กรมชลฯ ยันน้ำเหนือยังไม่กระทบคันกั้น กทม. จับตาฝนระลอกใหม่ เร่งพร่องน้ำรับมือ
กรมชลประทานเผยน้ำเจ้าพระยาที่สามโคก 2,382 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าระดับกระทบแนวคันกั้นน้ำ กทม.ที่ 3,600 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยายังระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที เร่งพร่องคลอง-จัดจราจรน้ำ เตรียมรับฝนเพิ่ม 5-7 ต.ค. ย้ำ กทม.-ปริมณฑลต้องเฝ้าระวังฝนหนักและน้ำฝนสะสมในพื้นที่
3 ตุลาคม 2569 - กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการและจัดจราจรน้ำในระบบชลประทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมปริมาณน้ำและกระจายการระบายน้ำให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดยยืนยันว่า การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร
สถานการณ์ล่าสุด ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลง หลังปริมาณน้ำสูงสุดผ่านไปแล้ว ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำท้ายเขื่อนประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานยังติดตามปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาและฝนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับจังหวะการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในระดับสูง ได้ทยอยระบายน้ำแบบขั้นบันไดเพื่อพร่องน้ำและเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ โดยจะปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงศักยภาพของระบบระบายน้ำด้านท้าย
สำหรับน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะไหลมาบรรจบกัน ก่อนผ่านสถานีวัดน้ำ C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดวัดน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยเช้าวันที่ 3 ต.ค. มีปริมาณน้ำเฉลี่ยประมาณ 2,382 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าระดับ 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นระดับที่กรมชลประทานระบุว่าไม่ส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร
กรมชลประทานได้บริหารจัดจราจรน้ำผ่านระบบคลองและอาคารชลประทาน เพื่อกระจายและชะลอปริมาณน้ำ รวมทั้งพร่องน้ำในระบบล่วงหน้า เพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร
ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีการบูรณาการร่วมกับกรุงเทพมหานคร จังหวัดปริมณฑล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารน้ำผ่านระบบคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองชายทะเล พร้อมจัดจราจรน้ำจากพื้นที่ตอนบนให้สอดคล้องกับศักยภาพของระบบระบายน้ำในแต่ละช่วง
พื้นที่ตอนบนใช้สถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิตช่วยเร่งระบายน้ำและตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ส่วนพื้นที่ตอนกลางบริหารผ่านคลองแสนแสบ คลองประเวศ และสถานีสูบน้ำที่เกี่ยวข้อง
พื้นที่ตอนล่างเร่งระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล รวมถึงสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่อ่าวไทย โดยพิจารณาจังหวะน้ำขึ้น-น้ำลงประกอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานระบุว่า ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลระยะนี้คือ ฝนตกหนักและน้ำฝนสะสม เนื่องจากฝนที่ตกลงในเขตเมืองจะเข้าสู่ระบบระบายน้ำโดยตรง แตกต่างจากน้ำที่ระบายมาจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ จุดที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ และพื้นที่ริมตลิ่ง จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ช่วงวันที่ 5-7 ต.ค. จะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ก่อนที่ช่วงวันที่ 8-9 ต.ค. ฝนมีแนวโน้มลดลง และช่วงวันที่ 11-14 ต.ค. มีแนวโน้มเกิดฝนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง รวมถึงอาจมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคกลางตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา
กรมชลประทานจึงเร่งใช้ช่วงที่ปริมาณน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง พร่องน้ำในระบบชลประทาน เพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ และเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำสำหรับฝนระลอกใหม่ พร้อมขอให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลติดตามพยากรณ์อากาศ สถานการณ์ฝน และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด.
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรมชลประทาน