สีหศักดิ์ เผยไทย-สหรัฐฯ ยังเห็นต่างเรื่องเปิดตลาด เจรจาภาษียืดเยื้อ
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐฯ ยังคงมีความเห็นต่างกันในประเด็นการเปิดตลาด ซึ่งหนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือการเปิดตลาดเนื้อหมูของไทยให้แก่สหรัฐฯ โดยการเจรจาที่ยืดเยื้อดังกล่าวส่งผลให้การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เกิดขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะนี้เรากำลังหารือกับสหรัฐฯ อย่างจริงจังในประเด็นภาษีศุลกากร นายสีหศักดิ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television นอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก
รมว.ต่างประเทศของไทยยังกล่าวด้วยว่า ไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ จึงจำเป็นต้องเจรจา พร้อมเสริมว่า ไทยกำลังพยายามจะทำข้อตกลงที่ดีที่สุด และจะพยายามผ่อนปรนในจุดที่ทำได้
นายสีหศักดิ์ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือเกี่ยวกับการเข้าถึงตลาดของไทย รวมถึงการปฏิบัติต่อบริษัทสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยไทยต้องการเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย พร้อมยอมรับว่าการเจรจากันนั้น สองฝ่ายต้องต่างเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
สำหรับหนึ่งในประเด็นขัดแย้งสำคัญน่าจะเป็นเรื่องการเปิดตลาดเนื้อหมูของไทยให้กับสหรัฐฯ โดยปัจจุบันเนื้อหมูจากสหรัฐฯ แทบไม่สามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้ เนื่องจากกฎระเบียบของไทยห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงบางชนิด ซึ่งเป็นสารที่ผู้เลี้ยงหมูในสหรัฐฯ นิยมใช้โดยทั่วไป
นายสีหศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ไทยเชื่อว่าการค้าไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ และไทยยังคงสนับสนุนระบบการค้าแบบพหุภาคีซึ่งอยู่พื้นฐานของกฎเกณฑ์ อย่างไรก็ดี ในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า รัฐบาลไทยกำลังพยายามผลักดันให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมยืนหยัดในประเด็นที่ไทยเห็นว่ามีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติ
ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ว่านายกฯ อนุทิน และปธน.ทรัมป์ จะหารือกันทางโทรศัพท์ในช่วงวันที่ 17-18 ก.ย. เพื่อสรุปผลการเจรจา แต่การหารือดังกล่าวไม่เกิดขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ของไทยยังไม่ได้ประกาศกำหนดการใหม่สำหรับการพูดคุยระหว่างผู้นำทั้งสอง
ขณะเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประเด็นส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขแล้ว เหลือเพียงบางประเด็นที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ก่อนจะนำเรื่องขึ้นสู่ระดับผู้นำต่อไป
ปัจจุบัน ไทยเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ 12.5% สำหรับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ที่เข้าข่ายการใช้แรงงานบังคับภายใต้มาตรา 301 โดยไทยขอให้สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อไทยในลักษณะเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคือ 10% ขณะที่เวียดนามและฟิลิปปินส์เผชิญอัตราภาษี 12.5% เช่นเดียวกับไทย
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/รัตนา พงศ์ทวิช