“เราและนาย”: เสก โลโซ กับสามทศวรรษที่ทำให้ร็อกไทยเป็นของทุกคน
ไม่ว่าจะครั้งไหนก็ตามที่นึกถึงวงโลโซ เพลงแรกที่ผมนึกถึงก่อนเพลงอื่นๆ เสมอก็คือ ‘ซมซาน’
ในมุมมองของผมดนตรีเป็นงานศิลปะที่มีความประณีตสูงมาก ไม่ใช่เฉพาะกับท่วงทำนองที่ผ่านการแต่งแต้มเรียบเรียงมาอย่างพิถีพิถันเท่านั้น แต่มันมีความประณีตต่อจิตใจอย่างที่ยากจะหาจากงานศิลปะแขนงอื่นๆ
ผมฟังเพลงนี้ครั้งแรกเมื่ออายุได้ 18 ปี (พ.ศ. 2541) ตอนนั้นเพิ่งจะขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ไม่นาน ถ้าคุณโตและเป็นวัยรุ่นยุคนั้น ก่อนหน้าที่เพลงซมซานจะออกมาสัก 2 ปี ไม่มีทางที่คุณจะไม่เคยได้ยินเพลงอย่าง ‘ที่ว่าง’ ของวงพอส เพลง ‘ดีเกินไป’ ของสไมล์ บัฟฟาโล เพลง ‘ติ๋ม’ ของโมเดิร์นด็อก เพลง ‘เคย’ ของวงออดี้ — บทเพลงของวงดนตรีในช่วงอัลเทอร์เนทีฟกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ถูกเปิดจนสุดวอลลุ่มผ่านเทปคาสเซ็ตที่เล่นผ่านสเตอริโอหรือผ่านทางหน้าปัดคลื่นวิทยุเท่านั้น แต่ยังถูกเล่นและร้องเป็นท่วงทำนองเดียวกัน จากหนังสือรวมแทปกีตาร์ที่แลกกันเล่นระหว่างเพื่อนผ่านกีตาร์โปร่งจำนวนหลายสิบตัวจนส่งเสียงดังสนั่นทะลุออกไปนอกโรงเรียน
ว่ากันว่าขนาดอากงอาม่าที่มีบ้านอยู่หน้าโรงเรียนยังจำท่วงทำนองหรือแม้กระทั่งร้องเพลงเหล่านี้ตามได้ ทั้งๆที่พวกท่านหลงใหลในบทเพลงของเติ้งลี่จวินมากกว่า

เพลงร็อกบ้านๆ ที่กุมใจวัยรุ่น
สิ่งที่น่าสนใจและคิดว่ามือกีตาร์และนักร้องมือสมัครเล่นในยุคนั้นน่าจะคิดเหมือนๆ กันก็คือ บทเพลงของวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกเหล่านั้นดังที่ผมได้กล่าวมา ถึงแม้ว่าจะฮิตในหมู่วัยรุ่นมากแค่ไหนและกาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเพลงเหล่านี้ดีจริง แต่ถ้าหากลงลึกในรายละเอียด บางเพลงเนื้อหาก็อาจเข้าใจยากเกินไป บางเพลงเล่นยากเกินไป (คอร์ดอะไรวะเนี่ย จับโคตรยาก) บางเพลงได้รับอิทธิพลมาจากวงอัลเทอร์ฯ ฝั่งตะวันตกมากไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันฮิตจริง เท่จริง และดีจริง แต่ก็ยังมีมวลบางอย่างที่ทำให้วัยรุ่นยุคนั้นยังเข้าถึงได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์
วกกลับมาที่เพลงซมซานกันอีกรอบ
ไม่แน่ใจว่าโรงเรียนอื่นจะดีดกีตาร์ร้องเพลงนี้กันมากขนาดไหน แต่สำหรับโรงเรียนผมแล้ว เพลงนี้ไม่ต่างไปจากเพลงชาติที่หลังเลิกเรียนเด็กนักเรียนจะพร้อมใจกันตะเบ็งเสียงร้องให้ดังกระหึ่มจนแซงหน้าทุกเพลงที่ผมเคยได้ยินมาตลอดระยะเวลา 6 ปีในโรงเรียน (อาจจะสูสีกับเพลง Don’t Look Back in Anger ของวง Oasis)
ซมซาน เป็นเพลงที่ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการร้องเพลงก็ร้องตามง่ายมาก ไม่มีท่อนไหนเลยที่ต้องฝืนโหนเสียงข้ามโน้ตที่คีย์ต่างกันมากๆ การแต่งเพลงโดยใช้เมโลดี้ที่ไล่ระดับอย่างเป็นระบบทำให้เราสามารถคาดเดาตำแหน่งของโน้ตที่สำคัญที่สุดในแต่ละท่อนอย่างเป็นธรรมชาติมาก สมัยนั้นเราไม่รู้หรอกครับว่าเพลงของวงโลโซมันเป็นอย่างนั้น รู้แต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ร้องเพลงของวงนี้ มันก็พอจะช่วยให้ลืมคะแนนสอบที่น้อยจนน่าตกใจไปได้บ้าง
ต่อไปนี้คือสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดที่ซุกซ่อนอยู่ซมซาน และทำให้พอคนเล่นกีตาร์ได้ใช้เวลาซ้อมไม่กี่วันก็สามารถเล่นตามได้ เพราะทางเดินคอร์ดของเพลงที่ขึ้นลงอย่างเป็นระบบทำให้แม้คนร้องจะไม่รู้ทฤษฎีดนตรี ไม่เคยเรียนร้องเพลงมาก่อน และไม่รู้ว่าที่กำลังร้องอยู่คือโน้ตอะไรก็ตาม แต่ความทรงจำบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในโน้ตเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกได้โดยอัตโนมัติว่าห้องต่อไปจะต้องร้องเสียงสูงหรือเสียงต่ำ
นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการฟังเพลงซมซานเพียงแค่ครั้งเดียว เราถึงสามารถจำท่อนฮุกได้เลย และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ถ้าลองร้องเพลงนี้เป็นแล้ว เราจะไม่มีวันลืมเนื้อร้องและทำนองของเพลงนี้อีกเลยชั่วชีวิต คำกล่าวนี้อาจจะฟังดูโอเวอร์ แต่ถ้าลองถามตัวเองดู ผมว่าคำพูดนี้ไม่น่าจะเกินจริงเลย
นี่คือพรสวรรค์ระดับฟ้าประทานของ เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ซึ่งเป็นคนที่แต่งทั้งเนื้อร้องและทำนองของเพลงนี้
สิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมได้ฟังเพลงซมซานก็คือ ภาพของเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเผยความรู้สึกลึกๆบางอย่างให้ผมได้ฟัง เสียงที่เธอพูดคลอเคลียไปกับท่วงทำนองของเพลงนี้ สิ่งที่เธอพูดให้ผมฟังนั้นช่างเลือนรางเหลือเกิน แต่ผมยังจำโกลฟุตบอลที่ตั้งอยู่หน้ารั้วโรงเรียนได้ จำผืนหญ้าที่เป็นหลุมเป็นบ่อเท่าที่สายตาจะสังเกตได้ ผมจำได้แม้กระทั่งสีของแผ่นป้ายที่ตั้งอยู่บนลานเอนกประสงค์ และสิ่งที่น่าจะมีเพียงแค่กระแสจิตเท่านั้นที่รำลึกได้ นั่นก็คือแววตาของเธอและสายลมที่กำลังปะทะใบหน้าอย่างเอื่อยๆ
ผมเชื่อว่าทุกคนมีบางเพลงที่สามารถย้อนอดีตให้คุณกลับไปสู่ช่วงเวลานั้นได้ตั้งแต่ไม่กี่โน้ตที่บรรเลงออกมา แต่สำหรับผมแล้วซมซานเป็นไทม์แมชชีนที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดเพลงหนึ่ง
ช่างสมกับเนื้อร้องที่ว่า “เกิดมาไม่เคยเจอใครเหมือนเธอ” จริงๆ

ก่อนที่จะมาเป็นเสกโลโซ
เสกสรรค์ สุขพิมาย เกิดและโตที่จังหวัดนครราชสีมา เรียนจบในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดโคกหนองไผ่ เช่นเดียวกับเด็กวัยรุ่นที่โตมาในยุค 80 เขาชอบเพลงของวงคาราบาวมากและนำวิธีคิดบางอย่างของคาราบาวมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง การนำภาษาของเพลงเพื่อชีวิตมาผสมกับดนตรีฮาร์ดร็อกและพังก์ร็อกได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อถือเป็นรากฐานที่สำคัญของวงโลโซ
