Cover Image

ฟาริบา ฮาชิมี: จากเด็กหญิงที่ต้องปลอมเป็นชายเพื่อปั่นจักรยาน สู่เหรียญเงินเอเชียนเกมส์

บนเส้นชัยจักรยานหญิง ประเภทถนน ของเอเชียนเกมส์ 2026 ฟาริบา ฮาชิมี เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 ตามหลัง กัว หลี่ นักปั่นจีน

มันคือเหรียญเงินของอัฟกานิสถานและเป็นเหรียญแรกของนักกีฬาหญิงอัฟกานิสถานในเอเชียนเกมส์นับตั้งแต่ปี 2002 แต่หากย้อนกลับไปเพียง 9 ปี ฟาริบาไม่ได้มีจักรยานเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ

เธอต้องยืมจักรยานเพื่อนบ้านมาหัดปั่น ต้องใช้ชื่อปลอม ต้องสวมเสื้อผ้าแบบผู้ชาย หน้ากาก 2-3 ชั้น และแว่นกันแดด เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าเด็กที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ตรงหน้าคือ “ผู้หญิง”

วันนี้เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นนักจักรยานสาวอายุ 23 ปี และกำลังยืนอยู่บนโพเดียมเอเชียนเกมส์

เริ่มจากจักรยานที่ไม่ใช่ของตัวเอง

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 2017 ที่จังหวัดฟาร์ยับ ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ฟาริบาและ ยุลดุซ ฮาชิมี พี่สาว เห็นประกาศการแข่งขันจักรยานในพื้นที่ ทั้งที่ทั้งคู่ไม่เคยปั่นจักรยาน และไม่มีจักรยานเป็นของตัวเอง

พวกเธอยืมจักรยานจากเพื่อนบ้าน ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเรียนรู้วิธีปั่น ก่อนตัดสินใจสมัครแข่งขัน ผลลัพธ์คือ ฟาริบาเข้าอันดับ 1 และ ยุลดุซเข้าอันดับ 2

ฟาริบาเคยอธิบายความรู้สึกครั้งแรกบนจักรยานเอาไว้สั้นๆ แต่เปี่ยมด้วยความหมายว่า “ฉันรู้สึกเหมือนนกที่บินได้” และเมื่อได้รู้จักกับความรู้สึกของ “อิสรภาพ” แล้ว ทั้งคู่ก็ไม่ต้องการหยุดอีกต่อไป

ปัญหาคือการเป็นผู้หญิงที่ปั่นจักรยานในฟาร์ยับไม่ใช่เรื่องง่าย สองพี่น้องต้องใช้ชื่อปลอม ปิดบังใบหน้า และพยายามไม่ให้คนในพื้นที่รู้ตัวตน

“ฉันแต่งตัวเป็นผู้ชายตลอดเวลาตอนที่ออกไปซ้อม” ฟาริบายังเล่าต่อว่า บางครั้งเธอต้องสวมหน้ากาก 2-3 ชั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจดจำหรือทำร้าย

ระหว่างปั่น พวกเธอเคยถูกปาก้อนหินและขวด ถูกติดตาม และเผชิญพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อบังคับให้กลับบ้าน ครั้งหนึ่ง ยุลดุซ ถูกรถสามล้อพุ่งชนจนข้อมือหัก แม้แต่พ่อของฟาริบายังเคยถามลูกสาวว่า “พ่อให้ลูกปั่นได้ แต่พ่อกลัวว่าพวกเขาจะฆ่าลูก”

“เพื่อเดินตามความฝัน ฉันต้องหนี”

ความพยายามของสองพี่น้องเริ่มได้รับการยอมรับ เมื่อทีมจักรยานหญิงทีมชาติอัฟกานิสถานเชิญพวกเธอเข้าร่วมทีมในปี 2020

มันควรเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ง่ายขึ้น แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป เมื่อตาลีบันกลับมามีอำนาจในอัฟกานิสถานในปี 2021

การกลับมาของตาลีบันมาตรการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิงอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการศึกษา การใช้ชีวิตสาธารณะ การเดินทาง และกีฬา

สำหรับนักปั่นหญิงอย่างฟาริบา ทางเลือกจึงเหลือน้อยลงเรื่อยๆ สุดท้าย เธอกับพี่สาวต้องตัดสินใจทิ้งบ้านและครอบครัว

