Cover Image

ภราดรโต้เดือด ซัดคดีฮั้วสว.-ขบวนการล้มภท. สภาร้อนถกรายงานกกต. ฝ่ายค้านไล่บี้คนสนิท ส.ส.

ภราดรโต้เดือด ซัดคดีฮั้วสว.-ขบวนการล้มภท. สภาร้อนถกรายงานกกต. ฝ่ายค้านไล่บี้คนสนิทส.ส. กลุ่มสำรอง ร้องศาลฎีกาขอเพิกถอนคำวินิจฉัย ‘ทักษิณ’ ฟ้องภาษีซ้ำซ้อน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณารับทราบผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประจำปีงบประมาณ 2567และ 2568 โดยมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ชี้แจงรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุม

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ภารกิจของกกต.ปี 2567 ไม่พ้นเรื่องการจัดการเลือกส.ว.ให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ท่ามกลางหลักฐานมหาศาลเกี่ยวกับการโกงสว. กกต.มีมติเสียงข้างมากว่ามีจำนวนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงและเห็นควรสั่งฟ้องไปที่ศาลเพียง 77 คน ประกอบด้วย สว.26 คน แกนนำพรรคภูมิใจไทย คือ รัฐมนตรี ส.ส.และกรรมการบริหารพรรค เพียง 1 คน ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่26 ที่เสนอให้สั่่งฟ้อง 229 คน และน้อยกว่าความเห็นของรองเลขาธิการกกต.ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 140-200 คน มติเสียงข้างมากของกกต.ขัดหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฎต่อสาธารณะและต่อหน่วยงานกกต. เรียกได้ว่าเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมติชอบ

“มติของกกต.สะท้อนว่าเสียงข้างมากจงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ช้างตัวที่ 1.ความเป็นขบวนการโกงส.ว.ที่ตีกรอบว่าขบวนการโกงต่างๆไม่เกี่ยวกัน ขัดหลักฐานว่าการโกงทำเป็นขบวนการ ช้างตัวที่ 2 ความเชื่อมโยงถึงแกนนำ รัฐมนตรี ส.ส.พรรคภูมิใจไทย แม้กกต.ปัดตกคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา พยานคดีนี้ แต่หลักฐานที่โยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่คำให้การของนายเอกราช แต่มีหลักฐานอื่นๆ ช้างตัว 3.มาตรฐานกกต.ปีที่แล้วเคยสั่งฟ้องการโกงส.ว.ไปที่ศาล โดยมีหลักฐานแค่แชทไลน์ของ คน 2คนที่มีข้อความแลกเปลี่ยนคะแนนกัน แต่ปีนี้ไม่ฟ้องส.ว.ร้อยกว่าคนที่อยู่ในโพยใบสั่ง มีการแลกคะแนนเป็นระบบ ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต” นายพริษฐ์ กล่าว

ผูู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมการประชุมส.ส.ส่วนใหญ่ท้วงติงการทำงานของกกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานองค์กรอิสระ ว่ามีผลดำเนินงานน่ากังขาที่สุด พร้อมเรียกร้องให้ กกต.ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาทั้งหมด อย่าตัดตอนเฉพาะ 77 คนทั้งที่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจนกับเครือข่ายพรรคการเมืองและบุคคลต่างๆ โดยส.ส.พรรคภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงจำนวนมาก

ต่อมา นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า พวกตนถูกกล่าวหาเรื่องนี้มา 2 ปีแล้ว ข้อกล่าวหาใหญ่ คือ การเลือกตั้งสว.เมื่อปี 2567 เป็นกระบวนการการฮั้ววงใหญ่ที่สุดในประเทศ พาดพิงว่าเกิดจากพรรคของพวกตน โดยเฉพาะกรรมการบริหารพรรค เพราะต้องการให้พรรคตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยมีปลายทาง คือ นำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย ตนถามกกต.ว่า เคยสังเกตหรือไม่ ว่ามีกระบวนการพยายามใส่ร้ายป้ายสีพวกตน

“หากทั้ง7ท่านเชื่อตามสำนวนของคณะอนุฯ ชุดที่ 26ว่ากระบวนการฮั้วมีอยู่จริง ทำไมไม่ลงมติแบบก้อนใหญ่ แต่กลับลงมติเป็นรายบุคคลเป็นเอกฉันท์ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หมายความว่าไม่ได้มีกระบวนการนี้อยู่จริง ส่วนเรื่องโพยเคยสงสัยหรือไม่ว่าเป็นโพยจริงหรือโพยปลอม มั่นใจได้อย่างไรว่าโพยเกิดขึ้นในสนามเลือกตั้งที่เมืองทองวันนั้น ผมสงสัยได้หรือไม่ว่าทำขึ้นมาหลังได้ผู้ชนะการเลือกตั้งแล้วมาใส่เลขทีหลัง” นายภราดร กล่าว

ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน กลุ่มส.ว.สำรองนำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยขอให้ศาลตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือฮั้วเลือก สว. กรณีกกต.มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า กกต.มีมติยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ตนยืนยันว่ามีขบวนการจัดทําขึ้นและโพยฉบับแรกที่ตนพบเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ทั้ง 77 ราย กกต.วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กกต. ไม่พูดถึงมาตรา 62 เลย ถือว่ากกต.ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน กลุ่ม ส.ว.สํารอง จึงยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยของกกต.ว่าผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่ 1-3 ไม่ผิด

วันเดียวกัน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่ 68902568 วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่าการประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้วนั้น

“แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรจากการที่นายทักษิณขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ 329,200,000 หุ้นให้แก่กลุ่มเทมาเส็กในปี 2549 คิดเป็นเงิน 15,883,900,000 บาท ถือเป็นฐานเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อชำระภาษีประจำปี 2549 แต่เงินได้ 15,883,900,000 บาทดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเงินได้ที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯทั้งหมด 1,419,490,150 หุ้น ซึ่งนายทักษิณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วันที่ 26 ก.พ.2553 ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งสิ้นแล้ว รวม 46,373,687,454.70 บาท จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯคงเหลือให้ต้องชำระภาษีสำหรับปี 2549 อีกต่อไป การที่กรมสรรพากรยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณในเวลาต่อมาเป็นการยึดและอายัดซ้ำซ้อนกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 เป็นการยึดอายัดโดยมิชอบ เกินกว่าที่นายทักษิณต้องรับผิดตามกฎหมาย ถือว่านายทักษิณถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว จึงเป็นมูลเหตุให้ต้องยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอาการกลางเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว นอกจากนั้นนายทักษิณขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้กรมสรรพากรกระทำซ้ำ ซึ่งการยึดและอายัดทรัพย์โดยมิชอบดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา โดยศาลนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 และนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยานในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569” นายวิญญัติ กล่าว

Back To Top