สิ่งที่เสกเสริมเติมเข้าไปในเพลงของตัวเองด้วยก็คือการใช้ภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้โดยที่ไม่ต้องคิดอะไรให้ซับซ้อน เนื้อหาของเพลงเล่าเรื่องราวชีวิตจริงของคนธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรัก, ปากท้อง, การทำงานหาเงิน, ชีวิตครอบครัว ไปจนถึงการสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีแรงดึงดูดหรือส่งผลกระทบต่อความรู้สึกลึกๆ ภายในจิตใจก็ยิ่งทำให้เพลงของโลโซเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังทุกกลุ่ม ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่แฟนเพลงของวงโลโซจะไม่ได้มีแค่วัยรุ่น คนหาเช้ากินค่ำหรือว่าคนรากหญ้า แต่ชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง หรือแม้กระทั่งชนชั้นสูงก็ยังเข้าถึงหัวใจในบทเพลงของวงโลโซได้ในระดับที่ไม่ถือว่าแตกต่างกันมากนัก
เหตุการณ์ที่สามารถยืนยันว่าเพลงของโลโซทัชใจผู้คนทุกระดับจริงๆ อยู่ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ในกิจกรรมดนตรีซึ่งจัดขึ้นที่เรือนจำคลองเปรม ทักษิณ ชินวัตร ได้ขึ้นมาร้องเพลง ‘ใจสั่งมา’ การร้องเพลงโชว์ของอดีตนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้นมีอยู่ 3 เพลงและใจสั่งมาของเสก โลโซ เป็นเพลงที่ทักษิณเลือกร้องหลังจากที่ผู้ต้องขังส่งเสียงขอให้ร้องอีก
มีข่าวว่าเสก โลโซ ได้พูดคุยกับทักษิณ ชินวัตร นานกว่าครึ่งชั่วโมง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่น่าคิดก็คือแม้กระทั่งทักษิณที่ถือเป็นผู้ใหญ่ยุคเบบี้บูมเมอร์และเป็นชนชั้นนำก็ยังสามารถร้องเพลงขวัญใจคนรากหญ้าได้ นี่คือสิ่งที่ยืนยันได้แน่ๆ ว่าเพลงของโลโซนั้นดังจริง และอีกอย่างก็คืองานเพลงที่เขาแต่งนั้นสามารถก้าวข้ามอายุ อาชีพ การศึกษาและสถานะทางสังคมได้อย่างเด็ดขาด
เพลงที่เสกแต่งห่างไกลจากคำว่าการก้าวข้ามความแตกต่างทางชนชั้น แต่มันใกล้เคียงเหลือเกินกับบริบทของความเป็นเพลงที่คนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน
ส่งเธอไปทุกทางไปได้ทุกทียังไม่มีใครจะมาสนใจ
มอเตอร์ไซค์รับจ้าง (อัลบั้ม Losoland พ.ศ. 2544) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดถ้าหากพิจารณาถึงการแต่งเพลงเพื่อเข้าถึงชนชั้นกรรมาชีพ ริฟกีตาร์ต้นเพลงฟังสนุกและสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น ‘สังคมไทยอะไรก็ได้’ ได้เป็นอย่างดี และถ้าหากเรามองลึกลงไปมากกว่า เพลงที่แต่งขึ้นเพื่อสื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตของพี่วินแล้วล่ะก็ เราจะพบความน่าสนใจหลายๆ อย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น
เสกบอกผ่านเพลงนี้ว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่มีสิทธิ์เลือก พวกเขาหมดเวลาไปกับการรอคอยผู้โดยสารพร้อมกับฝันกลางวันว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะรวยกับเขาสักที
ในมุมมองของชนชั้นที่สูงกว่า ภาพลักษณ์ของพี่วินค่อนข้างถูกเหมารวมว่าไม่ดี ไม่หล่อ ยากจน แต่ก่อนที่การตีความของเพลงนี้จะไปไกลถึงขั้นการใช้ยานพาหนะสองล้อในการวิพากษ์สังคมเมือง อยู่ๆ เสกก็ตัดบทไปว่า “รวยหรือจนก็คงไม่สำคัญ แค่เธอรักฉันคนเดียวก็พอ” (แถมยังแอบจิกกัดเพลงไทยที่วนเวียนอยู่กับเรื่องอกหักด้วยว่า “ฟังเพลงก็มีแต่คนหลายใจ เมื่อไรจะสมหวังกันซักที”)
เพลงเพื่อชีวิตไทยส่วนมากจะวิพากษ์ผู้มีอำนาจและแสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำ แต่เพลงมอเตอร์ไซค์รับจ้างละเว้นความเคร่งครัดตามแพทเทิร์นเหล่านั้นด้วยการมองโลกในแง่ดีจนเกือบๆ จะเป็นการหลอกตัวเอง หากมองในมุมนี้ผมอาจจะคิดมากไปก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นเรื่องตลกร้ายที่สุดที่เพลงนี้อาจจะต้องการบอกก็คือในเมื่อโครงสร้างความย้อนแย้งระหว่างชนชั้นในสังคมไทยมันยากที่จะแก้ไขให้มันถูกต้อง การยิ้มให้กับผิดปกตินั้นด้วยเพลงที่ฟังง่าย ร้องตามได้อย่างเป็นสุข ก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พี่วินที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรก็สามารถเป็นสะพานที่นำคนทุกชนชั้นไปส่งทุกที่หมายได้อย่างประทับใจได้ ถึงแม้ว่าเมื่อส่งเสร็จแล้วอาจจะต้องมานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าเพราะอกหัก (จากผู้หญิงหรือการเมือง?) เหมือนเดิมก็ตาม
ได้มาเท่ากันเหมือนกันทุกที่
หนังไทยที่เข้าฉายในปีพ.ศ. 2545 และนับได้ว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในปีนั้นก็คือ 15 ค่ำ เดือน 11 (Mekhong Full Moon Party ผลงานการกำกับของ จิระ มะลิกุล) หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามถึงความเชื่อและความศรัทธาภายใต้กรอบอ้างอิงของศาสนาและความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามถึงกรอบจารีตประเพณีที่ล้าสมัยไปเสียแล้วและกำลังถ่วงรั้งความฝันของพวกเขา
การเปิดเผยให้เห็นตั้งแต่ต้นว่าบั้งไฟพญานาคที่เป็นหลักยึดวิถีชีวิตของชาวบ้านภาคอีสานนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นฝีมือของพระกลุ่มหนึ่งที่ต้องการใช้ความเร้นลับมาใช้เป็นสื่อกลางให้ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา หรือหากมองในบริบทของสังคมไทยในแบบอำนาจรวมศูนย์ บั้งไฟพญานาคก็เป็นดั่งการแจกจ่ายอำนาจที่ชาวบ้านตาดำๆ ไม่เคยได้รับจากภาครัฐให้กลับคืนสู่หมู่บ้าน แต่คำถามก็คือการคืนอำนาจโดยใช้บั้งไฟพญานาคเป็นสัญลักษณ์ที่ถือเป็นการหลอกลวงนี้ มันขัดกับหลักปฏิบัติมุสาวาทในศีลห้าตามหลักพระพุทธศาสนาหรือไม่?
‘ผู้ชนะ’ ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการแต่งเนื้อร้องและทำนองของเสกสรรค์ ศุขพิมาย เนื้อหาของบทเพลงไม่ได้แตะประเด็นที่ซับซ้อนในเรื่องของการกระจายศูนย์กลางอำนาจเข้าสู่ท้องถิ่นด้วยการใช้บั้งไฟพญานาคเป็นสัญลักษณ์แน่ๆ แต่สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเพลงนี้แน่ๆ คือการชี้ให้เห็นว่าความพยายามในการทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นอย่างสุดความสามารถนั้นเป็นสิ่งที่ควรทุ่มเทจนถึงที่สุด ถึงแม้ว่าคนรอบข้างจะมองว่าผลลัพธ์แห่งความมุ่งมั่นนั้นจะเป็นสิ่งที่เสียเวลาเปล่าก็ตาม
ท่อนที่ถือว่าโดดเด่นอย่างยิ่งก็คือท่อนที่ร้องว่า “ฉันคือหนึ่งคน ที่ทนฟันฝ่า พลังศรัทธาคือสิ่งดี ได้มาเท่ากัน เหมือนกันทุกที่ เตรียมใจที่มีให้มั่นคงเข้าไว้” คงเป็นการตีความที่จงใจเกินไปหากจะบอกว่าท่อนนี้สื่อถึงความฝันของมนุษย์คนหนึ่งที่ฝันจะเห็นคนมีศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่ากัน แต่สิ่งที่บอกได้แน่ๆ ผ่านเนื้อเพลงท่อนนี้ก็คือไม่ว่าจะยากดีมีคนอย่างไร ความเชื่อและความศรัทธาคือสิ่งที่ทุกคนสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยกันทั้งนั้น และถ้ามันมั่นคงมากพอ สิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติหรือในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือก็คือบั้งไฟพญานาคตามความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวบ้านก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้จริง เหมือนในฉากจบของหนังเรื่องนี้

ก็เลยมาร้องเพลงบอกแค่อยากให้เธอนั้นเข้าใจ
ครั้งหนึ่งเสกเคยบอกว่าเขาแต่งเพลง ‘ใจสั่งมา’ ก็เพราะปิ๊งสาวคนหนึ่ง จึงใช้ความรู้สึกนั้นบรรยายออกมาเป็นเสียงดนตรีและตัวอักษร มิติที่น่าสนใจก็คือเขาเคยบอกด้วยซ้ำว่าเพลงนี้ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของคนไทยทุกคนไปแล้ว จริงอยู่ที่ทำนองที่เรียบง่ายแต่สวยงามของเปียโนคือสิ่งที่ทำให้ผมชอบเพลงนี้ แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมชอบมันยิ่งกว่านั้น
สิ่งนั้นคือมุมมองครับ
มีหลายต่อหลายเพลงที่เสกแต่งเพลงด้วยการลดสถานะตัวเองว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าผู้หญิงที่เขาแอบชอบหรือแม้แต่ถูกหักอก อาจจะเป็นเพราะการมองตัวเองว่าไม่คู่ควร (จะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่) เขาทำให้แฟนเพลงเข้าถึงอารมณ์ส่วนลึกตรงนั้นด้วยยิ่งกว่าอยู่นอกสายตาของผู้หญิงในเพลง คือการทำให้ตัวตนในบทเพลงของผู้ชาย (หรืออีกนัยหนึ่งคือตัวเขาเอง) ‘ล่องหนไร้ตัวตนไปเลย’ ผมมองว่าคนที่จะแต่งเนื้อเพลงอย่าง “หากว่าเธอผ่านมาได้ยินเพลงนี้ คาดว่าเธอก็คงรู้ดีว่าเป็นฉัน” ออกมาได้ อย่างน้อยก็ต้องมองว่าสถานะของตัวเองและคนที่เขารักนั้นแทบจะอยู่กันคนละจักรวาลกันเลยด้วยซ้ำ
มีแนวคิดทางจิตวิทยาแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ เดนา โครลีย์ นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์แห่ง Fairhaven College, Western Washington University และ ไดอาน่า ดิลล์ แห่ง Harvard Medical School ได้เสนอแนวคิดเรื่อง Self-Silencing ออกมาในงานวิจัยปี 1992 แนวคิดและงานวิจัยนี้มีหลักการทางจิตวิทยาที่เสนอถึงการทำให้ตัวเองเงียบหรือลดบทบาทตัวเองทั้งในระดับปัจเจกและในสังคมลงเพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์ แนวคิดนี้เสนอหลักว่าความรักนอกจากจะไม่ใช่การครอบครองแล้ว ยังหมายถึงการรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้คนที่ตัวเองรักได้รับผลกระทบจากภาระของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลยกับคำว่า ‘ฉันมันต่ำต้อยและฉันไม่คู่ควรกับเธอ’
หากนำแนวคิด Self-Silencing มาเป็นกรอบเพื่ออ่านบทเพลงของวงโลโซที่ เสกสรรค์ ศุขพิมาย แต่ง มันจะพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านท่อนแรกของเพลงใจสั่งมา รวมถึงในอีกหลายท่อนจากเพลงอื่นของเขา
“โปรดอย่าถามว่าฉันนั้นคิดอะไรอยู่ ไม่อยากให้รู้ว่าฉันกำลังทำใจ” จากเพลงไม่ต้องห่วงฉัน
“คืนนี้ฉันรอเธออยู่อยากบอกให้รู้คำเดียวว่า จะรอจนกว่าค่ำคืนนี้ไม่มีจันทร์” จากเพลงคืนจันทร์
“เธอคงไม่รู้ว่าฉันเองยังไม่มีใคร หากเป็นเธอก็คงเข้าที” จากเพลงฝนตกที่หน้าต่าง
ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่ผมเคยศึกษาสมัยเรียนระดับอุดมศึกษาและคิดว่าแก่นที่ถือเป็นรากฐานในบทเพลงของของเสกก่อนที่จะกระจายมันออกไปสู่บริบทอื่นๆ คือความเชื่อของบุคคลที่คิดว่าความต้องการของตนกำลังสร้างภาระให้กับคนที่ตัวเองรัก (Perceived Partner Burden) ภาวะทางจิตวิทยาที่ทำให้คนเราสงสัยในความสามารถของตัวเองนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนหรือการแอบรักเขาข้างเดียวสร้างคำถามที่ค่อนข้างหนักหนาที่ว่า ‘การมีฉันอยู่ในชีวิตของเธอหรือการดูแลเอาใจใส่โดยที่ไม่หวังผลตอบแทนได้สร้างความหมายอะไรให้กับเธอบ้างไหม?’
