เมืองไทยมี “โรงพยาบาลวันเวลา” ประคับประคองผู้ป่วยต่อจากโรงพยาบาล ให้ทุกวันเวลาที่เหลืออยู่มีคุณภาพ - เส้นทางเศรษฐี
ทุกคนจะเสียชีวิตในห้องผู้ป่วยแบบเงียบ ๆ เหงา ๆ เข็นออกไปอย่างเงียบงัน ในขณะที่ญาติของเขาในวันนั้นจำโมเมนต์เหล่านั้นได้ขึ้นใจ
Painpoint แรกที่ “อัครพล เอื้ออารักษ์” ได้สัมผัสในวันสูญเสียคนใกล้ตัว นำมาสู่การก่อตั้งโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล
ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครก็ตามที่เคยเดินเข้าไปในโรงพยาบาลในวันที่คนใกล้ตัวกำลังจะจากไป และมันคือภาพที่ “อัครพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เคยเผชิญมาด้วยตัวเอง ในวันที่ต้องสูญเสียคนใกล้ตัวไป
เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ค้างคาใจ นั่นคือโรงพยาบาลทั่วไปยังให้ความสำคัญกับการรักษาเป็นหลัก แต่กลับไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการดูแลความรู้สึกของผู้ป่วยในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คนไข้จำนวนไม่น้อยจากไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครถามว่า พวกเขาอยากใช้วันเวลาสุดท้ายแบบไหน
คำถามที่ค้างคาในใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะอัครพลคลุกคลีอยู่กับโรงพยาบาลมาเกือบ 20 ปี ในฐานะผู้บริหารธุรกิจด้านการออกแบบและก่อสร้างสถานพยาบาล เขาเห็นโรงพยาบาลมาตั้งแต่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า เห็นการวางผัง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายที่สุด
แต่ยิ่งเห็นโรงพยาบาลมากขึ้นเท่าไร เขากลับยิ่งเห็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในแบบก่อสร้าง นั่นคือความทุกข์ ความกังวล และความเหนื่อยล้าของครอบครัวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยของคนที่รัก เขาเห็นลูกที่ต้องหยุดงานมาดูแลพ่อแม่ เห็นคู่ชีวิตที่ต้องกลายเป็นผู้ดูแลเต็มเวลา และเห็นครอบครัวที่ต้องตัดสินใจแทนคนที่รักในวันที่ไม่มีคำตอบใดง่ายเลย
จาก Painpoint สู่ธุรกิจ เติมช่องว่างที่ไม่มีใครเติมเต็ม
“ยิ่งอยู่ในระบบมากขึ้น ยิ่งรู้สึกว่ามีบางเรื่องที่โรงพยาบาลทั่วไปยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด” คำพูดสั้น ๆ นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ติดค้างในใจอัครพลมาหลายปี ว่าหากวันหนึ่งไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้แล้ว ยังมีทางใดที่จะช่วยให้ชีวิตของคนคนหนึ่งดีขึ้นได้อีกหรือไม่

คำถามนี้พาเขาไปสู่การศึกษาแนวคิด “การดูแลแบบประคับประคอง” (Palliative Care) อย่างจริงจัง และยิ่งศึกษาลึกเท่าไร เขายิ่งพบว่าคนไทยจำนวนมากยังเข้าใจผิดว่าการดูแลแบบประคับประคองเป็นเรื่องของการรอวาระสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ทั้งที่แก่นสำคัญของแนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องความตาย แต่คือคุณภาพชีวิต การช่วยลดความเจ็บปวด บรรเทาความทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และช่วยให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการมากที่สุด
“หลายคนคิดว่ามีแค่สองทางเลือก คือรักษาต่อเต็มที่ หรือหยุดรักษา แต่จริง ๆ ยังมีพื้นที่สำคัญอยู่ตรงกลาง นั่นคือการกลับมาถามผู้ป่วยว่าเขาอยากใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือสิ่งที่มีความหมายสำหรับเขา และอะไรคือคุณภาพชีวิตที่เขาให้คุณค่า” สำหรับบางคน การมีชีวิตให้นานที่สุดคือเป้าหมาย แต่สำหรับอีกหลายคน เป้าหมายอาจเป็นเพียงการได้กลับบ้าน ได้กินอาหารจานโปรด ได้เห็นหน้าลูกหลาน หรือได้อยู่กับคนที่รักโดยไม่ต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดเกินความจำเป็น
