้มีลักษณะเป็นทั้ง Maritime Chokepoint และ Digital Chokepoint แม้ข้ออ้างภายใต้ Nine-Dash Line ของจีนจะยังถูกโต้แย้งอย่างมากภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ประการที่สาม การแข่งขันด้านสายเคเบิลใต้น้ำกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้จัดหาไปสู่การแข่งขันระหว่าง เครือข่ายพันธมิตร เทคโนโลยี และมาตรฐาน โดยบริษัทจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศสมีความร่วมมือในการจัดหาสายเคเบิลหลายโครงการ ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรยังพัฒนาความร่วมมือแบบ bilateral และ minilateral เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นของเครือข่าย เช่น Quad Partnership for Cable Connectivity and Resilience ระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย รวมทั้งโครงการ East Micronesia Cable ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการจำกัดบทบาทของบริษัทจีนในบางโครงการ และอาจนำไปสู่ technological bifurcation หรือการแบ่งขั้วของผู้จัดหา เทคโนโลยี และโครงข่ายในภูมิภาคมากขึ้น

ประการที่สี่ การแข่งขันด้านจุดขึ้นฝั่ง เส้นทางสำรอง และความยืดหยุ่นของเครือข่ายจะมีความสำคัญมากขึ้น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มกระจายผู้จัดหา เส้นทาง และจุดเชื่อมต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาพื้นที่หรือมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป การมีหลายเส้นทางและหลายจุดขึ้นฝั่งจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพทางเทคนิค แต่เป็นเครื่องมือของแนวความคิด Hedging Policy และ Strategic Diversification ที่ช่วยรักษาทางเลือกและความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐขนาดกลางในภูมิภาค

ประการที่ห้า การแข่งขันจะขยายจากการวางสายเคเบิลใต้น้ำไปสู่ขีดความสามารถใต้ทะเลทั้งหมด ตั้งแต่การสำรวจพื้นทะเล การติดตามกิจกรรมของเรือ การคุ้มครองแนวสายเคเบิล การซ่อมแซม และการฟื้นฟูระบบหลังเกิดเหตุ รัฐหรือเครือข่ายพันธมิตรที่มีระบบ Maritime Domain Awareness ที่มีประสิทธิภาพ มีขีดความสามารถด้านเรือกู้ซ่อม และระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่ดีกว่า ย่อมมีอิทธิพลต่อความมั่นคงของจุดเชื่อมต่อข้อมูลในภูมิภาคมากขึ้น ดังนั้น อำนาจทางทะเลในยุคดิจิทัลจึงไม่ได้วัดจากการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมทางทะเลบนผิวน้ำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของการใช้โครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลให้เกิดประโยชน์ต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอีกด้วย

ผลต่อความมั่นคงทางทะเลและอนาคตของ Indo-Pacific

เมื่อสายเคเบิลใต้น้ำกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการสื่อสาร ระบบเศรษฐกิจ การเงิน และบริการดิจิทัลของรัฐ แนวคิดเรื่องความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจึงไม่จำกัดอยู่เพียงการปกป้องเรือ เส้นทางเดินเรือ หรือพื้นที่ทางทะเลเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงรัฐชายฝั่งและระบบเศรษฐกิจเข้าด้วยกันผ่านพื้นที่ใต้ทะเลอีกด้วย ในบริบทดังกล่าว ความมั่นคงทางทะเลในยุคดิจิทัลจึงกำลังขยายจากการรักษา ‘พื้นที่’ ไปสู่การรักษา ‘ความต่อเนื่องของการเชื่อมต่อ’ เนื่องจากความมั่นคงและความต่อเนื่องของการรับส่งข้อมูลได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการทำงานของรัฐ เศรษฐกิจ และสังคมสมัยใหม่