ความหมายดังกล่าวไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคุณค่าหรือสถานะในสังคมเท่านั้น แต่มันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาวะภายในจิตใจมากกว่า จนท้ายที่สุดแล้วบทสรุปของสภาวะที่มีอยู่ในเพลงของเสก โลโซ แทบทุกเพลงจริงๆ ก็คือ ‘ฉันไม่สามารถให้ชีวิตแบบที่เธอควรได้รับได้ เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ควรเข้าไปอยู่ในพื้นที่ชีวิตของเธอ นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว’
ผมเชื่อว่าแฟนเพลงของเสก โลโซ ที่ติดตามข่าวสารของเขาเป็นประจำคงรู้ดีว่าเส้นทางความรักและความสัมพันธ์กับภรรยารวมถึงผู้หญิงในอดีตของเขานั้นค่อนข้างสลับซับซ้อนและ ‘วุ่นวาย’ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะมาตีความในบทความนี้ เพราะเราไม่มีทางที่จะรู้ความจริงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวของเขาได้ และแน่นอนว่าถึงแม้สื่อจะนำเสนอข่าวออกมามากมายขนาดไหน มันก็ไม่สามารถที่จะการันตีได้ว่ามันเป็นสิ่งที่จริงแท้ รอบคอบ และรัดกุม
แต่สิ่งที่เสกแต่งออกมาเป็นเพลงนั้นเป็นความรู้สึกจากใจของเขาแน่นอน การที่ผู้ชายคนหนึ่งจะแสดงอีกรูปแบบหนึ่งของความรักด้วยการล่องหน โดยที่ผู้หญิงอาจจะไม่รู้จักตัวตนของผู้ชายคนหนึ่งที่หวังดีต่อเธอจากใจจริง แต่เธอจะสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และนั่นก็คือสิ่งที่โรแมนติกมากเสียจนบางที วิลเลียม เชกสเปียร์ อาจจะถึงกับต้องมองค้อนเลยทีเดียว

ก่อนจะเป็นร็อกสตาร์
กิตติศักดิ์ โคตรคำ (ใหญ่, มือกลองวงโลโซ) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Songtopia ทาง YouTube ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมาว่าเสกเป็นเด็กต่างจังหวัด บ้านอยู่ที่อำเภอโนนไทย โคราช เสกเป็นเด็กที่ชอบฟังรายการวิทยุโดยเริ่มจากการฟังเพลงลูกทุ่งของนักร้องดังอย่าง สายัญห์ สัญญา, ยอดรัก สลักใจ, พุ่มพวง ดวงจันทร์ แล้วก็ร้องตาม การร้องเพลงไทยลูกทุ่งที่ต้องอาศัยลูกคอและด้วยเนื้อหาของบทเพลงที่มักเล่าเรื่องราวการฟันฝ่าอุปสรรค การถีบตัวเองออกมาจากความยากจนเพื่อให้สมหวังในความรัก ผนวกกับคุณพ่อและสมาชิกในครอบครัวเป็นคนรักดนตรีกันหมด ก็เลยทำให้เสกได้รับคุณสมบัติที่ถือเป็นพรสวรรค์ติดตัวเขาอย่างการเข้าใจในธรรมชาติของดนตรีมานับตั้งแต่นั้น
จุดเปลี่ยนของเสกเกิดขึ้นในช่วงประถมศึกษาเมื่อเขาได้ฟังเพลงของวงคาราบาวจนมีพี่แอ๊ดคาราบาวเป็นไอดอล ความหลงใหลในวงดนตรีวงนี้ทำให้เด็กชายเสกถึงกับทำกีตาร์จากเศษวัสดุเหลือใช้ และสมมุติว่าตัวเองเป็นแอ๊ดคาราบาวอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต กว่าที่เสกจะได้จับกีตาร์และเล่นมันจริงๆ เป็นครั้งแรกก็ต้องรอจนกระทั่งเขาเดินทางมาทำงานเป็นช่างเดินสายไฟกับคุณป้าที่กรุงเทพฯ การหัดเล่นกีตาร์ของเสกนับว่าต้องใช้ใจรักพอสมควร เพราะเขาเรียนการเล่นคอร์ดพื้นฐานมาจากรุ่นพี่ในวงเหล้า ตามรุ่นพี่ไปห้องซ้อม และลองหัดเล่นด้วยตัวเอง
เสกสรรค์ ศุขพิมาย เริ่มเล่นดนตรีจริงจังเมื่ออายุได้ 14 ปีในระหว่างที่ไปทำงานกับญาติที่จังหวัดจันทบุรี จนกระทั่งได้มาเป็นมือกีตาร์ให้กับวงแคดิลแลกที่ถือเป็นวงดนตรีวงแรกในชีวิต ตอนที่ใหญ่ในวัย 20 ปีเจอเสกครั้งแรก เสกเพิ่งอายุ 18 ปีแต่ก็ได้รับการขนานนามในกลุ่มเพื่อนนักดนตรีด้วยกันว่าเป็นมือกีตาร์ยอดฝีมือแล้ว แต่แทนที่จะได้เห็นฝีมือการเล่นกีตาร์ของเสกในผับ เขากลับได้เห็นสัมผัสกับสิ่งที่ตัวเองไม่คิดว่าจะได้เห็นหรือได้ฟังมาก่อน และเป็นเรื่องราวที่เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย เพราะสิ่งที่เสกทำก็คือการร้องเพลงแรปแขก (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Gur Nalon Ishq Mitha ศิลปิน Bally Sagoo featuring Malkit Singh) อย่างออกรสชาติแทนที่จะเป็นการเล่นกีตาร์
บุพเพสันนิวาสอันน่าประหลาดใจนี้นำไปสู่เรื่องที่เหนือใครจะคาดคิด เมื่อเสกตัดสินใจเข้ามาเป็นมือกีตาร์อย่างเต็มตัวในวงไดมอนด์ที่ใหญ่กำลังเล่นอยู่ที่ร้านพาราไดส์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยเพลงที่ถือเป็นเพลงประจำตัวของเสกในช่วงเวลานั้นก็คือ November Rain ของวง Guns N’ Roses นี่คือจุดเริ่มต้นในการเป็นร็อกสตาร์ในวงการเพลงไทยของผู้ชายที่ชื่อเสกสรรค์ ศุขพิมาย
ใหญ่ เผยสิ่งที่น้อยคนจะรู้ว่าตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เสกไม่เคยก็อปปี้น้ำเสียงเพื่อให้เหมือนกับศิลปินต้นฉบับในทุกครั้งที่ร้องเพลงโคฟเวอร์ เสกจะใช้เนื้อเสียงของตัวเองในการร้องเสมอ ซึ่งใหญ่ยืนยันว่าเนื้อเสียงของเสกนั้นไพเราะน่าฟังมาก ใหญ่เผยว่าการเล่นดนตรีกลางคืนในกรุงเทพฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการที่ใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือการสร้างชื่อวงตัวเองให้เป็นที่รู้จักในเมืองหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของทุกๆ อย่างในประเทศ และเมื่อมีชื่อเสียงและมีฝีมือแล้ว แผนหลังจากนั้นก็คือการออดิชั่นเพื่อเซ็นสัญญาทำอัลบั้มออกเทปกับค่ายเพลง
ก่อนที่จะเข้ากรุงเทพฯ ลำปางคือหมุดหมายใหม่ต่อจากนครสวรรค์ (เสกเป็นคนแนะนำให้ใหญ่รู้จักกับรัฐในช่วงที่ทั้งคู่กำลังเล่นดนตรีกันอยู่ที่ลำปาง) เสกให้เหตุผลว่าในตอนนั้นฝีมือวงโอเคแล้ว และควรจะไปเล่นในสถานที่ที่ใหญ่ขึ้น คนดูเยอะขึ้น โดยตัวเสกเองเคยเล่นอยู่ที่ผับชื่อ มดยิ้ม ที่ลำปาง และเจ้าของร้านเคยบอกว่าถ้าไม่มีที่ไปแล้วร้านนี้ยินดีต้อนรับกลับมาเสมอ เขาใช้โอกาสนั้นในการกลับไปผับแห่งนี้อีกครั้งด้วยความมั่นใจที่มากกว่าเดิม แต่ก็เล่นที่ผับมดยิ้มได้ราว 6 เดือนในปีพ.ศ. 2537 เสกและใหญ่ก็ต้องย้ายตำแหน่งแห่งที่กันอีกครั้ง โดยคราวนี้จุดหมายนั้นก็คือกรุงเทพมหานคร
