แร่หายากแลกชีวิตที่หายไป? เมื่อความมั่งคั่งทุนข้ามชาติ จ่ายด้วยลมหายใจคนปลายน้ำ ใครรับผิดชอบสายน้ำอาบยาพิษ ฟังเสียงชุมชนที่รับเคราะห์จากเหมืองเมียนมา
วิกฤตมลพิษจากเหมืองแร่ในเมียนมากำลังขยายจากพื้นที่ต้นน้ำสู่ชุมชนปลายน้ำ ขณะที่บทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานแร่ข้ามแดนเป็นอีกประเด็นที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้ตรวจสอบ เสียงสะท้อนดังกล่าวเกิดขึ้นในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน 2026 (Mekong-ASEAN Environmental Week 2026: MAEW) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 8 ภายใต้แนวคิด ‘สายธารประชาชน’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชน นักวิชาการ เยาวชน และภาคประชาสังคมแลกเปลี่ยนปัญหาสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน
เพียรพร ดีเทศน์ จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ได้สะท้อนภาพความจริงที่น่ากังวลของวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ ซึ่งมีต้นตอมาจากความต้องการแร่ธาตุและแรร์เอิร์ธ ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกว่า การสกัดแร่ที่เริ่มต้นจากภาคเหนือของเมียนมา ได้ขยายวงกว้างลงมายังตอนกลางรัฐชิน และตอนใต้จนถึงเมืองทวาย สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฐานการผลิตย้ายมายังภูมิภาคนี้ เป็นเพราะช่องโหว่ทางกฎหมายและสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมาที่เอื้อต่อการลงทุน แม้จะแลกมาด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการยึดครองที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ต้นน้ำก็ตาม
สารพิษทะลักข้ามพรมแดน: เมื่อแม่น้ำกลายเป็นสายน้ำอาบยาพิษ
บริเวณริมแม่น้ำแม่สายและแม่น้ำสาขาในฝั่งเมียนมา มีการทำเหมืองแร่ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การควบคุมของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์และกองทัพพม่า สิ่งที่ตามมาคือมลพิษและสารเคมีอันตรายที่ถูกปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำและไหลบ่าเข้าสู่พรมแดนไทย โดยเฉพาะในฤดูมรสุมที่ตะกอนซึ่งเคยเป็นปุ๋ยธรรมชาติบำรุงดิน กลับกลายเป็นพาหะนำพาสารเคมีและโลหะหนัก ทั้งสารหนูและตะกั่ว
ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม่น้ำแม่สายมีค่าสารหนูปนเปื้อนเกินมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 28 เท่า ขณะที่ตะกอนบริเวณสามเหลี่ยมทองคำส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำเกินระดับปกติกว่า 10 เท่า นำไปสู่การพบปลาที่ผิดรูปและเป็นโรคในหลายพื้นที่
ความรุนแรงของมลพิษทำให้หน่วยงานท้องถิ่นต้องปักป้ายเตือนประชาชนห้ามลงเล่นน้ำหรือสัมผัสน้ำโดยตรง สายน้ำที่ชาวบ้านเคยใช้หล่อเลี้ยงชีวิต ทำการเกษตร และเป็นแหล่งรายได้ กลับกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ยิ่งไปกว่านั้น การปนเปื้อนยังแพร่กระจายไปตามพื้นที่รับน้ำ ผลการตรวจสอบของสำนักงานเกษตรอำเภอพบว่า ผลผลิตทางการเกษตรริมน้ำ ทั้งพริก ข้าวโพด และมะม่วง มีการปนเปื้อนของแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนู ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น ทำให้ผู้บริโภคปฏิเสธการซื้อผลผลิตจากพื้นที่ดังกล่าว
ระบบนิเวศสีเทาและการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
เพียรพร ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งได้รับการเกื้อหนุนจากระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและการทุจริตในภูมิภาค โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การตอบสนองจากภาครัฐกลับยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอได้
แม้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จะมีการลงนามในข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) ระหว่างไทยและเมียนมาเพื่อร่วมกันตรวจสอบคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน แต่กลับไม่มีการระบุถึง ต้นตอของมลพิษ หรือการตรวจสอบแหล่งที่มาของเหมืองแร่เหล่านั้น ซึ่งเพียรพรเปรียบเปรยว่า การแก้ปัญหาลักษณะนี้เหมือนกับการ “แจกยาพาราเซตามอล” ให้กับผู้ป่วยที่กำลังต้องการการผ่าตัดฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ในการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ 5 ปีของไทย ประเด็นเรื่องต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม สุขภาพจิตของประชาชน และผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เกิดจากอุตสาหกรรมแร่ กลับถูกละเลยและแทบไม่ถูกนำมาพูดคุยในระดับนโยบาย
ก้าวต่อไป: การต่อสู้ที่เพิ่งเริ่มต้น
กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ยังคงเดินหน้าขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำสาย สาละวิน และลุ่มน้ำโขง วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ประเทศไทยและเมียนมา แต่สารพิษเหล่านี้ยังไหลต่อเนื่องผ่านลาว กัมพูชา ไปจนถึงเวียดนามและทะเลจีนใต้
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเสียหายและเป็นปีแรกๆ ของการสกัดแร่ในภูมิภาคนี้” เพียรพรกล่าวย้ำ พร้อมเรียกร้องให้มีการขยายเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นักวิชาการ ทนายความ และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันจับตาและรับมือกับอุตสาหกรรมแร่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วทั้งอาเซียน เพราะการปกป้องสายน้ำและสิทธิชุมชนจากทุนข้ามชาติ จะเป็นเส้นทางการต่อสู้ที่ยังต้องดำเนินไปอีกยาวไกล
ขณะที่ สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานแร่ที่พาดผ่านชายแดนไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันแร่สำคัญและแร่หายาก (Rare Earth) ได้กลายเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกาที่ต้องพึ่งพาแร่หายากเพื่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จีนที่ใช้แร่เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า และรัสเซียที่เริ่มเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา ซึ่งเมียนมาเองถือเป็นแหล่งผลิตแร่หายากอันดับ 3 และผลิตดีบุกเป็นอันดับ 3 ของโลก
ไทยในฐานะ ‘ศูนย์กลาง’ ห่วงโซ่อุปทานแร่ข้ามชาติ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ บทบาทของประเทศไทยในสมการนี้ตลอดแนวชายแดนกว่า 2,400 กิโลเมตร ตั้งแต่เชียงรายไปจนถึงระนอง ไทยได้กลายเป็นตัวละครสำคัญและเป็นทางผ่านหลัก (Transit Hub) ของห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก ด้วยระบบโลจิสติกส์ที่พร้อมและสายสัมพันธ์ที่แนบแน่น
ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุชัดเจนว่า ไทยมีการนำเข้าแร่สำคัญถึง 7 ชนิดจากเมียนมา อาทิ ดีบุก พลวง แมงกานีส ควอตซ์ ทองแดง และแร่หายาก ผ่านด่านชายแดนสำคัญ ทั้งท่าขี้เหล็ก-แม่สาย, เชียงแสน, แม่สอด, แม่สะเรียง และระนอง เพื่อส่งออกต่อไปยังท่าเรือเซี่ยเหมิน ประเทศจีน ยิ่งไปกว่านั้น ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้นำเข้าแร่ แต่ยังเป็นผู้ส่งออกเครื่องจักรกลหนัก รถบรรทุก รวมถึงสารเคมีอันตรายอย่าง โซเดียมไซยาไนด์ ที่ใช้ในการทำเหมืองแร่กลับเข้าไปในเมียนมาอีกด้วย
นอกจากนี้ การลักลอบนำเข้าแร่บางชนิดยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา โดยมีรายงานจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ชายแดนที่ระบุว่า การนำเข้าแร่พลวงที่แม่สอดอาจมีความเกี่ยวพันกับขบวนการฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์
การตอบสนองที่ว่างเปล่าจากรัฐและทุนยักษ์ใหญ่
แม้ภาคประชาสังคมจะพยายามเปิดโปงโครงสร้างบริษัทเหมืองแร่ ซึ่งมีทั้งกลุ่มทุนจีน ทุนไทย และบริษัทร่วมทุนที่จดทะเบียนรับสัมปทานระยะยาวในรัฐฉาน แต่การตอบสนองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับยังไม่เป็นรูปธรรม สหประชาชาติ (UN) ได้ส่งจดหมายข้อห่วงกังวลไปยัง 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน รัฐบาลเมียนมา และบริษัทเอกชน ทว่ามีเพียงรัฐบาลเมียนมาที่ตอบกลับในลักษณะปฏิเสธว่าการทำเหมืองไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อม