การคุ้มครองสายเคเบิลใต้น้ำจึงควรถูกบูรณาการเข้ากับการรักษาความมั่นคงทางทะเลควบคู่กับการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะเมื่อความเสียหายต่อสายเคเบิลสามารถส่งผลกระทบต่อการสื่อสาร ระบบการเงิน การให้บริการสาธารณะ และการดำเนินงานของรัฐได้ในวงกว้าง ขีดความสามารถด้าน Maritime Domain Awareness (MDA) จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ทั้งในด้านการติดตามกิจกรรมและพฤติกรรมของเรือ การสำรวจและทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมใต้ทะเล ตลอดจนการตรวจจับกิจกรรมผิดปกติบริเวณแนวสายเคเบิล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทั้งการเดินเรือหนาแน่นและโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลกระจุกตัวอยู่จำนวนมาก พื้นที่ดังกล่าวอาจทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นจุดเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์หากเกิดการหยุดชะงัก

บริบทดังกล่าวทำให้แนวคิด Strategic Chokepoint จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาในมิติที่กว้างกว่าการควบคุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว คำถามสำคัญจึงไม่ควรมีเพียงว่า “ใครสามารถควบคุมพื้นที่หรือเส้นทางนั้นได้” แต่ควรรวมถึงว่า “หากจุดดังกล่าวเกิดการหยุดชะงัก เครือข่ายโดยรวมยังสามารถทำงานต่อไปได้หรือไม่” ความมั่นคงของระบบจึงขึ้นอยู่กับ resilience หรือความสามารถในการรองรับ ฟื้นตัว และดำเนินงานต่อเนื่องเมื่อเผชิญกับความเสียหายหรือวิกฤต การกระจายเส้นทางสายเคเบิล การมีจุดขึ้นฝั่งหลายแห่ง การจัดเตรียมระบบสำรอง และความสามารถในการเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูล จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดการกระจุกตัวของความเสี่ยงและลดการพึ่งพาจุดยุทธศาสตร์เพียงจุดเดียว

อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงของสายเคเบิลใต้น้ำไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยรัฐใดรัฐหนึ่งเพียงลำพัง เนื่องจากสายเคเบิลหนึ่งระบบอาจเชื่อมโยงหลายประเทศและพาดผ่านพื้นที่ทางทะเลที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจหรือระบอบกฎหมายที่แตกต่างกัน การรักษาความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้ง ความร่วมมือระหว่างประเทศ และ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการตระหนักรู้ทางทะเล การเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยง การประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบหลังเกิดเหตุ ความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถของภูมิภาคในการรับมือกับความเสี่ยงที่มีลักษณะข้ามพรมแดน และทำให้เครือข่ายการเชื่อมต่อของอินโด-แปซิฟิกมีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น

ในระยะยาว ความมั่นคงทางทะเลของอินโด-แปซิฟิกจึงไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือหรือการควบคุมพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐและภูมิภาคในการรักษาความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่เชื่อมโยงพื้นที่เหล่านั้นเข้าด้วยกัน สายเคเบิลใต้น้ำจึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวคิด Strategic Chokepoint จากจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ไปสู่ จุดยุทธศาสตร์ของเครือข่าย ซึ่งความมั่นคงมิได้วัดเพียงจากว่าใครสามารถควบคุมพื้นที่ได้ แต่รวมถึงว่าเครือข่ายทั้งหมดสามารถคงการเชื่อมต่อและดำเนินงานต่อไปได้เพียงใดเมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนและวิกฤตในอนาคต

ไทย–สหรัฐฯ กับการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจ: การดุลอำนาจจีนหรือการกระจายความเสี่ยง?

โครงการ Thailand–U.S. Submarine Cable System (THUS) สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับภูมิรัฐศาสตร์ โดย USTDA สนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับ NT เพื่อพัฒนาสายเคเบิลเชื่อมไทยกับสหรัฐฯ ผ่านหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้โครงการยังอยู่ในขั้นการศึกษา แต่มีนัยสำคัญในด้านการกระจายเส้นทาง ลดการพึ่งพาพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความยืดหยุ่นของเครือข่าย จึงสามารถมองได้ทั้งในฐานะการจัดการความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงอำนาจเครือข่ายในภูมิภาค

