ฆาตกรสังหารลูกหรือแม่ที่ป่วยจิตเวช คำถามที่ไร้คำตัดสิน กับคดีลินซีย์ แคลนซีย์
“ลินซีย์ถูกวาดภาพว่าเป็นปีศาจร้าย จากคนที่ไม่เคยพบ หรือรู้จักตัวตนของเธอเลย”
1.
อีกแค่ 1 ปี ผู้พิพากษา วิลเลี่ยม ซัลลิแวน (William Sullivan) ก็จะเกษียณอายุจากศาลสูงแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ที่กำหนดอายุไว้ที่ 70 ปีแล้ว และเขากำลังชั่งใจสำคัญว่า จะให้สังคมจดจำตัวเองว่าอย่างไร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคดีนี้เพียงคดีเดียวเท่านั้น
ประวัติของวิลเลี่ยมน่าสนใจและน่าอื้อฉาว เจ้าตัวไต่เต้าเล่าเรียนกฎหมาย มาเป็นอัยการที่ดำเนินคดีมากมาย ในอดีตเคยสั่งฟ้องอาชญากรป่วยทางจิตที่ก่อเหตุฆาตกรรมแฟนสาว ให้ติดคุกตลอดชีวิตมาแล้ว วีรกรรมนี้ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าเพิกเฉย ไม่สนใจภูมิหลังของจำเลยว่า อาจก่อเหตุฆาตกรรมเพราะเป็นจิตเวชมากกว่า
ยิ่งในปี 2014 ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์แต่งตั้งวิลเลี่ยมให้เป็นผู้พิพากษา มีคดีหนึ่งที่เขาปัดตกหลักฐานทางการแพทย์ว่า จำเลยป่วยทางจิต จนทำให้สาธารณชนก่นด่าอย่างรุนแรง
เมื่อถูกมอบหมายให้มาตัดสินคดีล่าสุด จึงถูกตั้งข้อสงสัยว่า จะทำแบบเดิมอีกหรือไม่ แต่ดูเหมือนผู้พิพากษาคนนี้จะได้รับบทเรียน เขาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ไม่ให้ใครว่า หรือจดจำว่าไม่สนใจเรื่องจิตเวชอีกต่อไป
คดีที่ผู้พิพากษาวิลเลี่ยมต้องนั่งว่าความนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อและสังคมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนักข่าวจะแห่มาเต็มศาลแล้ว ภายนอกยังมีคนมาชูป้ายสนับสนุนจำเลย ให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก
นั่นทำให้ชายชราวัย 69 ปีต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำเสนอหลักฐาน และต่อสู้คัดง้างอย่างเต็มที่ ตลอด 6 สัปดาห์ โดยไม่เพิกเฉยประวัติการรักษาทางจิตเวชของจำเลย เพื่อให้ลูกขุนทั้ง 12 คนที่ถูกคัดเลือก ได้พิจารณาอย่างรอบด้านว่าจำเลยมีความผิดจริงหรือไม่
อย่างไรก็ดี แม้จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ทางผู้พิพากษาวิลเลี่ยมกลับพบอุปสรรค ผ่านไป 2 วัน คำถามที่รอคอยยังไม่ปรากฏ ทางลูกขุนแจ้งเขาว่า ไม่อาจหาคำตัดสินได้
“พวกคุณเดินมาถึงจุดนี้แล้ว ไปคุยให้ได้คำตอบเสียนะ” วิลเลี่ยมอาศัยประสบการณ์โชกโชนปลอบประโลม
แต่วันที่ 3 และวันที่ 4 ทุกอย่างยังคงเป็นดังเดิม
12 ลูกขุน ไม่สามารถหาคำตัดสินได้ว่า จำเลยมีความผิดจริงหรือไม่
ผ่านไปกว่า 7 วัน หัวหน้าลูกขุน แจ้งผู้พิพากษาวิลเลี่ยมว่า พวกเขาไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ได้
ทุกอย่างยันคาไว้ที่ 11 ต่อ 1
โดย 11 เสียงยืนยันว่าจำเลยไม่มีความผิด ขณะที่อีกหนึ่งยังยืนกรานว่า ฆาตกรทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน จึงต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย
ภายใต้ระบบไต่สวนของสหรัฐอเมริกา พวกเขาใช้ระบบลูกขุน ประชาชนคนธรรมดาจะถูกคัดเลือกจากรัฐให้มาทำหน้าที่ตามกฎหมาย พิจารณาคดี แล้วหาข้อสรุปว่า ควรจะมีคำตัดสินว่าอย่างไร ผู้พิพากษาทำหน้าที่เพียงให้กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างถูกต้องชอบธรรมที่สุด และกำหนดโทษตามที่ลูกขุนมีคำพิพากษามาเท่านั้น
และหากจะให้ใครมีความผิด ลูกขุนจะต้องเห็นด้วยทั้งหมด 12 เสียง คะแนนเป็นเอกฉันท์ ถึงจะพิพากษามนุษย์คนหนึ่งได้
แต่ในคดีของผู้พิพากษาวิลเลี่ยมนี้ คะแนนของลูกขุนยันกันที่ 11 ต่อ 1 เป็นเวลา 7 วันแล้ว หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ชายชราวัย 69 ปี ตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยทำตามระเบียบของกฎหมาย ประกาศออกมาว่า “ให้คดีนี้เป็นโมฆะ”
นั่นทำให้ลูกขุนทั้ง 12 คนหมดหน้าที่โดยปริยาย อัยการจะต้องไปรวบรวมหลักฐาน เช่นเดียวกับทนายจำเลย เพื่อเข้าสู่การไต่สวนครั้งใหม่ กับลูกขุนชุดใหม่อีกครั้ง
ผู้พิพากษาวิลเลี่ยมหวังว่าการกระทำนี้ จะชอบธรรม มันอาจเป็นบทบาทครั้งสุดท้ายของเขาต่อชีวิตตุลาการนี้ แต่ก็คงไม่แคล้วโดนสังคมวิจารณ์อย่างแน่นอน กระนั้นเจ้าตัวเชื่อว่าได้ทำดีที่สุด ภายใต้ตราชั่งแห่งความยุติธรรมแล้ว
ทำไมคดีนี้ถึงวุ่นวายและอลหม่านเพียงนั้น
หากมองในมุมเดียว จำเลย ซึ่งเป็นหญิงสาวอายุ 36 ปี ก่อเหตุฆาตกรรมสังหารลูกๆ ทั้ง 3 คนอย่างโหดเหี้ยม และพยายามจะจบชีวิตตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ นั่นทำให้เธอเป็นอัมพาตท่อนล่าง ต้องนั่งรถเข็นมาศาล
อัยการยืนยันว่าลินซีย์ แคลนซีย์ (Lindsay Clancy) เป็นคนสุดเหี้ยม และจะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีอะไรซับซ้อน ฆาตกรย่อมต้องได้รับการลงทัณฑ์
ทว่าทนายของลินซีย์ ร่วมกับสามีที่สูญเสียลูกทั้ง 3 คน ต่างโต้แย้งและต่อสู้ จนทำให้มีลูกขุนถึง 11 คน ยืนยันว่าเธอไม่มีความผิดในความตายสุดสยองนี้ พวกเขายืนยันว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ฆาตกร แต่คือผู้ป่วยทางจิตเวชที่สังคมเพิกเฉย ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมดังกล่าว…
2.
ลินซีย์ ทำงานเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลในบอสตัน เธอแต่งงานและมีครอบครัวอบอุ่น เป็นแม่ของลูก 3 คนที่น่ารัก กระนั้นไม่มีใครรู้เลยว่า หญิงสาวที่อ่อนโยน ช่างห่วงใยคนใกล้ตัว จะมีอาการทางจิตสะสมไว้อย่างรุนแรง
หลังจากคลอดลูกคนที่ 2 เธอมีภาวะซึมเศร้าหลังการคลอดจนเริ่มวิตกกังวล เมื่อลูกคนที่ 3 เกิดมา ลินซีย์ก็ยิ่งป่วยหนักมากขึ้น ระหว่างนั้นเธอพยายามร้องขอการรักษาจากแพทย์ และเข้าพบนักจิตวิทยาหลายแห่ง
แต่ไม่มีใครช่วยเหลือเธอได้เลย
โรงพยาบาลหลายที่ ไม่ได้ติดตามอาการของหญิงสาวอย่างใกล้ชิด ความบกพร่องและละเลยตรงนี้ ทำให้จิตใจของลินซีย์แย่ลงกว่าเดิมเรื่อยๆ
สามีของเธอ ให้การในชั้นศาลว่า ในเดือนธันวาคมปี 2022 ภรรยาเคยบอกว่า อยากจะทำร้ายลูกๆ ถึง 2 ครั้งด้วยกัน นั่นทำให้ต้องพาตัวเธอเข้ารักษาอย่างจริงจังเป็นเวลา 5 วัน
แต่อาการไม่ทุเลา กลับยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ในวันที่ 24 มกราคม ปี 2023 เธอได้ยินเสียงผู้ชายในหัว พูดก้องอยู่ตลอดเวลาว่า “เจ้ากำลังจะตาย และนี่คือโอกาสสุดท้าย เพราะถ้าไม่อยู่แล้ว ลูกๆ ทุกคนจะต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส”
เสียงนี้คอยพร่ำพูดไม่หยุดหย่อน ทำให้วันนั้น ลินซีย์ วานสามีให้ออกไปซื้ออาหารและยาให้กับลูกหน่อยๆ
เมื่อเขาทำตามที่ร้องขอ ลินซีย์ จึงเดินไปหาลูกทั้ง 3 คน ก่อนจะก่อเหตุฆาตกรรม ด้วยวิธีการรัดคอลูกคนโตวัย 5 ขวบก่อน เพราะกลัวว่าจะดิ้นและหนี จากนั้นก็สังหารลูกคนรองวัย 3 ขวบ แล้วจึงจัดการทารกน้อยวัย 8 เดือน
หลังลงมือ หญิงสาวใช้มีดกรีดข้อมือ และคอ ก่อนจะวิ่งกระโดดลงมาจากบ้านชั้น 2 เพื่อหวังจบชีวิตตัวเอง ร่างกระแทกพื้น ในจังหวะที่สามีกลับมาพอดี เขารีบเรียกรถพยาบาล ก่อนจะเข้าไปในบ้าน แล้วเห็นร่างไร้ลมหายใจของเด็กๆ ยกเว้นหนูน้อยวัย 8 เดือนที่อาการสาหัส จึงรีบแจ้งตำรวจทันที
3 วันหลังโศกนาฏกรรม ทารกก็เสียชีวิต ส่วนผู้เป็นแม่รอดตายหวุดหวิด แต่เป็นอัมพาตท่อนล่างไปตลอดกาล
เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ไปทั้งโลก ทำไมแม่จึงก่อเหตุฆาตกรรมลูกๆ ของตัวเองอย่างรุนแรงขนาดนี้ สังคมก่นด่า ตำรวจสืบสวน พบว่าหญิงสาวมีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อลงมือ ทางอัยการจึงแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยการไตร่ตรองไว้ก่อนทันที
แต่สามีของลินซีย์และคนใกล้ชิด เห็นต่าง ชายหนุ่มแม้จะสูญเสียลูกไปตลอดกาล แต่เขายังรักภรรยาไม่เสื่อมคลาย ท่ามกลางการประณามจากคนภายนอก เขาออกมายืนหยัดว่า “ครอบครัวผม คือสิ่งดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิต”
“ลินซีย์ถูกวาดภาพว่าเป็นปีศาจร้าย จากคนที่ไม่เคยพบ หรือรู้จักตัวตนของเธอเลย จึงอยากเรียกร้องทุกคน ให้อภัยด้วย
เพราะภรรยาผม น่ารักและห่วงใยคนอื่นเสมอ…”
3.
