Cover Image

เมื่อห้องเรียนไม่ให้คำตอบ แต่สอนให้เด็ก "สร้างคำตอบเอง"

  1. หน้าหลัก 
  2. อาชญากรรม 
  3. หน้าต่างสังคม 

เมื่อห้องเรียนไม่ให้คำตอบ แต่สอนให้เด็ก "สร้างคำตอบเอง"

เผยแพร่: 15 ก.ย. 2569 20:58   ปรับปรุง: 15 ก.ย. 2569 20:58   โดย: ทีมข่าวคุณภาพชีวิต



เปิดโมเดลดรุณาราชบุรี ใช้ GPAS 5 Steps เปลี่ยนครูจากผู้บอกความรู้ เด็กจากผู้จำ สู่ผู้คิด–ลงมือทำ–สร้างนวัตกรรม เทศบาลนครสมุทรปราการเตรียมถอดบทเรียนขยายผลสู่โรงเรียนท้องถิ่น

หากการศึกษาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เด็ก “จำคำตอบที่ถูกต้อง” แต่ต้องทำให้เด็กมองเห็นปัญหา ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ และสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาจากความรู้ที่มี ห้องเรียนก็อาจต้องเปลี่ยนไปมากกว่าการเปลี่ยนตำรา หรือเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปอีกหนึ่งชิ้น

ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี จังหวัดราชบุรี ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงมัธยมศึกษา ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งไม่ได้วัดปลายทางเพียงว่าเด็กตอบข้อสอบได้หรือไม่ แต่พยายามฝึกให้เด็ก “มีวิธีคิด” ที่สามารถนำติดตัวไปใช้กับปัญหาใหม่ได้

ภาพที่เกิดขึ้นในห้องเรียน จึงไม่ใช่เพียงเด็กยกมือตอบคำถามครู แต่มีตั้งแต่เด็กค้นข้อมูล วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือสร้าง สื่อสารแนวคิด ไปจนถึงต่อยอดสิ่งที่เรียนเป็นโครงงานและนวัตกรรมของตัวเอง

จาก “ปวดหลังตอนเรียน” สู่แนวคิด AI ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์

หนึ่งในตัวอย่างคือ นายอัครพล จำปา หรือ “ไทม์” นักเรียนชั้น ม.6/1 แผนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์-ปัญญาประดิษฐ์

จุดเริ่มต้นของโครงงานไม่ได้มาจากโจทย์ใหญ่ระดับประเทศ แต่มาจากปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองระหว่างนั่งเรียน คือ “ปวดหลัง”

จากสิ่งที่สังเกตเห็นในชีวิตประจำวัน ไทม์และเพื่อนนำไปค้นคว้าต่อ จนเกิดแนวคิดพัฒนา ระบบ Robotics ทำงานร่วมกับโมเดล AI เพื่อวิเคราะห์และต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในโรงเรียน ปัจจุบันส่วนของโมเดลผ่านการทดลองและเก็บข้อมูลแล้ว ขณะที่ตัวหุ่นยนต์อยู่ระหว่างการพัฒนา

สำหรับเขา สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ปลายทางว่าโครงงานจะได้รางวัลหรือไม่ แต่คือกระบวนการที่ทำให้รู้ว่า เมื่อเจอปัญหาหนึ่งเรื่อง เขาจะเริ่มต้นคิดและเดินหน้าหาคำตอบอย่างไร

“มันทำให้ผมคิดเป็นสเต็ปมากขึ้น มีระบบระเบียบมากขึ้น และไม่ได้เรียนแค่ทฤษฎี แต่ได้ลงมือปฏิบัติจริง สิ่งเหล่านี้สามารถเอาไปใช้กับสถานการณ์อื่นในชีวิตได้”

นี่อาจเป็นคำตอบที่ชัดกว่าคำอธิบายเชิงทฤษฎีว่า Active Learning แตกต่างจากการเรียนแบบท่องจำอย่างไร

เพราะเด็กไม่ได้เพียง “รู้เรื่อง AI” แต่เริ่มตั้งคำถามว่า AI จะเอาไปแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

จากเด็กขี้อาย สู่เวที Coding

ขณะที่ นายอภิมุข กลึงชัง หรือ “อาร์ม” นักเรียนชั้น ม.6/1 แผนเดียวกัน มองผลของกระบวนการนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

จากเดิมที่เป็นคนขี้อายและไม่กล้าแสดงออก การทำงานแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ค้นข้อมูล วิเคราะห์ วางแผน ลงมือทำ และนำเสนอ ทำให้เขาค่อย ๆ พัฒนาทั้งการคิดโครงงานและทักษะการสื่อสาร

อาร์มเคยนำผลงาน ระบบพยากรณ์อายุการใช้งานของปั๊มน้ำ เข้าร่วมการแข่งขัน Coding Thailand ของ depa รอบคัดเลือกระดับภาคกลาง และผ่านการคัดเลือกระดับภาค