คำถามสำคัญคือ THUS สะท้อนการ ‘ดุลอำนาจจีน’ หรือเป็นการกระจายความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของไทย หากพิจารณาผ่านแนวคิด Hedging ความร่วมมือดังกล่าวอาจอธิบายได้ว่าเป็นความพยายามของไทยในการเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่ง และรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อโครงการให้ความสำคัญกับความหลากหลายของเส้นทาง ความยืดหยุ่นของเครือข่าย และการหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เช่น ทะเลจีนใต้ จึงสะท้อนแนวคิด Strategic Diversification มากกว่าการดุลอำนาจทางทหารและการเมืองโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เจตนาทางยุทธศาสตร์กับผลทางยุทธศาสตร์ไม่จำเป็นต้องตรงกันเสมอไป เพราะการเลือกเส้นทางการวางสายเคเบิลใต้น้ำนั้น ประเทศที่เชื่อมต่อ ผู้จัดหา และเทคโนโลยี อาจส่งผลต่อรูปแบบการพึ่งพาและโครงสร้างอำนาจในระยะยาว สอดคล้องกับ Noor (2024) ที่ชี้ว่าปัจจัยด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านสายเคเบิลมากขึ้น ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ THUS ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา จะนำไปสู่การดุลอำนาจจีนหรือไม่ แต่คือประเทศไทยเองจะบริหารการแข่งขันของมหาอำนาจในพื้นที่ภูมิรัฐศาสตร์ใต้ทะเลอย่างไรเพื่อรักษาทางเลือก การลดการพึ่งพา และคงความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ของตนเองต่อไป มุมมองนี้สอดคล้องกับ Cha (2025) ที่เน้นว่าการมีผู้ให้บริการและเส้นทางที่หลากหลายช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเครือข่ายและลดความเปราะบางจากการพึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป สำหรับไทยและอาเซียน การกระจายความเสี่ยงจึงมีความสำคัญทั้งต่อความมั่นคงของการเชื่อมต่อและการรักษา Digital Autonomy ท่ามกลางแนวโน้มการแบ่งขั้วของอุตสาหกรรมสายเคเบิลใต้น้ำที่ชัดเจนขึ้น

บทสรุป

สายเคเบิลใต้น้ำได้เปลี่ยนสถานะจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารไปสู่ โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจ การเงิน การสื่อสาร และบริการดิจิทัลต่างพึ่งพาเครือข่ายดังกล่าวมากขึ้น ความมั่นคงทางทะเลในยุคดิจิทัลจึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการปกป้องเรือ เส้นทางเดินเรือ หรือพื้นที่ทางทะเล แต่ต้องครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่บนผิวน้ำและใต้ทะเลด้วย ในขณะเดียวกัน ความสำคัญของ Strategic Chokepoint ก็ไม่ได้อยู่เพียงที่ว่าใครสามารถควบคุมพื้นที่นั้น หากยังรวมถึงความสามารถของเครือข่ายในการดำเนินต่อไปเมื่อเส้นทางหรือจุดเชื่อมต่อบางแห่งเกิดความเสียหายหรือหยุดชะงัก

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถอธิบายผ่านแนวคิด Complex Interdependence ซึ่งมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผ่านอำนาจทางทหารหรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แต่ยังเชื่อมโยงผ่านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สถาบัน และตัวแสดงที่หลากหลาย การพึ่งพาระหว่างรัฐจึงอาจมีลักษณะไม่สมมาตร ทำให้แต่ละประเทศมีระดับความอ่อนไหวและความเปราะบางแตกต่างกัน เมื่อนำแนวคิดนี้มาพิจารณากับการพึ่งพาสายเคเบิลใต้น้ำ จะเห็นได้ว่าการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นสร้างทั้งประโยชน์และความเสี่ยง ประเทศต่าง ๆ ได้ประโยชน์จากการไหลเวียนของข้อมูล การค้า และเศรษฐกิจดิจิทัล แต่หากพึ่งพาเส้นทาง จุดขึ้นฝั่ง เทคโนโลยี หรือเครือข่ายใดมากเกินไป ก็อาจเพิ่มความเปราะบางของระบบได้ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่การลดการเชื่อมต่อ แต่คือการบริหารการพึ่งพาให้มีความสมดุล ผ่านการกระจายเส้นทาง การมีระบบสำรอง และการเพิ่มขีดความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อเกิดการหยุดชะงัก

ในบริบทการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ สายเคเบิลใต้น้ำจึงเป็นพื้นที่ที่ทั้งความร่วมมือและการแข่งขันเกิดขึ้นพร้อมกัน การกำหนดเส้นทาง จุดเชื่อมต่อ ผู้พัฒนา และเทคโนโลยีที่ใช้ ล้วนมีนัยต่อรูปแบบการพึ่งพาและโครงสร้างอำนาจในระยะยาว สำหรับประเทศขนาดเล็กอย่างไทย ความร่วมมือกับมหาอำนาจจึงไม่จำเป็นต้องถูกมองผ่านกรอบการเลือกข้างเพียงอย่างเดียว แต่สามารถอธิบายผ่านแนวคิด Hedging Policy ได้ กล่าวคือ ไทยสามารถเพิ่มทางเลือกด้านการเชื่อมต่อ การลดการพึ่งพาเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่ง และรักษาความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนหลายฝ่ายได้พร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องตีความว่าความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายโดยตรงเพื่อดุลอำนาจจีนเสมอไป

ในเชิงข้อเสนอ สำหรับภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก ควรให้ความสำคัญกับการสร้าง ความยืดหยุ่นของเครือข่ายมากกว่าการแข่งขันเพื่อควบคุมเครือข่ายเพียงอย่างเดียว โดยวิธีการกระจายเส้นทางและจุดขึ้นฝั่ง การพัฒนาระบบสำรอง การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเฝ้าระวังร่วม และการเตรียมขีดความสามารถด้านการซ่อมแซมและฟื้นฟู ตลอดจนการรักษาความร่วมมือกับผู้ให้บริการและหุ้นส่วนที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป สำหรับประเทศไทย แนวทางสำคัญควรประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ (1) การยกระดับขีดความสามารถในการเฝ้าระวังและปกป้องโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล (2) การกระจายเส้นทาง จุดขึ้นฝั่ง และระบบสำรองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และ (3) การขยายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนและ ภาคเอกชนในด้านข้อมูล การตอบสนองเหตุการณ์ และการซ่อมแซม การนี้หากดำเนินการทั้ง 3 ด้านอย่างต่อเนื่อง ไทยจะสามารถเปลี่ยนการเชื่อมต่อจากแหล่งความเสี่ยงให้เป็น ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ และเสริมบทบาทของตนในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมต่อดิจิทัลและหุ้นส่วนด้านความมั่นคงทางทะเลของภูมิภาคได้ในระยะยาวได้

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ. 2567. “การประชุมทางวิชาการความมั่นคงปลอดภัยต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ประจำปี 2567: ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Geopolitics Impact on Critical Infrastructure).” สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ.

Cha, Hae Won. 2025. “The Struggle for Subsea Cable Supremacy in Southeast Asia: ASEAN Relying on Diverse Suppliers.” ISEAS Perspective, No. 2025/21, March 14, 2025. ISEAS–Yusof Ishak Institute

Kang, Jocelinn. 2025. “Protecting Undersea Infrastructure: Submarine Cables.” Presentation at the Maritime Domain Awareness Workshop for Coast Guard 2025. Australian Border Force.

Noor, Elina. 2024. “Subsea Communication Cables in Southeast Asia: A Comprehensive Approach Is Needed.” Carnegie Endowment for International Peace, December 18, 2024.

Runde, Daniel F., Erin L. Murphy, and Thomas Bryja. 2024. “Safeguarding Subsea Cables: Protecting Cyber Infrastructure amid Great Power Competition.” Center for Strategic and International Studies (CSIS), August 16, 2024.

Rajic, Taylar. 2026. “Building Cooperative Frameworks for Subsea Cable Security in the Indo-Pacific.” Center for Strategic and International Studies (CSIS), March 24, 2026. https://www.csis.org/analysis/building-cooperative-frameworks-subsea-cable-security-indo-pacific

U.S. Trade and Development Agency. (2026, September 14). USTDA supports trusted Thailand-U.S. subsea cable link.

อินโด-แปซิฟิก ภูมิรัฐศาสตร์ ธนวัฒน์ สมจิตร เคเบิลใต้น้ำ ยุทธศาสตร์ทางทะเล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จีน ความมั่นคง อาเซียน

Back To Top