ช่วงเวลาที่เสก, ใหญ่ และรัฐ มาอยู่บ้านหลังเดียวกันที่ลำปางถือเป็นช่วงเวลาแห่งมิตรภาพอย่างแท้จริง ที่อยู่อาศัยให้ความอบอุ่นแก่ชายหนุ่มทั้งสามได้ก็จริง แต่มันก็ยังไม่อุ่นเท่ากับการแชร์จิตวิญญาณแห่งศิลปินร่วมกันด้วยความรักที่แต่ละคนมีต่อดนตรี ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลานั้นแต่ละคนเล่นดนตรีอยู่กันคนละวงด้วยซ้ำ และเวลานั้นไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งสามคนจะได้มีโอกาสทำเพลงด้วยกันในนามวงโลโซ
ใหญ่เผยว่าสิ่งที่เขาและเสกมีเหมือนกันก็คือความคลั่งไคล้ในเสียงดนตรีชนิดเข้าเส้น ทั้งคู่มักอัปเดตเทรนด์ดนตรีใหม่ๆ อยู่เสมอและพัฒนาทักษะการเล่นดนตรีด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อไม่ให้ตกสมัย แต่เพื่อเป็นการวัดระดับความสามารถรวมถึงชั้นเชิงในการเล่นดนตรีในสไตล์เฉพาะตัวด้วย ทั้งคู่อัปเดตวงการดนตรีร่วมสมัยและหาวงที่น่าสนใจใหม่ๆ มาฟังจากการแนะนำของนิตยสารดนตรีในตำนานอย่าง The Quiet Storm ส่วนวงดนตรีที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนและคงไม่ผิดนักถ้าหากจะบอกว่า ถ้าหากไม่มีวงนี้ ก็อาจจะไม่มีวงโลโซ ก็คือวง Nirvana โดยใหญ่ให้เหตุผลว่าในช่วงที่ซีนดนตรีแกลมร็อกและแฮร์แบนด์กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด คอสตูมที่หรูหราและวิชวลในงานโปรดักชันที่โคตรสวยในทุกมิติที่เขาเห็นผ่านมิวสิควิดีโอทางช่อง MTV ดูจับต้องไม่ได้และห่างไกลจากความฝันของพวกเขามากเกินไป
แต่เมื่อ Nirvana แจ้งเกิดในวงการและสามารถพา Nevermind เบียดอัลบั้ม Dangerous ของ ไมเคิล แจ็คสัน ตกจากบัลลังก์แชมป์บนบิลบอร์ดชาร์ตได้ ทั้งใหญ่และเสกต่างก็คิดเหมือนกันว่ากรันจ์นี่แหละคือสิ่งที่เหมาะกับพวกเขามากที่สุด เพราะกรันจ์มีรากมาจากพังก์ร็อกและโอลด์สคูลเมทัล ดนตรีแนวนี้ไม่ใส่ใจในเรื่องภาพลักษณ์ แต่เน้นวัฒนธรรมในการทำทุกๆ อย่างด้วยตัวเอง (DIY) ด้วยต้นทุนที่มีอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะจำกัดจำเขี่ยสักแค่ไหนก็ตาม วงกรันจ์ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวให้ดูแพง แค่สวมเสื้อยืดมือสองกางเกงยีนขาดๆ รองเท้าผ้าใบก็ทำเพลงให้สัมภาษณ์ออกสื่อได้ ที่สำคัญคือเพลงของวงนี้ก็ดีจนเหลือเชื่อ “ผมมั่นใจว่าผมทำเพลงแบบนี้ได้” ใหญ่เผยเช่นนั้น เช่นเดียวกันกับเสก
ครั้งแรกที่เสก ใหญ่ และรัฐเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเดินตามความฝันไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเวลานานถึง 2 เดือนกว่าที่แต่ละคนจะหางานเล่นดนตรีกันได้ ใหญ่บอกว่า “กรุงเทพฯมันใหญ่เหลือเกิน และพวกเราก็เล็กเกินไปกว่าคนจะมองเห็น” ทั้งสามคนระหกระเหินกันพอสมควรกว่าที่เสกจะได้มาเล่นดนตรีกับใหญ่ในวงที่มีชื่อว่าโอเปร่า แต่ถึงจะอย่างนั้น ก็ยังอีกนานกว่าจะมีชื่อของวงโลโซปรากฏอยู่ในวงการเพลงไทย เพราะในขณะที่ทุกคนอยู่กรุงเทพฯ รัฐได้กลับไปทำงานที่อรัญประเทศ จนกระทั่งโลโซได้เซ็นสัญญาทำอัลบั้มกับทางแกรมมี่นั่นแหละ เสกถึงได้ตามรัฐให้มาเป็นสมาชิกวง
หากชีวิตคือการดิ้นรน คนหนึ่งคนต้องเดินก้าวไป
เสกสรรค์ ศุขพิมาย แต่งเพลงเก็บไว้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เล่นดนตรีกลางคืนและยิ่งจริงจังมากขึ้นเมื่อฟอร์มวงโลโซแล้ว สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ผมต้องอารัมภบทประวัติรวมถึงความมุมานะพยายามของสมาชิกทุกคนของวงโลโซ ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อซึ่งยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของที่ทุกคนในวงเคยเผชิญมาทั้งหมดนั้น บ่มเพาะให้แต่ละคนต้องฝึกปรือฝีมืออย่างหนักเพียงใดเพื่อให้ตัวเองมีแสงสว่างมากพอที่คนมีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมดนตรีจะเหลียวหันมามองเห็นให้ได้
การได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้สังกัดแกรมมี่ถือเป็นบุพเพสันนิวาสก็คงไม่ผิดนัก เพราะหลังจากที่ใหญ่หมดสัญญาในการเล่นกลองแบ็กอัปให้กับ Micky ศิลปินชื่อดังของแกรมมี่ในเวลานั้นแล้ว อยู่ๆ ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง ก็ได้ชวนวงโลโซที่ในตอนนั้นยังไม่มีสังกัดมาเล่นแบ็กอัปให้กับอัลบั้มเด็กหลังห้องของเขา และได้แนะนำให้เสกส่งเดโม่ไปเสนอให้กับค่ายมอร์มิวสิคของ อัสนี โชติกุล ที่เปิดโอกาสให้โลโซได้ปล่อยของอย่างเต็มที่
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาต่อมา
การอารัมภบทความมุมานะพยายามของสมาชิกทุกคนของวงโลโซมีเหตุผลของมันอยู่ เพราะนี่คือประสบการณ์ทั้งชีวิตที่เสกนำมันมาใช้เป็นแรงผลักดันในการเล่นกีตาร์และแต่งเพลง ซึ่งมันสะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านงานศิลปะทั้งสองศาสตร์
เสกใช้คอร์ดกีตาร์ที่ไม่ยากเกินกว่าที่จะจับในการสตัมมิงเส้นลวดหกสาย ลูก Lick และท่อนโซโล่ก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย แต่ภายใต้ความง่ายและความนิ่งนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกต้อง และอยู่ในช่วงเวลาที่ ‘ใช่’ อยู่เสมอ ถ้าหากฟังซาวด์กีตาร์ที่เสกเล่นอย่างสม่ำเสมอก็จะเห็นแพ็ทเทิร์นที่ชัดเจนหลายๆ ส่วนได้ไม่ยาก โดยแต่ละส่วนต่างก็ส่งเสริมกันและกันจนทำให้เสียงที่ออกมาจากกีตาร์ของเขามีสำเนียงเฉพาะตัว
เสกเล่นโน้ตไม่เยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเล่นเท่าที่จำเป็น เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือเขาคิดแล้วว่าโน้ตที่เล่นจะฟิตอินกับเนื้อเพลงหรือไม่ สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือจังหวะที่สอดคล้องกับน้ำหนักที่เสกเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีตาร์แบบกระจายโน้ต (Arpeggio), น้ำหนักในการดันสายเวลาโซโล่ หรือจะเป็นการตีคอร์ดง่ายๆ ก็ตาม เสกมักจะดีดสายลงเป็นหลักเพื่อเน้นความหนักแน่น ซึ่งเป็นเทคนิคที่เหมาะกับวงสายพังก์และฮาร์ดร็อกมาก ภาษากีตาร์ของเสกมักใช้การตัดเสียงและเน้นจังหวะของมือขวาเข้ามา ทำให้คอร์ดกลายเป็นเครื่องกำหนดจังหวะไปพร้อมกับการสร้างพื้นฐานทางคอร์ดที่รองรับทำนอง (Harmonic Background) การตีคอร์ดแบบปิดเสียงหรือ Muted Strum เพื่อสร้างเสียงให้กลายเป็นจังหวะในเพลง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, ซมซาน, ใจสั่งมา, ไม่ต้องห่วงฉัน และอีกหลายเพลงก็สร้างลายเซ็นต์ให้เขาด้วย
การตีคอร์ดแบบนี้เปิดโอกาสให้แฟนเพลงมีส่วนร่วมในการเล่นกับจังหวะค่อนข้างมากในทุกครั้งที่มีการแสดงสด เพราะเสียงที่ไม่ดังก็ยังก็นับเป็นจังหวะได้เช่นกัน ซึ่งแฟนเพลงสามารถเล่นกับความเงียบในจังหวะได้ ไม่ว่าจะเป็นการฮัมเพลงตามหรือปรบมือ นอกจากนี้การสร้างเสียงกังวานจากการเล่นสายเปิดก็เข้ามาช่วยเพิ่มมิติให้กับริฟฟ์ เสกสามารถสับพาวเวอร์คอร์ดในแต่ละห้องได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากจะมีพลังความดิบแบบดนตรีพังก์แล้วก็ยังมีความเป็นป็อปอยู่สูงมากด้วย
ภาษากีตาร์แบบเดียวกับมือกีตาร์ระดับโลก
มีมือกีตาร์ต่างชาติหลายคนที่เก่งกาจในการใช้เทคนิคดังกล่าวเพื่อสร้างบทเพลงที่ฟังง่าย แต่ลึกๆ แล้วเล่นออกมาให้ดีอย่างที่เสกเล่นได้ยากมาก เพราะเขาเล่นชัดทุกโน้ตและเก็บทุกเม็ดจริงๆ มือกีตาร์ระดับโลกเหล่านั้นก็คือ โนล กัลลาเกอร์ แห่งวง Oasis คีธ ริชาร์ดส์ แห่งวง The Rolling Stones และ จอห์นนี ราโมน แห่งวง The Ramones
หลายคนอาจจะคิดว่าเสกน่าจะได้รับอิทธิพลในการเล่นกีตาร์มาจาก เคิร์ต โคเบน แห่งวง Nirvana ด้วย แต่หากฟังให้ดีแล้วจะพบว่าค่อนข้างต่าง เพราะเคิร์ตเล่นกีตาร์โดยใช้เอฟเฟกต์ที่ให้เสียงรบกวน (Noise) ในแบบที่เขาได้รับอิทธิพลมาจากวงอย่าง Sonic Youth, Butthole Surfers และ Melvins ค่อนข้างมาก แต่ซาวด์กีตาร์โดยรวมของเสกถึงจะดิบแต่ก็ฟังสะอาดกว่ามาก
ถ้าหากมีอะไรที่เสกได้รับมาจาก เคิร์ต โคเบน มันน่าจะเป็นทัศนคติและการเป็นนายของตัวเองเพื่อกำหนดทิศทางดนตรีของวงมากกว่า ในความเห็นส่วนตัว การเล่นกีตาร์ของเสกคล้ายคลึงกับวิธีการเล่นของ โจ สตรัมเมอร์ แห่งวง The Clash มาก เพราะทั้งคู่เน้นการดีดสายลง ใช้พาวเวอร์คอร์ดในการเล่าเรื่อง และให้ความสำคัญกับวิธีเล่นแบบ Muted Strum ไปจนถึงการสับพาวเวอร์คอร์ดที่หนักหน่วงรุนแรงในช่วงเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสมจริงๆ
การใช้กีตาร์เพื่อสร้างคาแรกเตอร์แบบพังก์ของเสกทำให้ผมนึกถึง พอล เวสเทอร์เบิร์ก แห่ง The Replacement วงที่ถือเป็นปูชนียแบนด์แห่งวงการเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อกของสหรัฐอเมริกา และยังทำให้ผมคิดถึง ไมค์ แคมป์เบลล์ ที่สร้างเมโลดี้ง่ายๆออกมาได้จับความรู้สึกมาก และ จอร์จ แฮร์ริสัน แห่งวง The Beatles ที่สามารถสร้างริฟฟ์สั้นๆ ให้กลายเป็นอัตลักษณ์ของเพลงได้อย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ถึงแม้ว่าเสกจะขึ้นชื่อเรื่องการเล่นกีตาร์ที่มีเมโลดี้ที่ไพเราะและฟังง่าย แต่เขามีมีจิตวิญญาณความเป็นกีตาร์ฮีโร่อยู่เหมือนกัน ช่วงท้ายๆ ในเพลง 5 นาทีของวงโลโซ เสกโชว์ให้เห็นว่าการเล่นเชื่อมโน้ตแต่ละตัว (Legato) ของเขามันออกมาสนุกหูขนาดไหน ท่อนโซโล่ในเพลงใจสั่งมาถึงแม้ว่าจะไม่ได้เร็วหูดับ แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำลูกเล่นสำเนียงดนตรีบลูส์ไฟฟ้ามาเบลนด์เข้ากับดนตรีฮาร์ดร็อกได้หวานมากๆ
นอกจากนี้ก็ยังมีท่อนโซโล่ของเพลงไม่ต้องห่วงฉัน (Ver. โดด), เคยรักฉันบ้างไหม, เข้ามาเลย, Rock & Roll, คน (2) และอิสระเสรี ที่มาพร้อมกับความยากอภิมหายากที่จะแกะและเล่นตามได้เป๊ะทุกโน้ต เรียกได้ว่าสำหรับนักกีตาร์มือใหม่แล้วมันอยู่ในระดับที่ยากจนต้องรอขอชีวิตกันเลยทีเดียว เพลงเหล่านี้ฟังแล้วดูเหมือนว่าเสกจะได้รับอิทธิพลมาจากมือกีตาร์รุ่นเก่าอย่าง เอ็ดดี แวน ฮาเลน, แรนดี โรดส์ รวมถึง จิมมี เพจ ด้วย
ท่ามกลางมือกีตาร์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีจุดร่วมเดียวที่เหมือนกัน นั่นก็คือทุกคนทำเพลงเพื่อเข้าถึงความบริสุทธิ์ของเพลงได้อย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะมีทัศนคติแบบไหน หรือว่าแนวดนตรีที่ชอบจะไม่เหมือนกันเลยก็ตาม สิ่งที่เสกทำกับดนตรีไม่ได้เป็นการสร้างแนวเพลงใหม่ขึ้นมา แต่อยู่ที่การทำให้ภาษาของดนตรีร็อกชัดขึ้นและฟังง่ายขึ้นมาก จนมันกลายเป็นภาษาที่แม้แต่คนที่ไม่ได้ฟังร็อกเป็นหลักก็สามารถร้องตามได้
การเฝ้ามองและเฝ้ารอในบทเพลงแบบโลโซ
หลายเพลงรักของวงโลโซมักเกี่ยวกับ ‘การเฝ้ามองและการเฝ้ารอ’
‘คืนจันทร์’ เป็นเพลงที่ถือว่าโดดเด่นที่สุดถ้าหากมองในแง่ที่ว่ามันรวมสองสิ่งนี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนยิ่ง ท่อนที่ร้องว่า “จันทร์เจ้ารู้หรือเปล่าว่าฉันเหงาเกินกว่าใคร” นอกจากจะขุดลึกไปสู่ความโหยหาในความรักแล้ว มันยังแทรกความรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างสุดขั้วในเวลาเดียวกันด้วย สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เสกใช้คำน้อยมากในการแต่งเพลงนี้ และใช้ดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเหงาได้อย่างเป็นสากลที่สุดมาสะท้อนให้เห็นความรู้สึกที่ดิ่งลึกจนถึงแก่น
ในเพลง ‘ฝนตกที่หน้าต่าง’ มีเนื้อร้องสองท่อนที่สอดคล้องกันจนสร้างฮาร์โมนีที่สวยงามมากๆ ท่อนแรกร้องว่า “วันนี้ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง” ส่วนท่อนที่สองร้องว่า “นั่งอยู่คนเดียว เหลียวมองที่หน้าต่าง” ท่อนแรกเรารู้อยู่แล้วว่าฝนที่ตกลงมาทำให้ผู้ชายคนหนึ่งคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ส่วนท่อนที่สองถึงแม้ว่าจะไม่มีการเอ่ยถึงฝนเลย แต่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บและอากาศที่เยือกเย็นที่มาพร้อมกับฝนได้
คำว่าหน้าต่างในทั้งสองท่อนก็ยังสื่อถึงความหมายที่แตกต่างกันออกไปด้วย นั่นก็คือชายคนหนึ่งคิดถึงสายฝนผ่านบานหน้าต่าง เมื่อฝนไม่ได้ไหลงบนหน้าต่างบานเดิม ความรู้สึกของเขาที่มองหน้าต่างก็ให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไป และถึงแม้ว่าฝนจะตกหรือไม่ตก เขาก็ยังคิดถึงฝน หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้หญิงคนนั้นที่เขาโหยหาอยู่ดี
พระจันทร์ในเพลงแรกสะท้อนความรู้สึกเหงา หน้าต่างในเพลงที่สองมีคุณสมบัติเป็น Medium ที่ในคราวแรกมันทำให้เขาสดชื่นเมื่อได้เห็นฝน แต่เมื่อไม่มีฝนหน้าต่างกลับเป็นสิ่งที่ปิดกั้นสายลมแห่งความปิติสุขของเขาไปโดยปริยาย
อีกเพลงที่ผมอยากจะยกตัวอย่างก็คือ ‘หมาเห่าเครื่องบิน’ นี่คือเพลงป็อปร็อกเพราะๆ ที่แฟนเพลงชื่นชอบกันมาก ทุกคนต่างก็รู้ความหมายของชื่อเพลงนี้ แต่เสกได้หยอดความรู้สึกแค่เพียงเล็กน้อยทว่าสำคัญลงไปในเพลง เนื้อหาของเพลงบอกว่าความต่ำต้อยก็คงทำให้ผู้ชายคนหนึ่งได้เพียงแค่มองและเห่าเครื่องบินบนฟ้า แต่หากมองในอีกมุมนึงแล้ว มันอาจจะตรงข้ามกันเลย
ถึงแม้ว่าเป็นไปได้ยากที่เครื่องบินจะหันลงมามองหมาตัวหนึ่ง แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นว่ามีสิทธิ์เป็นไปได้ ถ้าหากมันมีระยะทางและช่วงเวลาที่เป๊ะมากพอ ท่อนที่ร้องว่า “จะให้ทำอย่างไหนที่เธอจะได้หันมามองกันบ้าง” คือความเชื่อมั่นว่าหากเรามีความพยายามมากพอ สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ ก็อาจจะเป็นไปได้ และเมื่อวันนั้นมาถึงสายตาของหมาน้อยผู้ต้อยต่ำตัวหนึ่งก็คงจะได้สบตากับสายตาที่ถือเป็นหน้าต่างหัวใจของเครื่องบินเสียที
มอบเข็มทิศให้แทนที่จะวาดแผนที่ให้
ยังมีอีกหลายเพลงเหลือเกินที่เสกนำเอาสิ่งที่คนเราไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดของสังคมมาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนบทเพลง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในสิ่งที่เขาต้องการ นั่นก็คือคนเราไม่ว่าจะมีต้นทุนทางสังคมต่ำแค่ไหน ถ้าหากว่าเรามีความพยายามและความมุ่งมั่นมากพอ เมื่อนั่นเราก็จะสามารถฉุดตัวเองขึ้นมาจากก้นเหวแห่งความล้มเหลว สามารถสัมผัสกับอิสระและเสรีภาพอันเป็นสายลมแสนบริสุทธิ์ และสามารถหายใจเอามันเข้าไปอย่างเต็มปอดได้
ยังมีอีกหลายต่อหลายเพลงที่ควรค่าต่อการหยิบมาพูดถึง และบทเพลงที่จะกล่าวต่อไปนี้ โดยส่วนตัวแล้วมองว่าเป็นเพลงที่มีคุณค่าไม่แพ้เพลงฮิตของวงโลโซเลยไม่ว่าจะเป็น ‘I Wanna Love You’, ‘อยากบอกเธอว่าเสียใจ’, ‘คุณหรือใคร?’, ‘เราและนาย’, ‘คน (2)’, ‘อยากเห็นหน้าคุณ’, ‘Rock & Roll’, ‘ให้รู้ว่ายังรักกัน’, ‘รอยยิ้มนักสู้’, ‘ด้วยตัวเราเอง’, ‘เจ็บใจ’, ‘อยากเปลี่ยนใจเธอ’, ‘ทุกลมหายใจ’, ‘พันธุ์ทิพย์’ และอีกมากมายเหลือเกิน
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากที่จะหยิบทุกเพลงมาพูดถึง เพราะลายเซ็นต์ในการแต่งเพลงของเสกนั้นชัดเจนมากขนาดที่ว่าแค่ได้ฟังเนื้อเพลงท่อนแรกหรือสองท่อน (ถึงแม้ว่าจะให้คนอื่นมาร้องก็ตาม) ก็คาดเดาไม่ยากว่านี่คือเพลงที่เสก โลโซ แต่ง
หากมองจากประสบการณ์ชีวิตในการเป็นนักสู้แล้ว จะพบว่าเส้นทางที่เขาเคยก้าวเดิน เคยล้ม เคยมีบาดแผล ล้วนแล้วแต่ปรากฏอยู่ในงานเพลงของเขาทั้งสิ้น และเมื่อเขารู้ทั้งระยะทางและทิศทางของถนนเส้นนี้แล้ว ไม่ว่ามันจะคดเคี้ยวเลี้ยวลดเช่นไร เขาจึงรู้ดีว่าการจะทำให้ผู้คนเดินอยู่บนเส้นทางนี้โดยไม่หลงทางได้ เขาไม่จำเป็นต้องวาดแผนที่ แต่ต้องมอบเข็มทิศให้ต่างหาก
เสกสรรค์ ศุขพิมาย ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดอะไรให้ใหญ่โตเพื่อพูดถึงความรู้สึกที่เจ็บปวดอย่างลึกซึ้งหรือสุขสมจนว่างเปล่า แต่เขาหยิบสิ่งที่คนธรรมดามองเห็นทุกวันมาเป็นภาษาของอารมณ์ มาเป็นเจ้านายของตัวเอง ผ่านการใช้ธรรมชาติและสิ่งที่ใครๆ ก็เห็นกันอยู่ทุกวันมาใส่ไว้ในบทเพลง เพื่อให้เห็นว่าไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน จะสุขหรือทุกข์อย่างไร เราก็ยังมองเห็นมันอยู่ทุกวันและสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาแผลได้
เราเห็นดวงจันทร์กันทุกคน
ไม่มีใครที่ไม่เคยสัมผัสความเย็นอันแสนสดชื่นของน้ำฝน
ไม่มีบ้านหลังไหนที่ไม่มีหน้าต่าง
ทุกคนเคยขี่จักรยาน ขี่ได้บ้างล้มบ้างก็ไม่เห็นเป็นอะไร
มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ไปส่งเราให้ถึงที่ได้เช่นเดียวกับรถยนต์คันหรู
ไม่ทุกครั้งที่เราจะแหงนหน้ามองฟ้าแล้วเห็นเครื่องบิน แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีอยู่