แต่ผลที่เขามองว่าสำคัญไม่แพ้การแข่งขัน คือการ “ปลดล็อก” ตัวเองจากคนที่ไม่กล้านำเสนอ กลายเป็นคนที่กล้าคิด กล้าพูด และเริ่มมี “ไฟ” อยากสร้างโปรเจกต์ใหม่ต่อไป

นี่คืออีกด้านของคำว่า “สมรรถนะ” ที่ไม่ได้ปรากฏเป็นตัวเลขคะแนนเพียงอย่างเดียว

ถ้าครูไม่เปลี่ยน ห้องเรียนก็เปลี่ยนยาก

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี มองว่า หัวใจสำคัญที่สุดประการหนึ่งไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์หรือเทคโนโลยี แต่คือ Mindset ของครู

เพราะต่อให้มีหลักสูตร Active Learning แต่หากบทบาทของครูยังคงเป็นผู้พูด ผู้กำหนดคำตอบ และเด็กเป็นเพียงผู้รับ กระบวนการคิดของเด็กก็เกิดขึ้นได้ยาก

“ถ้าคุณครูไม่เปลี่ยน Mindset มันไม่เกิด”

เมื่อครูเปลี่ยนจากการให้คำตอบ มาเป็นผู้ตั้งคำถามและสร้างสถานการณ์ให้เด็กคิด บทบาทในห้องเรียนจึงเริ่มกลับด้าน

ครูอาจต้องเตรียมการมากขึ้นก่อนเข้าห้อง แต่เมื่อเริ่มเรียนจริง ครูกลับพูดน้อยลง ขณะที่เด็กต้องทำงานทางความคิดมากขึ้น

อีกหัวใจหนึ่งคือ ความต่อเนื่อง

โรงเรียนไม่ได้ทำ Active Learning เป็นกิจกรรมพิเศษเฉพาะบางวิชา หรือทำเพื่อโชว์ในบางโครงการ แต่พยายามวางกระบวนการคิดต่อเนื่องตั้งแต่เด็กปฐมวัย ไล่ระดับขึ้นไปจนถึงมัธยมปลาย เพื่อให้ “วิธีคิด” กลายเป็นทักษะติดตัว ไม่ใช่เทคนิคที่ใช้เฉพาะเวลาเรียนวิชาหนึ่ง

เป้าหมายในระยะต่อไป จึงเป็นการเพิ่มความเข้มข้นของกระบวนการนี้ พร้อมรักษาปรัชญาของโรงเรียน “คุณธรรมนำวิชา พัฒนาสุข” เพื่อให้ความสามารถในการคิดและสร้างสิ่งใหม่ เดินไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและสังคม

Good Student ต้องเริ่มจาก Good Teacher

นางปาลิกา ศรีสารากร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ โรงเรียนดรุณาราชบุรี บอกว่า ผลที่โรงเรียนเห็นชัดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักเรียน แต่เกิดกับครูด้วย

เมื่อเปลี่ยนจาก Passive Learning มาเป็น Active Learning โรงเรียนเริ่มมองเห็นสิ่งที่แต่เดิมอาจซ่อนอยู่ในตัวเด็ก ทั้งความสามารถในการคิด คุณลักษณะ การแก้ปัญหา และความรู้ที่เด็กสร้างขึ้นจากประสบการณ์ของตัวเอง

ขณะเดียวกัน ครูต้องเปลี่ยนทั้งกระบวนการคิด วิธีสอน และวิธีประเมิน

“ถ้าในอนาคตเราจะมี Good Student เราต้องมี Good Teacher”

การวัดผลจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงตัดสินว่าใครผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ต้องใช้เพื่อดูด้วยว่า เด็กพัฒนาไปถึงไหนแล้ว และครูต้องช่วยเติมตรงไหนต่อ

GPAS 5 Steps ไม่ได้เริ่มจาก “ทำกิจกรรมสนุก” แต่เริ่มจากระบบคิด

สิ่งที่เรียกว่า GPAS 5 Steps ประกอบด้วยกระบวนการตั้งแต่การรวบรวมและคัดเลือกข้อมูล การคิดวิเคราะห์และจัดกระทำข้อมูล การนำความรู้ไปลงมือปฏิบัติ การสื่อสารนำเสนอ ไปจนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตัวเอง โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้เรียนสร้างความรู้และนำไปใช้แก้ปัญหาจริงได้ ไม่ใช่เพียงรับข้อมูลจากครู

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ซึ่งมีบทบาทผลักดันแนวคิด GPAS 5 Steps ในระบบการศึกษาไทย เคยอธิบายกรอบสำคัญของ Active Learning ไว้ในทิศทางเดียวกันว่า ผู้เรียนต้องไม่เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องเป็น “เจ้าของการเรียนรู้” ตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ ลงมือแก้ปัญหา สื่อสาร ไปจนถึงสร้างคุณค่าจากสิ่งที่เรียนรู้