อย่างไรก็ดี การกระทำของหญิงสาวถือเป็นการลงมือที่โหดเหี้ยม ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทางการเห็นควรให้ลงโทษสถานหนัก คือจำคุกตลอดชีวิต กระนั้นเสียงของผู้หญิงจำนวนมาก ต่างออกมาคัดค้าน และเลือกจะยืนเคียงข้างลินซีย์
“เธอไม่ผิด เพราะเธอป่วยเป็นภาวะซึมเศร้าหลังการคลอด”
อาการป่วยนี้ เป็นที่รับรู้ในสังคมอย่างยาวนานแล้ว และอาจเกิดกับคุณแม่ที่เพิ่งจะคลอดลูกได้เสมอ บางครั้งจะเป็นในวันแรกหลังคลอดบุตร และอาจกินเวลาต่อเนื่อง หลายอาทิตย์ ภาวะนี้นำไปสู่สภาพจิตใจที่แปรปรวน วิตกกังวล นอนไม่หลับ ไม่อยากกินอะไร และหากไม่รักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้แม่ทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายลูกได้
ดังเช่นในกรณีของลินซีย์
ทนายฝั่งจำเลยต่อสู้ในชั้นศาล โดยโชว์ภาพถ่ายที่หญิงสาวกับสามี และลูกๆ เน้นย้ำว่า จำเลยที่นั่งในรถเข็นนั้น ไม่ใช่ฆาตกรที่เหี้ยมโหดไร้ความปรานี แต่คือแม่ที่ป่วยทางจิต
“เธอพยายามจะเข้ารับการรักษาแล้ว แต่ไม่เพียงพอ เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่เพียงพอ และหลังก่อเหตุ เธอพยายามจะจบชีวิตตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ และต้องอยู่ในความจริงอันโหดร้ายนี้”
การต่อสู้ของทีมกฎหมายของหญิงสาว เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ขณะที่สื่อก็นำเสนอประเด็นภาวะซึมเศร้าหลังการคลอด โดยชี้ว่าในอเมริกา คุณแม่มือใหม่ 1 ใน 8 มีโอกาสเป็นได้ และในระดับโลก ทุกการคลอดลูก 1 พันราย จะมีแม่ 1-2 เคสที่ป่วยอาการนี้
ลินซีย์ แคลนซีย์ ยอมรับว่าได้ก่อเหตุสังหารลูกสุดที่รักทั้ง 3 คนจริง แต่ไม่ยอมรับผิดในข้อหาที่อัยการตั้งมา เธอป่วยทางจิต และทุกวันนี้ก็ถูกขังเพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาล
ทนายจำเลยและเหล่าผู้ชุมนุมที่สนับสนุนผู้หญิงคนนี้ ไม่ได้ต้องการให้ลินซีย์ได้รับการปล่อยตัว แต่อยากให้ไปรักษาตัวจนหาย สามีขึ้นให้การ เพื่อเน้นย้ำว่าโศกนาฏกรรมนี้ไม่ใช่การฆาตกรรม แต่เพราะแม่ที่รักลูกป่วยทางจิต จนเกิดเรื่องเศร้าขึ้นต่างหาก
ทว่าอัยการยืนหยัดตั้งข้อหาอย่างรุนแรง พวกเขาถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการอาชญากรที่มีโทษสูง และเน้นย้ำกับทางลูกขุนว่า “ลินซีย์ไม่เคยได้รับการวินิจฉัย ว่าป่วยเป็นภาวะซึมเศร้าหลังการคลอดจริงๆ แต่เธอวางแผนเพื่อลงมือฆ่า มีหลักฐานชัดเจน”
ดังนั้นจึงต้องเอาตัวออกจากโรงพยาบาล ไปไว้ในคุก ซึ่งจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของเธอ จวบจนวันตาย
แต่อีกฝั่งโต้ว่า ที่เธอไม่ได้รับการวินิจฉัย เพราะโรงพยาบาลละเลย ไม่ให้ความสนใจเพียงพอ คิดว่าป่วยมีอาการทางจิต ทั้งที่จริง มันรุนแรงและอันตรายมากกว่านั้น
การต่อสู้ในชั้นศาลเป็นไปอย่างดุเดือด หลักฐานถูกงัดมามากมาย จนอัยการเห็นว่า ข้อหาฆ่าคนตายด้วยการไตร่ตรองไว้ก่อน อาจจะดูรุนแรงเกินไป ดังนั้นหากลูกขุนจะเห็นควรว่าลินซีย์มีความผิดในข้อหาที่เบากว่าเดิม ก็ยังพอรับได้
ภาระสำคัญจึงอยู่ในบ่าของลูกขุนทั้ง 12 คน
และพวกเขาเห็นว่าเธอไม่ผิด จำนวน 11 ราย
มีเพียง 1 คน ซึ่งเป็นลูกชายของช่างประปาในเมืองนี้ ที่ยืนยันว่า “เธอจะหลีกหนีในสิ่งที่ทำลงไปไม่ได้ ลินซีย์ต้องได้รับโทษจากการฆ่าลูกๆ ของตัวเอง
4.
