ททท. เร่งปั๊มตลาดญี่ปุ่น ดึงสายเปย์เที่ยวเมืองรอง เน้นทัวร์-สุขภาพ-ช้อปปิ้ง
ททท. เร่งปั๊มตลาดญี่ปุ่น ดึงสายเปย์เที่ยวเมืองรอง เน้น ทัวร์-สุขภาพ-ช้อปปิ้ง
24 กันยายน 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดคูหาประเทศไทยนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ภายในงาน Tourism Expo Japan 2026 (TEJ 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานในพิธีเปิดคูหาประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ว่า ททท. โดยการเข้าร่วมงาน TEJ 2026 ในครั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ในเชิงบวกต่อประเทศไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ต้องการประสบการณ์เชิงลึก ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” โดย งาน Tourism Expo Japan (TEJ) ถือเป็นหนึ่งในงานส่งเสริม การขายทางการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในตลาดญี่ปุ่น
การเข้าร่วมงาน Tourism Expo Japan 2026 (TEJ 2026) ในวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากงาน TEJ ถือเป็นหนึ่งในงานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยได้รับการสนับสนุนจาก 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ Japan Travel and Tourism Association (JTTA), Japan Association of Travel Agents (JATA) และ Japan National Tourism Organization (JNTO)
สำหรับในปีนี้ประเทศไทยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ เพื่อ สร้างการรับรู้ในเชิงบวกต่อประเทศไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ ต้องการประสบการณ์เชิงลึก กระตุ้นความต้องการเดินทางกลับประเทศไทยและเพิ่มวันพักเฉลี่ย ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ในการสื่อสารและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นได้มาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูสุขภาพ ผ่านกิจกรรม (Workshop) ในคูหาประเทศไทย อันเป็นการสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมายังประเทศไทยต่อไป
ในปีนี้ ททท. เปิดเวทีประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมไทย ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การแสดงมาสคอต การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย กิจกรรมสาธิตงานฝีมือ กิจกรรม Workshop ด้าน Wellness และ Sustainable Tourism ตลอดจนการนำเสนอสินค้าและบริการทางการ ท่องเที่ยวของประเทศไทย เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานทั้งจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ ประชาชนทั่วไปชาวญี่ปุ่นได้สัมผัสอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การนวดฟ้อนเล็บ , การทำยาดมสมุนไพร และการทำเครื่องประดับจากขยะในทะเล เพื่อส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยครบมิติให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งและช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจในการเดินทางจริงในประเทศไทย
ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น โดยให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยในการเดินทาง ควบคู่กับความสนใจในประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น
สำหรับพฤติกรรมการเดินทาง นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมีวันพักเฉลี่ย 7.74 วัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,232.22 บาทต่อคนต่อวัน และมีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ย 40,497.38 บาทต่อคนต่อทริป โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเดินทางมายังประเทศไทยยังคงเป็นจุดแข็งด้าน “ระยะทางใกล้ ราคาเข้าถึงได้ และใช้เวลาเดินทางไม่มาก” ขณะเดียวกัน ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ระหว่างเดือนตุลาคม–ธันวาคม ยังเป็นช่วง Winter Vacation ของญี่ปุ่น ซึ่งเอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในรูปแบบ นักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง (FIT) และ กลุ่มเดินทางแบบคณะ (Group Tour) และมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมการเดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
จากแนวโน้มสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าโดยสารทางอากาศ ควบคู่กับภาวะเงินเยนอ่อนค่าและการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) ซึ่งเพิ่มต้นทุนการเดินทางส่งผลให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นบางส่วนวางแผนเดินทางล่วงหน้านานขึ้น ปรับลดงบประมาณ ททท. จึงมีแผนการส่งเสริมการตลาดโดยมุ่งเน้นการเจรจาเพิ่มความจุที่นั่งสายการบินและผลักดันการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ในเส้นทางภูมิภาค เช่น สนามบินเซ็นได ควบคู่กับการจัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดร่วมกับสายการบินหลักและบริษัทนำเที่ยว
พร้อมปรับกลยุทธ์เน้นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง (High Value Travelers) เช่น กลุ่ม Wellness & Health, Luxury, ชอปปิ้ง และ Sport Tourism ตลอดจนการชูจุดเด่นด้านความคุ้มค่า (Value for Money) และการกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง เพื่อผลักดันให้จำนวนและรายได้จากตลาดญี่ปุ่นบรรลุเป้าหมายที่วางไว้