เมื่อ Painpoint ชัดเจนขึ้น สิ่งที่อัครพลต้องตอบต่อมาคือคำถามเชิงธุรกิจ นั่นคือตลาดนี้มีอยู่จริงหรือไม่ และคำตอบที่เขาพบคือ ประเทศไทยยังไม่มีโรงพยาบาลที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลแบบประคับประคองโดยเฉพาะในรูปแบบครบวงจรเช่นนี้ ขณะเดียวกัน สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่อายุที่ยืนยาวขึ้นนั้นไม่ได้มาพร้อมสุขภาพที่สมบูรณ์เสมอไป หลายครอบครัวต้องอยู่กับโรคเรื้อรังเป็นเวลานาน ต้องพึ่งพาคนรอบข้างในการใช้ชีวิตประจำวัน และต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่การรักษาอาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป ความจริงเหล่านี้คือสัญญาณที่บอกว่าตลาดของการดูแลแบบประคับประคองกำลังเติบโตไปพร้อมกับโครงสร้างประชากรของประเทศ
รักษาโรครักษาใจ
โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยแนวคิดที่ต่างจากโรงพยาบาลทั่วไป โดยวางโมเดลการดูแลไว้ครอบคลุมตั้งแต่คนที่ยังไม่ป่วยไปจนถึงผู้ป่วยระยะท้าย แบ่งเป็นกลุ่มบริการหลัก ได้แก่ Preventive และ Longevity สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจประเมินสุขภาพและความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดโรค เช่น การตรวจค่าฮอร์โมนและค่าการอักเสบในเลือด เพื่อวางแผนป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาว กลุ่ม Stroke และ Transitional Care สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหรือผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด ซึ่งเน้นการฟื้นฟูร่างกายในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน และกลุ่ม Palliative Care หรือการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโรงพยาบาล เน้นดูแลผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ให้สามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีความหมายและมีศักดิ์ศรีมากที่สุด
การออกแบบพื้นที่ของโรงพยาบาลก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นสถานที่รักษาโรค แต่ขยายไปสู่การสร้างประสบการณ์ให้ผู้ป่วยยังรู้สึกว่า “นี่คือชีวิตของตัวเอง” ตั้งแต่พื้นที่สวนสำหรับพักผ่อน กิจกรรมบำบัดด้วยดนตรี การจัดอาหารที่ผู้ป่วยชื่นชอบ ไปจนถึงการเปิดให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาเยี่ยม อัครพลเล่าว่า เมื่อได้เข้าไปดูรายละเอียดของการออกแบบก่อสร้างจริง ๆ เขาถึงได้เห็นว่างานนี้ซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก และต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ควบคู่กัน เพราะการออกแบบไม่ได้จบแค่โครงสร้างอาคาร แต่ต้องตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และผู้คนรอบข้างในสังคมสูงวัยไปพร้อมกัน
ดีลหาบุคลากรที่ใช่
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุดของอัครพลคือ เขาไม่ได้มาจากสายแพทย์ จึงต้องเข้าไปศึกษาหลักสูตรด้านการแพทย์และสุขภาพอย่างจริงจังอยู่หลายปี เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้งและสร้างเครือข่ายกับบุคลากรทางการแพทย์ ก่อนจะเดินหน้าดีลหาทีมแพทย์และพยาบาลมาร่วมงาน
สิ่งที่ทำให้บุคลากรของโรงพยาบาลวันเวลาแตกต่างจากที่อื่น คือทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนด้านจิตวิทยา เพื่อให้สามารถรับมือและเข้าใจผู้ป่วยได้อย่างลึกซึ้ง เพราะงานดูแลแบบประคับประคองไม่ได้จบแค่การรักษาตามอาการของโรค แต่ยังต้องรับฟังความกังวลของผู้ป่วย ประคองจิตใจของครอบครัว และอยู่เคียงข้างความสูญเสียที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ อัครพลเชื่อว่าคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยเริ่มต้นจากคุณภาพชีวิตของคนที่ทำหน้าที่ดูแล เขามักตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “เราให้หมอ พยาบาล และทีมรักษาดูแลผู้คนทุกวัน แต่บางครั้งเรากลับลืมถามว่า แล้วใครดูแลพวกเขา” นี่จึงเป็นเหตุผลที่โรงพยาบาลวันเวลาให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของทีมงานไม่แพ้การดูแลผู้ป่วย เพราะถ้าคนดูแลหมดแรง ระบบการดูแลทั้งระบบก็ไม่มีทางแข็งแรงได้