เพื่อรักษาความฝันที่เพิ่งเริ่มต้นไว้

อดีตแชมป์โลกชาวอิตาลี อเลสซานดรา คาเปลลอตโต เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือสองพี่น้อง ก่อนทั้งคู่จะเดินทางออกจากอัฟกานิสถานด้วยเที่ยวบินที่รัฐบาลอิตาลีจัดขึ้นในปี 2021 และเริ่มต้นชีวิตใหม่ใน เวเนโต

จากถนนฝุ่นและเส้นทางขรุขระในฟาร์ยับ สนามฝึกของพวกเธอกลายเป็นพื้นที่แถบเทือกเขาโดโทมิเทส แต่การได้ฝึกอย่างปลอดภัยมีราคาที่ต้องจ่าย

ฟาริบากล่าวว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าจะต้องเป็นผู้ลี้ภัย ฉันไม่เคยคิดว่าเพราะจักรยาน ฉันจะต้องแยกจากพี่น้องและครอบครัว”

สำหรับเธอ การออกจากประเทศจึงไม่ใช่ชัยชนะ มันคือการแลกอิสรภาพในการแข่งขันกับการสูญเสียบ้าน

ปี 2022 มีภาพหนึ่งที่อธิบายสถานการณ์ของจักรยานหญิงอัฟกานิสถานได้อย่างชัดเจน การแข่งขันชิงแชมป์อัฟกานิสถาน ต้องย้ายไปจัดที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

นักปั่นทั้งหมดประมาณ 50 คนที่เข้าร่วมล้วนเป็นชาวอัฟกานิสถานที่กระจัดกระจายไปอยู่ต่างประเทศ ฟาริบาคว้าแชมป์ และผลงานนั้นเปิดประตูให้เธอได้รับสัญญาในระดับ Women’s WorldTour

ต่อมาเธอกับยุลดุซ ยังกลายเป็นนักปั่นหญิงอัฟกานิสถานคู่แรกที่เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลกประเภทถนนของ UCI หลังการกลับมาของตาลีบัน

โอลิมเปียนที่ยังต้องเป็นช่างจักรยานให้ตัวเอง

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2024 เมื่อ IOC สนับสนุนการจัดทีมอัฟกานิสถานที่มีนักกีฬา 6 คนในปารีส โอลิมปิก โดยแบ่งชายและหญิงอย่างเท่าเทียม ฟาริบาและยุลดุซเป็นสองในบรรดานักกีฬาเหล่านั้น

ในปีเดียวกัน ฟาริบายังคว้าชัยชนะบนควีนสเตจของ ตูร์ เดอ ลาอาเดเช และกลายเป็นนักจักรยานหญิงอัฟกานิสถานคนแรกที่คว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับ UCI

มันเป็นระยะทางที่แทบไม่น่าเชื่อจากการแข่งขันครั้งแรกในฟาร์ยับ เด็กหญิงที่ต้องซ่อนใบหน้าเพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าเธอเป็นใคร

กลายเป็น ‘โอลิมเปียน’ ที่แข่งขันภายใต้ธงอัฟกานิสถาน

รายละเอียดหนึ่งจากเอเชียนเกมส์ 2026 แสดงให้เห็นว่าเส้นทางของฟาริบายังห่างจากคำว่าสมบูรณ์ เธอเดินทางมาญี่ปุ่นโดยไม่มีทีมช่างประจำทีม และมีเจ้าหน้าที่จากสหพันธ์มาด้วยเพียงหนึ่งคนซึ่งทำหน้าที่ขับรถ

ฟาริบากล่าวหลังการแข่งขันว่า “เราซ่อมจักรยานกันเอง ฉันเป็นช่างให้ตัวเอง และล้างจักรยานเอง” สุดท้าย ทีมญี่ปุ่นเข้ามาช่วยซ่อมจักรยานให้เธอ และฟาริบากล่าวขอบคุณพวกเขาหลังคว้าเหรียญเงิน

มันเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่สะท้อนความแตกต่างของต้นทุนระหว่างนักกีฬาได้อย่างชัดเจน เพราะบนเส้นสตาร์ต ทุกคนอาจยืนอยู่ข้างกัน แต่เส้นทางที่แต่ละคนใช้เพื่อมายืนตรงนั้นไม่เคยเท่ากัน

แล้วเธอก็ขึ้นโพเดียมที่นาโกย่า

ก่อนการแข่งขันจักรยานประเภทถนน ฟาริบาจบอันดับ 7 ในบุคคลไทม์ไทรอัล แต่สองวันต่อมา เธอกลับมาพร้อมความฝันที่ชัดเจนกว่าเดิม

“ฉันมาเอเชียนเกมส์พร้อมความฝันว่าจะได้ยืนบนโพเดียมและเป็นตัวแทนประเทศของฉัน”

และเธอก็ทำสำเร็จ ฟาริบาปั่นเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 คว้าเหรียญเงิน พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาหญิงอัฟกานิสถานคนแรกที่ได้เหรียญเอเชียนเกมส์นับตั้งแต่ปี 2002

แต่สำหรับเธอ เหรียญนี้มีความหมายมากกว่าสถิติ “เหรียญเงินนี้สามารถแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของผู้หญิงอัฟกานิสถาน”

เพราะคนที่ขึ้นโพเดียมอาจมีเพียงหนึ่งคน แต่ฟาริบาเชื่อว่าเธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

ฟาริบากล่าวหลังคว้าเหรียญว่า “ข้างหลังฉันมีผู้หญิงอีกหลายล้านคน ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ฉันรู้ว่าข้างหลังฉันมีผู้หญิงอีกหลายล้านคน จากหลายประเทศ ที่มีความฝันแบบเดียวกัน และพวกเธอยืนอยู่กับฉัน”

เหรียญเงินที่เธอได้รับมา ทำให้มันมีความหมายมากกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล ฟาริบาไม่ได้ต้องการให้เรื่องราวของตัวเองถูกจดจำเพียงในฐานะคนที่สามารถหนีออกมาได้

ความฝันของเธอคือวันหนึ่ง เด็กผู้หญิงรุ่นต่อไปไม่จำเป็นต้องทำแบบเดียวกับเธอ ไม่ต้องปลอมเป็นผู้ชาย ไม่ต้องหลบก้อนหิน และไม่ต้องออกจากประเทศ เพียงเพราะต้องการเล่นกีฬา

จากการปั่นเพื่อหนี สู่การปั่นเพื่อกลับไปเปลี่ยนบางอย่าง

ลอสแองเจลิส 2028 คือเป้าหมายต่อไปของสองพี่น้องฮาชิมี แต่เมื่อฟาริบาพูดถึงอนาคต เป้าหมายของเธอไม่ได้หยุดอยู่ที่โอลิมปิกเกมส์

“ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของฉันคือการได้กลับไปและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนของฉัน”

เธอไม่ต้องการเห็นคนรุ่นต่อไปต้องร้องไห้เพราะต้องการอิสรภาพ หรือหนีออกจากบ้านเพื่อไล่ตามความฝันเหมือนที่เธอเคยทำ

นั่นทำให้เรื่องราวของฟาริบามีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง เพราะจักรยานเคยทำให้เธอต้องซ่อนตัว จักรยานทำให้เธอต้องออกจากบ้าน แต่จักรยานคันเดียวกันก็พาเธอไปถึงรายการชิงแชมป์โลก, โอลิมปิกเกมส์ และโพเดียม เอเชียนเกมส์

วันนี้เหรียญเงินห้อยอยู่ที่คอของ ฟาริบา ฮาชิมี แต่บางที ภาพที่สำคัญกว่าคือเด็กหญิงวัย 15 ปีคนนั้นที่ครั้งหนึ่งต้องปิดใบหน้าด้วยหน้ากากหลายชั้น เพื่อให้ตัวเองสามารถออกไปปั่นจักรยานได้

เพราะเก้าปีต่อมา เธอไม่จำเป็นต้องซ่อนว่าเป็นใครอีกแล้ว ตรงกันข้าม โลกกำลังมองเห็นเธอในฐานะนักกีฬาหญิงจากอัฟกานิสถานอย่างชัดเจนที่สุด

อ้างอิง

ภาพ: Rhode Van Elsen

Back To Top