คะแนนเสียง 11 ต่อ 1 นี้เอง ทำให้คดีของลินซีย์ ไม่อาจดำเนินไปสู่บทสรุปของคำตัดสินได้ ไม่มีผลเอกฉันท์ ทำให้ต้องพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง ฝ่ายอัยการและจำเลยเห็นตรงกันว่า นี่คือความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม
แต่เมื่อเป็นไปตามระบบกฎหมายที่วางไว้ ทุกฝ่ายจึงต้องจำยอม
ลูกขุน 1 รายที่ยืนยันว่าหญิงสาวมีความผิด เน้นย้ำว่าอาชญากรรมที่รุนแรงแบบนี้ ต้องได้รับโทษอย่างสาสม และต่อให้จะต้องตัดสินอีกกี่ครั้ง เขาก็ยังยืนยันคำเดิมว่า ลินซีย์ แคลนซีย์ มีความผิดฐานฆาตกรรมลูกทั้ง 3 คน
ทว่าลูกขุนอีก 11 เสียงและผู้ถือป้ายสนับสนุนหญิงสาว ชี้ว่า นี่คืออาการป่วยทางจิต ที่ทำให้แม่แสนดี ต้องกลายเป็นฆาตกร พวกเขาหยิบยกคดีในปี 2001 ที่แม่คนหนึ่งในอเมริกา ป่วยภาวะซึมเศร้าหลังการคลอด และตัดสินใจเปิดน้ำเต็มอ่าง เพื่อสังหารลูกๆ ทั้ง 5 คน นี่เป็นคดีสะเทือนขวัญเช่นกัน แต่หลังพิจารณาคดีอย่างยาวนาน ลูกขุนตัดสินว่า เธอป่วยทางจิต จึงพ้นผิด
สามีของหญิงสาวรายนี้ ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมดีใจที่คำพิพากษาออกมาแบบนี้ จะได้ส่งเธอไปรักษา ไม่ใช่ส่งเธอไปอยู่ในคุก”
มาตรฐานจากคดีนี้ ทำให้สังคมและคนจำนวนหนึ่งหวังว่า ลินซีย์จะได้รับผลแบบเดียวกัน กระนั้นฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ยังยืนยันว่า การสังหารลูกตัวเองอย่างมีแบบแผน มันคือพฤติกรรมของฆาตกร ไม่ใช่คนป่วยทางจิต
ปัจจุบันสังคมพยายามเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นปัญหาของภาวะซึมเศร้าหลังการคลอดมากขึ้น เพื่อให้แม่ได้รับการรักษา เพื่อไม่ให้มีจุดจบดังโศกนาฏกรรมนี้
ขณะที่กรณีของลินซีย์ แคลนซีย์ ก็จะต้องต่อสู้กันต่อไป โดยมี 12 ลูกขุนชุดใหม่ ต้องรับภาระสำคัญในการตัดสินคดี
เธอผิดจริงตามกฎหมาย ต้องได้รับโทษสูงสุด หรือเป็นเพียงแม่ที่ป่วย และต้องอยู่กับความเจ็บปวดทางจิต
คุกหรือโรงพยาบาล สถานที่ไหน จะเหมาะสมกับเธอ มากกว่ากัน
ผู้เขียนอยากให้ทุกคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ได้ลองสวมบทบาทลูกขุนสมมุติกัน
หากเป็นพวกท่าน จะตัดสินคดีลินซีย์ แคลนซีย์ว่าอย่างไร
‘ผิดหรือไม่ผิด’
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Manita Boonyong (IG: mntttk) Editorial Staff: Runchana SiripraphasukYou might also like