ส่วนประเทศจีน แม้จะมีการประกาศนโยบายการพัฒนาสีเขียวและกลไกความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังกับบริษัทสัญชาติจีนที่ทำเหมืองนอกประเทศ
ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทย: ต้องฟังเสียงผู้ได้รับผลกระทบ
สืบสกุล ย้ำว่า ปัจจุบันความพยายามแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย ยังจำกัดอยู่เพียงระดับเจ้าหน้าที่รัฐต่อรัฐ เช่น การที่เอกอัครราชทูตไทยประจำย่างกุ้งลงพื้นที่ท่าขี้เหล็ก หรือแผนการเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมามาดูพื้นที่ ซึ่งหากรัฐบาลรับฟังเพียงข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่อาจไม่มองว่าเรื่องนี้เป็นวิกฤต การแก้ปัญหาจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเปิดพื้นที่พูดคุยและรับฟังเสียงจากภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
ภาพของ แม่น้ำสาย ที่เคยใสสะอาดเมื่อ 30 ปีก่อน แต่วันนี้กลับกลายเป็นสายน้ำสีโคลนขุ่นมัวตลอดทั้งปีจากผลพวงของเหมืองแร่ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า วิกฤตนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องยกระดับการตรวจสอบ กดดันผ่านกลไกสากล และเรียกร้องความรับผิดชอบจากทั้งรัฐบาลและกลุ่มทุนข้ามชาติ เพื่อหยุดยั้งหายนะทางนิเวศที่กำลังกัดกินลุ่มน้ำสายอย่างถาวร
ขณะที่ พอล Kachin Center for Environmental Justice ได้กล่าวรายงานและเปิดเผยข้อมูลกับสถานการณ์ในพื้นที่ พางวา (Pangwa) รัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ซึ่งมีพรมแดนติดกับมณฑลยูนนานของจีน โดยสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบอย่างรุนแรงจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการขยายตัวของความขัดแย้งทางทหารในพื้นที่
ปฐมบทขุมทรัพย์ ‘แรร์เอิร์ธ’ และกลุ่มผลประโยชน์ในพางวา
พื้นที่พางวาอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล การสำรวจเพื่อทำเหมืองแร่ในพื้นที่นี้เริ่มต้นขึ้นหลังปี 2010 ในยุคที่ชาวคะฉิ่นส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นคำศัพท์ทางเทคนิคระดับสูง จนชาวบ้านต้องเรียกแร่ชนิดนี้ด้วยภาษาท้องถิ่น
กิจกรรมการทำเหมืองในพื้นที่ขับเคลื่อนโดย 3 ตัวละครหลัก ได้แก่ นักลงทุนจากประเทศจีน, กองกำลัง NDAK (New Democratic Army – Kachin) และกลุ่มกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่น ที่เป็นพันธมิตรกับกองทัพเมียนมา การรุกคืบของกลุ่มทุนและกองกำลังเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับการถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐาน สูญเสียที่ดินทำกิน และถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจอย่างสิ้นเชิง นำไปสู่การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง
สมรภูมิความขัดแย้งและการพุ่งทะยานของอุตสาหกรรมเหมือง
พางวาตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่ม NDAK มาอย่างยาวนาน กระทั่งกองทัพอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) ได้บุกเข้ายึดครอง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นสมรภูมิที่กองทัพเมียนมา กองกำลังติดอาวุธ และฝั่งจีน พยายามแย่งชิงการควบคุมกลับคืนมา มีการขยายปฏิบัติการทางทหาร การโจมตีทางอากาศ และการใช้โดรนโจมตีพลเรือน ทำให้พื้นที่นี้เต็มไปด้วยอันตรายและไร้เสถียรภาพ
เมียนมาคือผู้ส่งออกวัตถุดิบแรร์เอิร์ธดิบรายใหญ่ที่ป้อนแร่แรร์เอิร์ธชนิดหนัก เกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณนำเข้าทั้งหมดของจีน บริษัทจีนเริ่มหลั่งไหลเข้ามาทำเหมืองในพางวาตั้งแต่ปี 2016 หลังจากรัฐบาลจีนกวาดล้างการทำเหมืองผิดกฎหมายในประเทศตนเอง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การรัฐประหารในเมียนมาปี 2021 ที่ทำให้การทำเหมืองขยายตัวแบบก้าวกระโดด