ทุกคนมีหัวใจ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักความปรารถนาแท้จริงที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจตัวเอง
สองคนในร่างเดียว
เสก โลโซ เป็นมือกีตาร์ นักร้อง และนักแต่งเพลง แต่ในขณะเดียวกันผู้ชายคนเดียวกันนี้ก็ใช้ชีวิตในแบบร็อกสตาร์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนกัน วีรกรรมที่เขาเคยก่อขึ้นในอดีตนั้นสามารถเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าเขาคือร็อกสตาร์ที่เดินทางในสาย Sex & Drugs & Rock & Roll อย่างแท้จริง ซึ่งผมไม่ขอลงลึกไปยังรายละเอียดในส่วนนี้ เพราะมันไม่ใช่สารัตถะที่จะสอดแทรกอยู่ในบทความนี้ได้อย่างกลมกลืนเลย
เสกสรรค์ ศุขพิมาย เป็นศิลปินที่ใจนักเลงพอสมควร ถ้าหากคิดจะทำอะไรแล้วละก็ เขาไม่รีรอเลยที่จะทำมันลงไป เพราะช่วงเวลาที่จะได้รับโอกาสนั้นอาจจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวก็ได้ แต่เสกก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่ทำผิดพลาด หยิ่งยโสโอหังได้ มีอีโก้ได้ แต่ทุกสิ่งที่เสกได้ทำลงไปย่อมมีผลของการกระทำกลับมาเสมอ ก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่รับมือกับสิ่งที่ตัวเองเคยทำเอาไว้ได้ดีและนำมันมาใช้เป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงให้ตัวเอง ด้วยนิสัยแบบนี้นี่เองที่ทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนเพลงเสมอ
อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าบทเพลงของวงโลโซสามารถเข้าถึงคนไทยได้ทุกกลุ่ม การวางตัวเรียบง่ายและเป็นกันเองกับแฟนคลับในระดับที่หาได้ยาก ทำให้แฟนเพลงสัมผัสได้เลยว่าเสก โลโซ ก็เป็นเหมือนกับเพื่อนของพวกเขาคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าผู้ชายคนนี้อาจจะไม่สามารถมานั่งดื่มกินสังสรรค์ในวงเหล้ากับแฟนเพลงได้เท่านั้นเอง
แต่สิ่งที่อาจจะดีกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ คือการที่บทเพลงของวงโลโซถูกเปิดในวงเหล้าทุกวันในทุกจังหวัดของประเทศไทย ในงานเลี้ยง งานบวช งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานวันเกิด ฯลฯ แม้แต่คลับที่ดูหรูไฮโซไฮซ้อมากแค่ไหน บทเพลงของวงโลโซจะยังบรรเลงอยู่ในนั้นเช่นกัน ไม่นับรวมในผับบาร์ทั่วประเทศที่รับรองได้เลยว่าไม่มีคืนไหนเลยที่จะผ่านไปโดยที่วงดนตรีประจำไม่เล่นเพลงของวงขวัญใจมหาชนวงนี้
ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้
ผมเรียนจบในระดับมัธยมและอุดมศึกษามานานมากแล้ว ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเด็กวัยรุ่นยุคนี้ยังดีดกีตาร์ร้องเพลงวงโลโซหลังเลิกเรียนกันอยู่หรือเปล่า ถ้ายังคงเป็นอย่างนั้นก็คงดี แต่ถ้าไม่แล้วละก็ ผมก็อยากจะเดินเอาหนังสือรวมแทปกีตาร์ (หรือส่งแทปให้ผ่านทางมือถือ) รวมเพลงโลโซให้เด็กยุคนี้ลองเล่นดู
การมองโลกตามความเป็นจริงโดยที่ไม่อิงต่อเทคโนโลยี ช่วงเวลาที่จำเพาะแห่งยุคสมัย และวัฒนธรรมกระแสนิยมทำให้งานเพลงของวงโลโซอยู่เหนือกาลเวลา ผมเชื่อว่าถ้าหากเด็กวัยรุ่นทุกวันนี้ยังเล่นเพลงของวงโลโซอยู่ พวกเขาก็จะยังคงสนุกสนานเฮฮากับบทเพลงของวงดนตรีวงนี้เหมือนสมัยที่ผมเรียนหนังสือ (ถึงแม้ว่าศัพท์บางคำอาจจะฟังดูเชยไปบ้าง) และก็อย่างที่บอกว่างานเพลงของวงโลโซเหมือนมีมนต์สะกดบางอย่างที่น้อยวงนักจะมีได้
ถ้าหากผมสามารถกลับไปเป็นเด็กวัยรุ่นได้ในตอนนี้เลย ได้กลับไปเรียนหนังสือ ได้พบรัก ได้ชอบผู้หญิงหรือถ้าบังเอิญโชคดีมีสาวบางคนมาแอบชอบผม แทนที่จะไปเดตกัน ผมอยากจะกลับไปยืนอยู่ข้างๆ สนามฟุตบอลสนามเดิม เปิดเพลงซมซานบรรเลงเป็นแบ็กกราวด์อยู่ไกลๆ ปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยความรู้สึกภายในใจออกมา
ผมมีความเชื่อว่าถ้าหากสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง ผมน่าจะจำโกลฟุตบอลที่อยู่หน้ารั้วโรงเรียนได้ จำผืนหญ้าที่เป็นหลุมเป็นบ่อเท่าที่สายตาจะสังเกตได้ ผมน่าจะจำได้แม้กระทั่งสีของแผ่นป้ายที่ตั้งอยู่บนลานเอนกประสงค์ รวมถึงแววตาของเพื่อนผู้หญิงคนนั้นที่ทั้งส่งและหลบสายตาในขณะที่แรงลมเอื่อยๆ กำลังปะทะเข้าใบหน้าของเราทั้งคู่
คำพูดที่ผมจะบอกออกไปหลังจากนั้นอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อเพลงซมซานจะยังคงเหมือนเดิม ตลอดมาและตลอดไปแน่นอน
__________________________________
เสก โลโซ กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสำคัญและถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์สำหรับตัวเขาเองกับคอนเสิร์ต “30 ปี นานเท่าไหร่ก็รอ” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับ โลโซ (LOSO) ที่ถือเป็นร็อกแบนด์ระดับตำนานของประเทศไทย
โดยคอนเสิร์ตที่กำลังจะกลายเป็นว่าที่โชว์ครั้งประวัติศาสตร์นี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 ที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งรับรองได้เลยว่าแฟนๆจะได้เต็มอิ่มกับบทเพลงในความทรงจำของวงเสก โลโซ และวง LOSO พร้อมงานโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่สมกับเป็นโชว์ของตำนานร็อกแอนด์โรลเมืองไทยคนนี้แน่นอน โดบแฟนเพลงสามารถซื้อบัตรในราคา 6,500 / 6,000 / 5,000 / 4,000 / 3,500 / 3,000 / 2,400 และ 1,200 บาท ผ่านทางเว็บไซต์ All Ticket และเคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-Eleven ทั่วประเทศ
ซมซาน ดนตรี ดนตรีร็อก พี่เสก เพลงร็อกไทย เสก โลโซ เสกสรรค์ สุขพิมาย โลโซ ใจสั่งมา