Cover Image

หุ้นไทยขาลง?


เป็นเวลานานพอสมควรที่ “โมนิก้า” เห็นอาการซบเซาจนน่าใจหายของหุ้นที่ซื้อขายในตลาด mai แล้วมันอดไม่ได้จริง ๆ จึงต้องลุกขึ้นมาสะกิดหัวไหล่บรรดานักล่าของดีให้ตื่นจากภวังค์กันสักหน่อย! เพราะตัวเลขมูลค่าการซื้อขายที่หดหายไปจนดูเหมือนไม่มีใครเหลียวแล มันไม่ได้สะท้อนความจริงอันแสนเร้าใจของผลประกอบการบริษัท “เล็กพริกขี้หนู” ที่สามารถประคองตัวเองให้ผ่านภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้นะคะ

หากพิจารณาอย่างถ่องแท้ สาเหตุที่ทำให้ตลาด mai ดูเหงา ไม่ใช่เพราะบริษัทแย่ลง แต่มาจากเม็ดเงินก้อนโตเลือกปักหลักเน้นหุ้น SET50 หรือหุ้นสภาพคล่องสูงเพื่อรับความผันผวน ส่งผลให้หุ้นเล็กถูกมองข้ามไปชั่วคราว ผนวกกับบริษัทขนาดเล็กไร้สตอรี่ฉูดฉาดมาจุดไฟไล่ราคา และที่สำคัญคือกฎเกณฑ์ที่เข้มทำให้สายบู๊ หรือขาใหญ่ไม่กล้าเข้ามาลุยสุดซอยเหมือนเมื่อก่อน จึงทำให้วอลุ่มเทรดดูบางเบาลงอย่างเห็นได้ชัดไงล่ะค่ะ

พูดถึงเรื่องกฎระเบียบขึ้นมาทั้งที อีฉันคงมองไปที่ ก.ล.ต. เพื่อชี้ให้เห็นคดีประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ หลังศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ “ชญานี” ผู้บริหาร บล.คิงส์ฟอร์ด เป็นคนชนะคดีที่ต่อสู้กันมาเป็นเวลา 10 ปี โดยมูลเหตุของเรื่องนี้เกิดจาก ก.ล.ต. สั่งแบนการปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 1 ปี ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำตัดสินออกมาว่า เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษายืนตามเจ้าค่ะ

ประเด็นนี้ทำให้ผู้คนในตลาดหุ้นเม้าท์ให้แซ่ดกันเลยทีเดียว! ซึ่งมีทั้งฝั่งที่รู้สึกเห็นใจสำนักงาน และฝั่งที่ไม่เห็นใจสำนักงานก็เยอะเหมือนกัน พร้อมกันนั้นก็ทำให้บางคนที่ถูกลงโทษเกิดอาการอยากสู้กลับไม่ใช่น้อย “โมนิก้า” เลยมองสถานการณ์ตรงนี้ไม่เป็นผลดีต่อสำนักงานสุด ๆ เพราะการทำงานต่อจากนี้จะยากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน หลังดาบอาญาสิทธิ์ที่ได้เพิ่มมาเที่ยวล่าสุด อาจย้อนกลับมาแทงตัวเองเหมือนเคสนี้นะซี

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เดี๊ยนไม่แปลกใจที่ดัชนีทรุดลงต่อเนื่อง เพราะการขึ้นของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมานั้น ล้วนเกิดจากการถีบตัวของหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เมื่อหุ้นเหล่านั้นหมดมุกที่จะปั่นกระแสให้ขึ้นต่อ จึงมีการถล่มขายหุ้นออกมาเรื่อย ๆ วานนี้ถึงเห็นดัชนีลงมาปิดที่ระดับ 1,562.73 จุด ลบไป 15.93 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.55 หมื่นล้านบาท และยังหลุดแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,570 จุดแบบนี้..สงสัยจะลงยาวเสียแล้วกระมัง!

ตรงนี้ทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น ADVANC เพื่อชี้ให้เห็นแรงขายที่ออกมามากผิดปกติวานนี้ จนหุ้นลงมายืนปิดที่ระดับ 341 บาท ลบไป 12 บาท หรือลงไป 3.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.94 พันล้านบาท และทำท่าจะหลุดจุดเด้งครั้งก่อนที่บริเวณ 340 บาท ย่อมทำให้อีฉันรู้สึกกังวลอย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งที่หุ้นตัวนี้ลงแรงทีไร มันเหมือนเป็นสัญญาณที่ย้ำให้รู้ว่า เงินกำลังไหลออกนะจะบอกให้

เช่นเดียวกับในรายของ IRPC ที่อุตส่าห์ไต่ระดับขึ้นจากบริเวณ 1.60 บาท ก่อนจะขึ้นไปทำไฮที่บริเวณ 3.22 บาท ต่อจากนั้นร่วงลงมาเรื่อย ๆ จนวานนี้โดนสาดตูมเดียว ส่งผลให้หุ้นลงมาปิดที่ระดับ 2.74 บาท ลบไป 0.22 บาท หรือลงไป 7.43% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.13 พันล้านบาท ทั้งที่สถานการณ์ของธุรกิจยังประคองตัวไปได้แบบนี้ อีฉันย่อมมองแรงขายที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาจากการปรับพอร์ตใหญ่ของนักลงทุนสถาบัน และหุ้นมีโอกาสซึมลงต่อเจ้าค่ะ

ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” อยากเอ่ยถึงหุ้น BCP ขึ้นมาทันที เพราะเป็นหุ้นอีกหนึ่งตัวที่มีลักษณะถูกรินขายออกมาในช่วง 3 วันก่อน แต่วานนี้กลับโดนรินหนักกว่าเดิมอย่างชัดเจน จนหุ้นลงมาทำโลว์ที่ระดับ 52.50 บาท ก่อนจะตีตื้นขึ้นมาปิดที่ระดับ 55 บาท ลบไป 1.75 บาท หรือลงไป 308% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.13 พันล้านบาท กลายเป็นช็อตที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนที่ถือหุ้นราคาสูงนะจ๊ะ

พูดถึงเรื่องเสียวขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” ขอมองไปที่หุ้น AOT เพื่อชี้ให้นักเล่นได้คิดว่า จุดเด้งตรงบริเวณ 60 บาทยังทำงานได้ดีเหมือน 2 เดือนก่อนไหม? หลังวานนี้หุ้นลงมายืนปิดที่ระดับ 60.50 บาท ลบไป 1 บาท หรือลงไป 1.63% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.06 พันล้านบาท ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้อให้นักลงทุนสถาบันถือหุ้น ส่งผลให้การยืนระยะของหุ้นยัง 50:50 นะจะบอกให้

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button

Back To Top