ข้อมูลระบุว่า แรร์เอิร์ธชนิดหนักที่ผลิตได้หลักๆ คือ ดิสโพรเซียม และ เทอร์เบียม ก่อนการรัฐประหาร มีพื้นที่ทำเหมืองราว 100 แห่ง สร้างมูลค่าส่งออกไปจีน 665 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบ 4 ปี แต่หลังปี 2021 พื้นที่ทำเหมืองพุ่งสูงถึง 357 แห่ง พร้อมบ่อกักเก็บสารเคมีกว่า 2,500 บ่อ ดันมูลค่าการส่งออกทะยานสูงถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
หายนะทางนิเวศและระบบสังคมที่พังทลาย
กระบวนการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในพางวาสร้างบาดแผลลึกให้กับธรรมชาติ เริ่มจากการนำรถแบคโฮถางป่าบนยอดเขาจนเหี้ยนเตียน ขุดเจาะรูลึกจำนวนมากเข้าไปในเนื้อภูเขา ก่อนจะอัดฉีดสารละลายเคมี ทั้งกรดและแอมโมเนียลงไปเพื่อแยกแร่ ของเหลวที่อุ้มแร่ธาตุจะถูกรวบรวมผ่านระบบท่อลงสู่บ่อกักเก็บ กระบวนการนี้ทำลายความมั่นคงของชั้นดิน เสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม และสูบใช้น้ำจากลำธารที่ชุมชนใช้หล่อเลี้ยงชีวิตจนหมดสิ้น
ภูเขาที่เคยปกคลุมด้วยหิมะในฤดูหนาวและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ถูกแทนที่ด้วยโครงข่ายท่อและระบบไฟฟ้าที่เจาะกระจัดกระจาย น้ำเสียจากเหมืองไหลลงสู่พื้นที่ชิปวี และไหลลงสู่แม่น้ำมิกะ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำอิรวดี สภาพน้ำเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นหนาแน่น คราบเคมีเกาะตามตลิ่ง สัตว์น้ำล้มตายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ บริเวณจุดรวมแม่น้ำ Mali และ N’Mai ยังเผชิญความพยายามสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจากบริษัทจีน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมระบบนิเวศ
โครงสร้างสังคมในพางวาถูกบิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิคล้วนเป็นชาวจีน ในขณะที่คนหนุ่มสาวในท้องถิ่นต้องกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ผู้ชายรับหน้าที่แบกหามและคุมเครื่องจักร ส่วนผู้หญิงถูกจัดสรรให้ทำอาหารและเฝ้าระวังไม่ให้บ่อเคมีล้น
วิถีชีวิตดั้งเดิมล่มสลาย ชาวบ้านไม่สามารถทำไร่หมุนเวียน ประมง หรือเก็บของป่าได้อีกต่อไป เช่นสมุนไพรพื้นบ้าน ที่เคยใช้เป็นยารักษาโรคและสร้างรายได้ ปัจจุบันปนเปื้อนสารพิษจนไม่มีใครกล้าบริโภค เช่นเดียวกับผลไม้ท้องถิ่นที่มีรสชาติเปรี้ยวผิดเพี้ยนจากสารเคมี เยาวชนต้องพลัดถิ่นข้ามแดนไปหางานทำ เกิดวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร และชาวบ้านต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง
ข้อเสนอแนะเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน
การดำรงอยู่ของด่านตรวจและกองกำลังติดอาวุธทำให้เสรีภาพในการเดินทางของชาวบ้านถูกจำกัด แม้จะมีกฎหมายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่ในทางปฏิบัติกลับไร้ประสิทธิภาพ ขาดการมีส่วนร่วม และมักถูกทำขึ้นเพื่อสร้างภาพบังหน้า บทเรียนจากการหยุดยิงในปี 1994 พิสูจน์แล้วว่าหากไม่มีการแก้ปัญหาที่รากฐาน ผู้ที่ได้ประโยชน์จะมีเพียงกลุ่มติดอาวุธและนายทุน ส่วนชาวบ้านยังคงตกอยู่ในวงจรความยากจน
เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ศูนย์ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ได้เสนอแนวทาง 6 ประการ ดังนี้:
- ด้านกฎหมายและการคุ้มครอง: รัฐต้องรับรองสิทธิในที่ดินของชุมชน และรับประกันสิทธิการยินยอมที่บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นอิสระ (FPIC) ก่อนเริ่มโครงการ
- การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม: ปรับปรุงกระบวนการ EIA ให้เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังอย่างจริงจัง
- ความโปร่งใส: เปิดเผยข้อมูลการอนุมัติสัมปทานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ
- ความรับผิดชอบ : มีมาตรการลงโทษบริษัท เจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มติดอาวุธที่เกี่ยวข้องกับการสกัดทรัพยากรผิดกฎหมาย
- ห่วงโซ่อุปทานระดับสากล: เข้มงวดการตรวจสอบ Supply Chain ของแรร์เอิร์ธในเวทีโลก เพื่อให้แน่ใจว่าปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน
- การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ: สนับสนุนความปลอดภัยให้แก่ชาวบ้านและนักวิจัยที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลผลกระทบในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน ส.รัตนมณี พลกล้า นักกฏหมายและผู้ก่อตั้งมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุด พร้อมเสนอแนะกลไกทางกฎหมายและการทูตเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ดังกล่าวว่า
สถานการณ์การทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ติดแม่น้ำและตามแนวชายแดน กำลังสร้างความกังวลอย่างหนักต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำอย่างประเทศไทย และอาจขยายวงกว้างไปถึง สปป.ลาว ผ่านแม่น้ำโขง
รัตนมณี ระบุว่า หลักการสำคัญของการทำเหมืองคือต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และต้องมีกระบวนการป้องกันไม่ให้มลพิษรั่วไหลออกสู่ภายนอก แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่าเหมืองหลายแห่งตั้งอยู่ติดแม่น้ำ ซึ่งเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสูง นอกจากนี้ ระบบการจัดการกากแร่ (Tailing Ponds) ในหลายพื้นที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ขาดการปูพื้นป้องกันการรั่วซึม ทำให้สารเคมีและโลหะหนักจากการทำเหมืองปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำ
เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิข้ามพรมแดน คำถามสำคัญคือ รัฐบาลไทยในฐานะ ‘รัฐปลายน้ำ’ จะปกป้องประชาชนของตนเองอย่างไร รัตนมณี เน้นย้ำว่า รัฐไทยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ แจ้งเตือนภัย และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ ขณะเดียวกัน ในมิติของกระบวนการยุติธรรม องค์กรอัยการต้องเข้ามามีบทบาทในการพิจารณาหาแนวทางดำเนินคดีกับผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย แม้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรก็ตาม โดยอาจพิจารณาบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 ที่ว่าด้วยความผิดที่กระทำนอกราชอาณาจักรแต่ผลเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ การจัดการกับ ‘ห่วงโซ่อุปทาน’ (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รัตนมณี เสนอว่า หากตรวจสอบพบว่ามีนิติบุคคลหรือบุคคลสัญชาติไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนดังกล่าว รัฐอาจต้องใช้มาตรการ แหวกม่านนิติบุคคล เพื่อดึงตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบ นอกจากนี้ ความรับผิดชอบไม่ควรหยุดอยู่แค่ผู้ประกอบการเหมือง แต่ต้องสืบสาวไปถึงบริษัทแม่ นักลงทุน ผู้ให้กู้ยืม ผู้รับซื้อ และอุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งต่างต้องร่วมรับผิดชอบในห่วงโซ่นี้ การผลักดันกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาคือสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในเมียนมา พื้นที่ทำเหมืองส่วนใหญ่มักอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ การที่รัฐบาลไทยทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอและไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
รัตนมณี เสนอว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเปิดช่องทางการเจรจากับกองกำลังชาติพันธุ์ในพื้นที่ด้วย เพื่อหามาตรการลดผลกระทบและป้องกันปัญหาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
ในตอนท้าย รัตนมณี ได้ย้ำถึงสิทธิของชุมชนปลายน้ำที่ต้องได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง โดยมาตรการฟื้นฟูต้องเน้นไปที่การทำความสะอาดและกำจัดสารพิษ อย่างจริงจัง ไม่ใช่การปล่อยให้ธรรมชาติบำบัดตัวเอง เนื่องจากสารเคมีโลหะหนักไม่สามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้กลไกระดับภูมิภาคอย่างอาเซียน และคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เข้ามามีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยและแก้ปัญหานี้ เพราะวิกฤตมลพิษข้ามแดนไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นความร่วมมือที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบ