Cover Image

ตำรากฎหมายจากปลายปากกาเจ้าพระยาคนสุดท้ายของกรุงรัตนโกสินทร์

ศาสตราจารย์ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา)
(30 ตุลาคม พ.ศ. 2428 – 25 กันยายน พ.ศ. 2519)


บทนำ


เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) เป็นขุนนางที่รับราชการมายาวนานถึงห้าแผ่นดิน และดำรงตำแหน่งสำคัญของบ้านเมืองหลายตำแหน่งด้วยกัน ทั้งยังเป็นขุนนางคนสุดท้ายที่ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าพระยา ทั้งนี้ นอกเหนือจากแง่มุมเกี่ยวกับความเป็นนักการเมือง เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศยังมีแง่มุมของการเป็นนักกฎหมายและอาจารย์กฎหมายอยู่บ้าง ในฐานะที่ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการศึกษากฎหมายของไทยในช่วงท้ายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในวาระครบรอบ 50 ปี มรณกาลของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ผู้เขียนจึงจัดทำบทความนี้เพื่อนำเสนอบทบาทของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศในวงการกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการการศึกษากฎหมาย รวมทั้งตำราที่ท่านฝากไว้แก่นิติบรรณพิภพ


ความเป็นไปในชีวิต[1]


เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศเกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2428 เป็นบุตรของพระอนันตสมบัติ (เอม) กับท่านเชื้อ และเป็นพี่ชายของพระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา) เมื่อย้ายนิวาสถานมาอยู่ที่พระนคร ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญใน พ.ศ. 2438 จากนั้นจึงศึกษาต่อที่โรงเรียนกฎหมายจนสอบไล่ได้เนติบัณฑิตใน พ.ศ. 2448 ระหว่างนั้นได้ฝึกหัดราชการเป็นล่ามในกรมกองหมาย กระทรวงยุติธรรมด้วย โ

ในสมัยที่ท่านศึกษาที่โรงเรียนกฎหมาย เป็นยุคที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงจัดการเรียนการสอนด้วยพระองค์เอง ซึ่งนายจิตรได้บอกเล่าบรรยากาศการศึกษากฎหมายในยุคนั้นไว้ดังนี้[2]

“ศึกษากฎหมายราชบุรี 2 เล่ม ซึ่งเป็นกฎหมายไทย และเสด็จในกรมฯ ทรงเขียนคำอธิบายไว้ นอกจากนั้นก็ศึกษาจากตำรากฎหมายที่หมอบรัดเลย์พิมพ์ และอีกอย่างคือเล็กเชอร์ซึ่งเสด็จในกรมทรงพิมพ์แจกนักเรียน…นักเรียนต้องเรียนกฎหมายด้วยตัวเอง โดยศึกษาจากตำราที่กล่าวมาแล้ว และจากคำพิพากษาศาลฎีกากับพระราชบัญญัติที่ออกในเวลานั้น และถือคำพิพากษาฎีกาและบทกฎหมายเป็นหลัก”

นายจิตร เมื่อสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตสยาม

ต่อมานายจิตรได้รับทุนการศึกษาต่อที่อังกฤษ โดยได้รับการคัดเลือกจากกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งพระองค์ทรงพิจารณาจากความรู้ความสามารถ ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ สอง ทำให้นายจิตร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณติดตามขบวนเสด็จในฐานะนักเรียนหลวงของกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะแยกกันที่อิตาลีเพื่อไปศึกษาต่อที่อังกฤษ โดยนายจิตรศึกษาอยู่สามปี จึงสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตอังกฤษของสำนัก Gray’s Inn ใน พ.ศ. 2453 


เมื่อสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลแพ่งเมื่อ พ.ศ. 2454 และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ที่หลวงจินดาภิรมย์ในปีเดียวกัน[3] หลังจากนั้น ท่านได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกองหมาย กองล้มละลาย และกองทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในกระทรวงยุติธรรม ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระจินดาภิรมย์ใน พ.ศ. 2456[4] เป็นพระยาจินดาภิรมย์ใน พ.ศ. 2459[5]

เมื่อมีการจัดตั้งกรมร่างกฎหมาย ท่านได้เป็นกรรมการร่างกฎหมายรุ่นบุกเบิก และเป็นกรรมการศาลฎีกาใน พ.ศ. 2465[6] ก่อนจะเป็นอธิบดีศาลฎีกาใน พ.ศ. 2469[7] และดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ. 2471 และในที่สุดก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ที่เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศใน พ.ศ. 2474[8]

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่งด้วยกัน ทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และองคมนตรี

ในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านได้รับภารกิจสำคัญในการเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่อังกฤษใน พ.ศ. 2477 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะสละราชสมบัติ ท่านยังเป็นตัวแทนรัฐบาลในการกราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์เป็นรัชกาลที่ 8 ด้วย[9]


เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (ซ้าย) ในการกราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์

ในส่วนของกิจการด้านนิติบัญญัติ ท่านเป็นหนึ่งในกรรมการร่างกฎหมายที่มีส่วนร่วมในการจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งในรัชกาลที่ 7 ท่านยังเป็นหนึ่งในกรรมการองคมนตรีสภาอันมีหน้าที่ในการพิจารณาร่างกฎหมายในสมัยนั้น[10] ครั้งในสมัยระบอบรัฐธรรมนูญ เมื่อท่านเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านได้วางรากฐานกิจการสภาหลายประการ ทั้งการกำหนดแบบพระราชบัญญัติในการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร รูปแบบการตั้งกระทู้ถามตอบเป็นอาทิ[11]

เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศในช่วงมัชฌิมวัย

เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2519 ขณะมีอายุได้ 90 ปี รับราชการมานานถึงห้าแผ่นดิน อายุราชการทั้งสิ้น 72 ปี


เจ้าพระยาคนสุดท้ายในฐานะอาจารย์กฎหมาย


นอกจากจากบทบาทในฐานะขุนนาง ข้าราชการ และนักการเมือง เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในวงการการศึกษากฎหมายในสมัยนั้นด้วย โดยชีวิตและงานของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศมีความเกี่ยวข้องกับโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมพอสมควร

ท่านรับเป็นผู้บรรยายที่โรงเรียนกฎหมายตั้งแต่พ.ศ. 2455 ถึง พ.ศ. 2468[12] โดยรับเป็นผู้บรรยายในวิชากฎหมายธุรกิจเป็นหลัก ทั้งกฎหมายลักษณะหุ้นส่วนและบริษัท[13] กฎหมายล้มละลาย[14] และวิชากฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน[15] ในแง่การจัดการหลักสูตรการศึกษา เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศยังเป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภายุคแรก และเมื่อมีการจัดตั้งสภานิติศึกษา ท่านยังเป็นกรรมการสภานิติศึกษาชุดแรกด้วย 

ในช่วงที่ท่านรับเป็นผู้บรรยาย มีการกล่าวกันว่าท่านเป็นผู้รักการสอนและการเป็นอาจารย์อย่างยิ่ง มีศิลป์ในการประสิทธิประสาทวิชาการ ทำให้นักเรียนเข้าใจปัญหากฎหมายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ลูกศิษย์บางรายถึงกับสดุดีว่าท่านสันทัดการถ่ายทอดวิชากฎหมายคล้ายคลึงกับกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์มาก[16]

ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รั้งตำแหน่งอธิบดีศาลฎีกา ทำให้มีภาระราชการที่มากขึ้น เป็นเหตุให้ท่านต้องวางมือจากการสอน ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกัน โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมได้ย้ายที่ทำการไปยังเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ท่านจึงถือโอกาสในการเปิดอาคารโรงเรียนกฎหมายหลังใหม่ เพื่อกล่าวอำลานักเรียนโรงเรียนกฎหมายและให้โอวาทแก่นักเรียนกฎหมายดังนี้[17]

“…วิชากฎหมายเปนวิชาที่ลึกซึ้ง การศึกษาจะต้องใช้วิจารณญาณอย่างสุขุมละเอียด ต้องศึกษาให้ความเข้าใจความโดยมีเหตุผล ไม่ใช่สักแต่ว่าเรียนไปโดยอาศัยความจำตัวบทอย่างเดียว ความเข้าใจเปนข้อสำคัญยิ่ง แลเมื่อเข้าใจในตัวบทดีแล้ว ต้องรู้จักใช้บทนั้น ๆ บังคับความให้ถูกต้องกับเหตุผลเปนเรื่อง ๆ ไป บทกฎหมายนั้นมีมากหลาย การศึกษาจะต้องอาศัยตนของตนเปนที่ตั้ง ส่วนอาจารย์เปนแต่เพียงผู้แนะนำฤๅช่วยชี้หนทางให้เรียนสดวกขึ้นเท่านั้น นักเรียนจะหวังให้อาจารย์เปนผู้บอกให้ทั้งสิ้นหาได้ไม่…”

ตารางบรรยายโรงเรียนกฎหมาย ภาค 2 พ.ศ. 2468
ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศรับเป็นผู้บรรยาย

แม้ว่าท่านจะวางมือจากงานสอนที่โรงเรียนกฎหมาย แต่ท่านก็ยังตำรงตำแหน่งผู้บริหารของสภานิติศึกษาและโรงเรียนกฎหมาย จนกระทั่งมีการยุบสภานิติศึกษาและโอนโรงเรียนกฎหมายไปขึ้นกับคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองใน พ.ศ. 2477 ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์วิสามัญใน พ.ศ. 2482 และได้รับพระราชทานปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน พ.ศ. 2498 ร่วมกับเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งเช่นเดียวกัน

เมื่อได้รับพระราชทานปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

แม้ว่าท่านจะมิได้เป็นผู้บรรยายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านก็ยังคงให้โอวาท อันเป็นแง่คิดต่อนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรื่อยมา ดังปรากฎว่าท่านเคยมอบโอวาทแก่ธรรมศาสตร์บัณฑิตใน พ.ศ. 2493 ดังนี้[18]

“…ถึงแม้จะได้รับปริญญาแล้วก็ดี ควรฝึกฝนให้มีความรู้ดีอยู่เสมอ เพราะวิชากฎหมายไม่หยุดอยู่กับที่ มีกฎหมายออกใหม่ที่จำต้องศึกษาหาความรู้อยู๋เป็นนิจ การศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น เพื่อให้รู้ในหลักวิชาหรือหัวข้อทั่วไป อย่างที่เรียกว่าเรียนรู้ทางทฤษฎี ต่างกันกับในทางปฏิบัติที่ต้องฝึกฝนให้มีความรู้อย่างละเอียดสุขุม ประกอบด้วยความชำนาญในเชิงงาน จึงจะประกอบกิจการได้ตลอด…”

บทโอวาทข้างต้น ย่อมสะท้อนถึงหลักคิดในการศึกษาหาความรู้ในวิชากฎหมายของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศพอสมควร


ตำรากฎหมายจากปลายปากกาเจ้าพระยาคนสุดท้าย


เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศเขียนตำรากฎหมายไว้ห้าเล่มด้วยกัน ซึ่งมีทั้งเล่มที่ท่านผู้เขียนเรียบเรียงผู้เดียว และเล่มที่ท่านเป็นผู้เขียนร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่น โดยเรียงลำดับตามปีที่ตีพิมพ์ดังนี้

คำอธิบายกฎหมายหุ้นส่วนแลบริษัท ตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2456 สมัยที่ท่านผู้เขียนเป็นพระจินดาภิรมย์ มีที่มาจากการรวบรวมคำอธิบายซึ่งได้สอนนักเรียน ณ โรงเรียนกฎหมายระหว่าง พ.ศ. 2454-2456 โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ดูเข้าใจง่าย และเป็นคำอธิบายตามกฎหมายลักษณะหุ้นส่วนแลบริษัท ร.ศ. 130 โดยเน้นอธิบายหลักทั่วไปและกฎหมายหุ้นส่วน ตั้งแต่การก่อตั้งหุ้นส่วน การจดทะเบียนหุ้นส่วน บริหารหุ้นส่วน ไปจนถึงการเลิกหุ้นส่วน[19] ท่านผู้เขียนมุ่งหวังให้หนังสือนี้มีประโยชน์ไม่เฉพาะแต่ในพวกนักเรียนกฎหมายฝ่ายเดียว แต่ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย เช่น ทนายความ ผู้ประกอบการทางธุรกิจ[20]

ปก คำอธิบายกฎหมายหุ้นส่วนแลบริษัท

แม้จะเป็นคำอธิบายกฎหมายเก่าที่ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ก็มีเนื้อหาที่สะท้อนพัฒนาการกฎหมายองค์กรธุรกิจในสมัยนั้น นอกจากนี้ ท่านผู้เขียนยังสอดแทรกแนวทางการตีความกฎหมายในระบบประมวลกฎหมาย (civil law) เทียบกับระบบกฎหมายอังกฤษ (common law) ไว้ด้วย ดังนี้ 

“การแบ่งกฎหมายที่รวบรวมขึ้นเป็นโค๊ด (ประมวลกฎหมาย-ผู้เขียน) แล้ว ย่อมต่างกับกับการแปลกฎหมายในเวลาที่ยังไม่มีโค๊ด ในสมัยก่อนใช้โค๊ด อาจเทียบได้กับการแปลกฎหมายของอังกฤษ…เมื่อมีคดีเกิดขึ้น ถึงแม้ไม่มีตัวบทโดยตรง ศาลอาไศรย์วิชากฎหมายต่างประเทศมาใช้เป็นครั้งคราวดังกล่าวแล้วข้างต้น คำพิพากษาของศาลวางหลักใหม่ทวีมากขึ้นทุกทีและเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย…การแปลกฎหมายโดยไม่ยึดถือบทเดิมไว้เปนที่ตั้ง แต่แปลโดยเทียบเคียง ดูคำพิพากษาที่ออกใหม่ ทวนถอยหลังขึ้นไปดังนี้ อาจขยายตัวไปทีละเล็กละน้อย นาน ๆ เข้าจนถึงคำพิพากษาฉบับหลังที่สุด อาจตรงกันข้ามกับความประสงค์ในแม่บทเดิมก็ได้ ดังนี้เป็นตัวอย่าง…”[21]

“ความในโค๊ดเป็นบทที่วางไว้ตายตัว จนกว่าจะมีกฎหมายใหม่ออกแก้แล้ว แม้โค๊ดจะดีชั่วฉันใด ศาลต้องวินิจฉัยตามความในโค๊ดนั้นทั้งสิ้น ศาลใดศาลหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฤๅเพิ่มเติม ขยายความออกไปไม่ได้ ศาลนั้นมีน่าที่แต่จะอธิบายแปลความในค็ดนั้นทั้งสิ้น ศาลใดศาลหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฤๅเพิ่มเติม ขยายความออกไปไม่ได้ ศาลนั้นมีน่าที่แต่จะอธิบายแปลความในโค้ดเท่านั้น ถือว่าคำพิพากษาของศาลในคดีเรื่องก่อนนั้นให้ฟังแต่เพียงว่าเปนตัวอย่างที่ได้แปลความในโค๊ดไว้หนหนึ่งแล้วเท่านั้น…”[22]

คำอธิบายข้างต้นช่วยสะท้อนความเข้าใจเกี่ยวกับนิติวิธีหรือการใช้และการตีความกฎหมายในระบบซีวิลลอว์และคอมมอนลอว์พอสมควร

เล่มต่อมาคือ คำอธิบายกฎหมายลักษณพิจารณาคำพยานหลักฐาน ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2458 มีที่มาจากการที่ท่านผู้เขียนเริ่มบรรยายที่โรงเรียนกฎหมายใน พ.ศ. 2455 ในหนังสือเล่มนี้จะมีบทซักถาม ค้านแลติงพยาน บทชั่งน้ำหนักพยาน สิทธิหน้าที่ของพยาน[23] โดยแบ่งคำอธิบายออกเป็นสามภาค ภาคหนึ่งว่าด้วยข้อความที่ศาลยอมให้สืบได้ในคดี ภาคสองว่าด้วยการอ้างแลสืบพยาน และภาคสามว่าด้วยการวินิจฉัย[24] ต่อมาตำราเล่มนี้มีการตีพิมพ์ซ้ำใน พ.ศ. 2464 โดยแก้ไขเพิ่มเติมให้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน และเพิ่มเติมคำพิพากษา[25]

ปก คำอธิบายลักษณพิจารณาคำพยานหลักฐาน

เล่มต่อมาคือ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง (ร.ศ.127) พ.ศ. 2451 ตัวบทกับอธิบาย ตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2461 เป็นตำราที่จัดทำในบริบทที่สยามอยู่ในระหว่างการจัดทำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ จึงมีการออกพระธรรมนูญศาลยุติธรรรมกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งใช้ไปพลางก่อน

นอกจากนี้ ยังมีคำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎเสนาบดี แนวคำพิพากษาที่กระจัดกระจายหลายแห่ง[26] ประกอบกับท่านผู้เขียนได้รับมอบหมายเป็นผู้บรรยายในวิชากฎหมายลักษณะดังกล่าว ทำให้ท่านผู้เขียนคิดแต่งหนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นคู่มือเพื่อความสะดวกของผู้พิพากษา ทนายความ คู่ความ และนักเรียนกฎหมาย[27] ซึ่งท่านผู้เขียนเรียบเรียงในลักษณะเป็นคำอธิบายเรียงมาตราโดยยกตัวบทกฎหมายมากล่าวไว้ก่อน แล้วจึงมีคำอธิบายกำกับตัวบทนั้นๆ โดยมีสารบาญละเอียดข้างท้ายเพื่อพลิกหาบทกฎหมายและคำอธิบายได้โดยง่าย ต่อมาตำราเล่มนี้มีการพิมพ์ซ้ำใน พ.ศ. 2475 

แม้จะเป็นคำอธิบายตามกฎหมายเก่า แต่ตำราชุดนี้ก็สะท้อนพัฒนาการของกระบวนการยุติธรรมของไทยในสมัยปฏิรูปกฎหมายพอสมควร โดยท่านผู้เขียนได้อธิบายถึงการจัดทำพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ. 127 ในส่วนของเล่มหนึ่ง ว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมว่าเป็นการรวบรวมกฎหมายในเรื่องอำนาจศาลต่างๆ และวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง เข้าเป็นหมวดหมู่เพื่อความสะดวกแก่การพิจารณาคดีทั้งปวง และเผื่อคระกรรมการผู้ชำระประมวลกฎหมายจะได้แก้ไขดัดแปลงต่อไปในภายหน้า

โครงการยกร่างกฎหมายดังกล่าวเริ่มต้นใน พ.ศ. 2448 โดยตั้งคณะกรรมการยกร่างชุดหนึ่ง ซึ่งมีกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นเป็นกรรมการ และมีกรรมการร่างเป็นนักกฎหมายมีชื่ออีกหลายท่าน เช่น เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) มิสเตอร์ เจ. สจวร์ต แบล็ก ที่ปรึกษากฎหมายชาวอังกฤษ พระยาอรรถการประสิทธิ์ (วิลเลียม แอลเฟรด คุณะดิลก) ที่ปรึกษากฎหมายชาวศรีลังกา เป็นอาทิ[28]

ในส่วนของฝั่งคำอธิบายพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ. 127 ปรากฏว่ามีการสะท้อนร่องรอยการเปรียบเทียบกฎหมายเก่าตามกฎหมายตราสามดวงอยู่บ้าง โดยมีการเปรียบเทียบกับ ‘กฎหมายราชบุรี’ อันเป็นกฎหมายตราสามดวงฉบับที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงตรวจชำระและพระนิพนธ์ฟุ๊ตโน้ตไว้

แม้ว่าความเข้าใจในปัจจุบัน จะปรากฏว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทยได้รับแนวทางมาจากกฎหมายอังกฤษเป็นหลัก[29] แต่คำอธิบายของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศก็ช่วยสะท้อนความพยายามเทียบเคียงหลักกฎหมายเก่าอยู่พอสมควร เช่น หลักตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ. 127 ที่วางหลักว่าคดีใดที่ศาลพิพากษาเด็ดขาดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีก[30] มีการเทียบเคียงกับพระไอยการลักษณะรับฟ้อง บทที่ 21 และพระไอยการลักษณะตระลาการ บทที่ 9 ให้ผู้อ่านพิจารณาประกอบ[31]

ต่อมาหลักการดังกล่าวปรากฏในหลักเรื่องห้ามฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง[32] หรือในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ. 127 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษามีอำนาจว่ากล่าวเปรียบเทียบให้คู่ความประนีประนอมกันได้ เมื่อคู่ความมาที่ศาลพร้อมกัน[33] โดยเทียบกับหลักอินทภาษตามกฎหมายตราสามดวง[34]