ดังนั้น Active Learning จึงไม่ควรถูกตีความเพียงว่า “ครูพาเด็กทำกิจกรรมเยอะขึ้น”

เพราะหากทำกิจกรรมเสร็จแล้วเด็กยังไม่ได้คิด กระบวนการเรียนรู้ก็อาจไม่ได้เปลี่ยนจากเดิมมากนัก

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ห้องเรียนมีกิจกรรมหรือไม่

แต่คือ ในกิจกรรมนั้น เด็กได้คิดอะไรด้วยตัวเองบ้าง

เทศบาลนครสมุทรปราการมาดู ไม่ใช่แค่ “ห้องเรียน” แต่ดูทั้งระบบ

โมเดลดังกล่าวทำให้คณะผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด เทศบาลนครสมุทรปราการ เดินทางมาศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี เพื่อดูตั้งแต่ระดับนโยบาย การบริหารจัดการ การพัฒนาครู ไปจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชั้นเรียน

นางสาวณภัชภา ชุติถาวรพัฒน์ ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลนครสมุทรปราการ มองว่า จุดที่น่าสนใจของดรุณาราชบุรี คือการนำ GPAS 5 Steps ไปใช้ในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนกว่า 4,000 คน และทำให้เกิดการจัดการเรียนรู้ในทิศทางเดียวกัน

สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียงผลงานเด็กปลายทาง แต่รวมถึงนโยบายผู้บริหาร ระบบบริหารจัดการ และการส่งต่อแนวทางจากผู้บริหารไปสู่ครู ก่อนจะลงไปถึงตัวผู้เรียน

ขณะที่ นางสุภาวดี รักษามั่น ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) ระบุว่า โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการมีการใช้ Active Learning อยู่แล้ว แต่รูปแบบอาจแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของครูแต่ละคน

สิ่งที่ได้จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ คือการเห็นตัวอย่างของโรงเรียนที่นำกระบวนการเดียวกันมาใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ และสามารถนำแนวคิดกลับไปต่อยอดทั้งกับครู บุคลากร และผู้เรียนในสังกัดได้

ส่วน นางวารุณี วงศ์พิมพ์พระ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 4 (สิทธิไชยอุปถัมภ์) มองว่า แนวทางที่เกิดขึ้นที่นี่สามารถเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้

นอกจากการดูชั้นเรียนจริง คณะยังได้เห็นการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาประกอบการจัดการศึกษา ทั้ง Montessori ในระดับปฐมวัย แพลตฟอร์มคณิตศาสตร์ Eduten จากฟินแลนด์ หลักสูตรภาษาอังกฤษ ภาษาจีน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์และ AI รวมถึงแพลตฟอร์ม PW Plus เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการประเมินผลเชิงสมรรถนะ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทเรียนจากดรุณาราชบุรีกำลังสะท้อน อาจไม่ใช่การบอกว่าโรงเรียนทุกแห่งต้องมีเทคโนโลยีเหมือนกันทั้งหมด

แต่อยู่ที่คำถามว่า โรงเรียนจะออกแบบระบบอย่างไร ให้ทุกเครื่องมือกลับไปทำหน้าที่เดียวกัน คือทำให้เด็กคิดได้ดีขึ้น

ถึงเวลาหรือยัง ที่การศึกษาไทยต้องเลิกถามเพียงว่า “สอนไปถึงไหนแล้ว”

การเดินทางมาดูงานของเทศบาลนครสมุทรปราการอาจเป็นเพียงหนึ่งกิจกรรมในหนึ่งวัน

แต่ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น คือ หากโรงเรียนหนึ่งสามารถทำให้เด็กคนหนึ่งมอง “อาการปวดหลัง” แล้วคิดต่อไปถึง AI และหุ่นยนต์ หรือทำให้เด็กขี้อายคนหนึ่งกล้าพัฒนาโครงงานจนขึ้นเวทีแข่งขันได้ คำถามที่ระบบการศึกษาไทยอาจต้องกลับไปคิด คือ

เราควรวัดความสำเร็จของห้องเรียนจากอะไร

จากจำนวนบทที่ครูสอนได้ครบ?

จากคะแนนที่เด็กทำได้?

หรือจากวันที่เด็กสามารถเจอปัญหาที่ไม่เคยมีอยู่ในข้อสอบ แล้วรู้ว่า จะคิดอย่างไรเพื่อหาคำตอบด้วยตัวเอง

เพราะโลกที่เด็กรุ่นนี้กำลังจะออกไปเผชิญ จะมีคำถามใหม่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตำราเรียนจะเขียนคำตอบทัน

หากการศึกษายังทำหน้าที่เพียงส่งต่อ “คำตอบของเมื่อวาน”

สิ่งที่เด็กต้องการจากห้องเรียนในวันนี้ อาจไม่ใช่คำตอบเพิ่มอีกหนึ่งข้อ

แต่คือ ความสามารถที่จะสร้างคำตอบของวันพรุ่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง.

Back To Top