เคาะ “กรุงไทย” บริหารจัดการรายได้กลาง ระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้า
“คนต.” เคาะ “กรุงไทย” เป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง บริหาร CCH ขับเคลื่อนตั๋วร่วมค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ลดภาระค่าครองชีพ สร้างความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 3/2569 หรือบอร์ดตั๋วร่วมว่า จากการประชุมคนต.ในครั้งที่ผ่านมา การพัฒนาระบบตั๋วร่วมมีความคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรมและมีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมมีผลบังคับใช้แล้วหลายฉบับเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและเครื่องมือในการกำกับดูแลของภาครัฐ
สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าแผนการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท
พร้อมทั้งพิจารณาวาระที่สำคัญ ได้แก่ การพิจารณาหน่วยงานที่มีความเหมาะสมในการเป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) และการพิจารณากฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับอัตราค่าโดยสารร่วม จำนวน 2 ฉบับ เพื่อให้เกิดกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดผลเชิงโครงสร้างของระบบตั๋วร่วมเป็นรูปธรรมในการช่วยลดภาระค่าครองชีพสร้างความสะดวกสบายในการเดินทางให้แก่ประชาชน
สำหรับความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ออกประกาศสำนักงานและลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จำนวน 5 ฉบับแล้ว ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ลงนามประกาศกระทรวงคมนาคม 6 ฉบับ และประกาศ คนต. 2 ฉบับแล้ววันที่ 14 กันยายน 2569
นอกจากนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังได้รายงานความคืบหน้าการเจรจากับผู้ประกอบการ การดำเนินงานตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 รวมถึงการติดตั้งและทดสอบระบบตั๋วร่วม โดยที่ประชุมมีมติรับทราบ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดให้เป็นไปตามแผนงาน
”ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาประกอบกิจการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และมติ คนต. เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569“ นายพิพัฒน์กล่าว