ปัจจุบัน ร่องรอยหลักการดังกล่าวยังปรากฏในมาตรา 19 และมาตรา 20 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ให้อำนาจศาลในการไกล่เกลี่ย[35] แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ร่างนำหลักกฎหมายในกฎหมายตราสามดวงมาเป็นหลักในการยกร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ. 127 หรือไม่ แต่คำอธิบายดังกล่าวก็สะท้อนร่องรอยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์กฎหมายวิธีพิจารณาความในขณะนั้นได้พอสมควร

เล่มต่อมาคือ คำอธิบายกฎหมายล้มละลาย โดยเรียบเรียงเมื่อครั้งเป็นพระยาจินดาภิรมย์ร่วมกับพระนาถมณฑาดุลสุนทรวาที (ชม ศุขะวณิช ต่อมาได้เป็นพระยาวิกรมรัตนสุภาษ) มีที่มาจากคำบรรยายที่เคยสอนโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ใน พ.ศ. 2456 มีลักษณะเป็นคำอธิบายกฎหมายล้มละลายเทียบเคียงกฎหมายอังกฤษ[36]

ตำราอีกเล่มหนึ่งที่ท่านเรียบเรียงได้แก่ คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 มีทั้งตัวบท คำอธิบาย และ อุทาหรณ์ ในพ.ศ. 2467 ซึ่งเป็นคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และ 2 ฉบับ พ.ศ. 2466 โดยเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศเรียบเรียงในตอนต้น[37] ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ผู้เขียนได้นำเสนอไปแล้วในตอนว่าด้วยพระยามานวราชเสวี[38]


คำอธิบายกฎหมายลักษณล้มละลาย


บทส่งท้าย


จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการชี้ให้เห็นถึงเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ในฐานะผู้มีบทบาทต่อการศึกษากฎหมายของไทยในช่วงต้น ทั้งในฐานะผู้สอนและผู้บริหาร ทั้งยังฝากตำรากฎหมายที่แม้ปัจจุบันจะเป็นกฎหมายที่เลิกใช้ไปแล้ว แต่ก็ยังมีคุณค่าในการสะท้อนในแง่ประวัติศาสตร์กฎหมายและประวัติศาสตร์การศึกษากฎหมายพอสมควร จึงอาจกล่าวได้ว่า นามของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศเป็นอีกนามหนึ่งที่นักกฎหมายชั้นหลังพึงรู้จัก

References
↑1 แหล่งอ้างอิงส่วนใหญ่เรียบเรียงจาก อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ป.จ. , ม.ป.ช. , ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2519(โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2519).
↑2 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ, “สนทนากับนักกฎหมาย” วารสารกฎหมายจุฬา 1 (2519) น.188.
↑3 เลื่อนแลตั้งบรรดาศักดิ์” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 28 (22 ตุลาคม ร.ศ.130) น.1609.
↑4 ตั้งแลเลื่อนบรรดาศักดิ์” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 30 (22 ธันวาคม 2456) น.2182.
↑5 พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 33 (18 พฤศจิกายน 2459) น.2203.
↑6 อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ป.จ. , ม.ป.ช. , ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2519 น.50-51.
↑7 เพิ่งอ้าง น.55.
↑8 พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนกรมและตั้งเจ้าพระยา” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 48 (15 พฤศจิกายน 2474) น.406-409.
↑9 อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ป.จ. , ม.ป.ช. , ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2519 น.151.
↑10 พระราชบัญญัติองคมนตรี” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 44 (5 กันยายน 2470) น.215.
↑11 อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ป.จ. , ม.ป.ช. , ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2519 
↑12 อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ป.จ. , ม.ป.ช. , ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2519 น.34.
↑13 คำนำ ใน พระจินดาภิรมย์, คำอธิบายกฎหมายหุ้นส่วนแลบริษัท (โรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ์, 2456) ก.
↑14 คำนำ ใน พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี และ พระนาถมณฑาดุลสุนทรวาที, คำอธิบายกฎหมายล้มละลาย (โรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ์ 2464) น. ก.
↑15 คำนำในการพิมพ์ครั้งแรก ใน พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี, คำอธิบายกฎหมายลักษณพิจารณาคำพยานหลักฐาน (พิมพ์ครั้งที่ 2, โรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ์ 2464) น. ข.
↑16 อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ป.จ. , ม.ป.ช. , ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2519 น.34.
↑17 “คำพูดของพระยาจินดาภิรมย์ในวันเปิดโรงเรียนกฎหมาย วันที่ 1 มิถุนายน 2469” บทบัณฑิตย์ เล่ม 4 น.735-736
↑18 ธรรมศาสตร์บัณฑิต 2493 (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2493) ไม่ปรากฏเลขหน้า.
↑19 คำนำ ใน พระจินดาภิรมย์, คำอธิบายกฎหมายหุ้นส่วนแลบริษัท ก.
↑20 เพิ่งอ้าง ข.
↑21 เพิ่งอ้าง น.6-7.
↑22 เพิ่งอ้าง น.7.
↑23 คำนำในการพิมพ์ครั้งแรก ใน พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี, คำอธิบายกฎหมายลักษณพิจารณาคำพยานหลักฐาน น. ข.
↑24 เพิ่งอ้าง น.5-6.
↑25 คำนำในการพิมพ์ครั้งที่ 2 ใน เพิ่งอ้าง น. ก.
↑26 คำนำในการพิมพ์ครั้งแรก ใน เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ, บทพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งกับอธิบาย (พิมพ์ครั้งที่ 2, ,ม.ป.พ. 2475) น. (3).
↑27 เพิ่งอ้าง น. (4).
↑28 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ, บทพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งกับอธิบาย เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 2, ,ม.ป.พ. 2475) น. 2-3.
↑29 สำหรับท่านที่สนใจอิทธิพลกฎหมายอังกฤษต่อกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทย โปรดดู วิริยะ ก้องศิริวงศ์ และ กิตติภพ วังคำ, “ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไทยภายใต้อิทธิพลกฎหมายอังกฤษ” วารสารกฎหมายจุฬา 2 (2569) น.27-61.
↑30 มาตรา 3 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ. 127 คดีที่ได้พิพากษาเด็ดขาดแล้ว ห้ามไม่ให้มารื้อร้องฟ้องกันอีก
↑31 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ, บทพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งกับอธิบาย เล่ม 2 (พิมพ์ครั้งที่ 2, ,ม.ป.พ. 2475) น. 146-147.
↑32 มาตรา 148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้

(1) เมื่อเป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล

(2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งได้กำหนดวิธีการชั่วคราวให้อยู่ภายในบังคับที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเสียได้ตามพฤติการณ์

(3) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้ยกคำฟ้องเสียโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ในศาลเดียวกันหรือในศาลอื่น ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

↑33 มาตรา 5 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ. 127

เมื่อโจทย์จำเลยมาถึงศาลพร้อมกันได้เมื่อใด ให้ผู้พิพากษามีอำนาจว่ากล่าวเปรียบเทียบให้คู่ความปรานีปรานอมยอมกันได้

↑34 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ, บทพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งกับอธิบาย เล่ม 2 น. 165.
↑35 มาตรา 19 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ศาลมีอำนาจสั่งได้ตามที่เห็นสมควรให้คู่ความทุกฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาศาลด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าคู่ความนั้น ๆ จะได้มีทนายความว่าต่างแก้ต่างอยู่แล้วก็ดี อนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่าการที่คู่ความมาศาลด้วยตนเองอาจยังให้เกิดความตกลงหรือการประนีประนอมยอมความดังที่บัญญัติไว้ในมาตราต่อไปนี้ ก็ให้ศาลสั่งให้คู่ความมาศาลด้วยตนเอง

มาตรา 20 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลมีอำนาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้น

↑36 คำนำ ใน พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี และ พระนาถมณฑาดุลสุนทรวาที, คำอธิบายกฎหมายล้มละลาย น. ก.
↑37 ภาควิชานิติศึกษาทางสังคม ปรัชญา และประวัติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, บันทึกคำสัมภาษณ์พระยามานวราชเสวี (พิมพ์ครั้งที่ 2, วิญญูชน 2557) น.108.
↑38 ไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันท์, ชีวิต งาน ตำรา และการ ‘ก๊อปปี้’ ประมวลแพ่งของพระยามานวราชเสวี (the 101, 12 กุมภาพันธ์ 2569) <https://pridi.or.th/th/content/2020/11/490>

ไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันท์ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ จิตร ณ สงขลา

Back To Top