เมื่อคนไทยอายุยืนขึ้น ระบบสุขภาพต้องมองไกลกว่าเดิม
อัครพลมองว่าสังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ของการดูแลสุขภาพ ยุคที่ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การรักษาโรคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลชีวิตหลังการรักษา การดูแลผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงการดูแลครอบครัวที่ต้องแบกรับภาระการดูแลในระยะยาว ในอดีตผู้คนอาจวางแผนการเงินเพื่อการศึกษา การทำงาน และการเกษียณ แต่ในอนาคต การวางแผนสุขภาพระยะยาวจะกลายเป็นอีกเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองเห็นผ่านโครงการ “KTC Wellness” ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองสุขภาพเป็นเพียงค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยอีกต่อไป หากกำลังมองเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ตั้งแต่การป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงวัยที่ต้องการการดูแลมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซียังสะท้อนแนวโน้มเดียวกัน โดยสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดโรงพยาบาลเกือบ 60% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมดในหมวดดังกล่าว สะท้อนว่าสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตและการเงินในระยะยาว ไม่ต่างจากเรื่องบ้าน การศึกษาหรือการเกษียณ คำถามของผู้คนจึงไม่ได้มีเพียงว่า ค่ารักษาพยาบาลเท่าไร แต่รวมถึง หากวันหนึ่งเราดูแลตัวเองไม่ได้ ใครจะดูแลเรา ครอบครัวจะรับมืออย่างไร และเราอยากใช้ชีวิตในช่วงเวลานั้นแบบไหน
ธุรกิจที่สอนให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น
ตลอดเส้นทางการสร้างโรงพยาบาลวันเวลา อัครพลบอกว่าตัวเขาเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อย จากที่เคยมองชีวิตแบบวิศวกร เปรียบชีวิตมนุษย์เป็นกราฟเส้นหนึ่งที่พุ่งขึ้นในวัยทำงานก่อนจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุและโรคภัย เขาเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ทุกครั้งที่การแพทย์ช่วยดันกราฟชีวิตให้กลับสูงขึ้นได้ ผู้ป่วยต้อง “จ่ายต้นทุน” อะไรไปบ้าง ต้นทุนที่ว่านี้ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย แต่อาจเป็นความเจ็บปวด ผลข้างเคียงจากการรักษา การสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเอง หรือแม้แต่เวลาที่เหลืออยู่กับคนที่รัก
“ผมไม่ได้มองว่าการรักษาเป็นเรื่องผิด ตรงกันข้าม การรักษามีคุณค่าอย่างมาก แต่ในบางช่วงของชีวิต เราจำเป็นต้องกลับมาถามว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ พาผู้ป่วยไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริงหรือไม่” การได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยและครอบครัวในทุกวัน ทำให้อัครพลเข้าใจความหมายของคำว่ามีชีวิตอยู่มากขึ้นกว่าที่เคย และทำให้เขาเชื่อมั่นว่าความสำเร็จของระบบสุขภาพไม่ควรวัดกันแค่จำนวนปีของชีวิตที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องวัดกันที่คุณภาพของปีที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วยว่า เป็นชีวิตที่ผู้ป่วยยังอยากใช้อยู่หรือไม่
ชื่อ “วันเวลา” จึงไม่ใช่เพียงชื่อของโรงพยาบาล แต่สะท้อนความเชื่อว่าทุกช่วงเวลาของชีวิตล้วนมีความสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงของการรักษา การฟื้นฟู หรือวันที่ร่างกายไม่อาจกลับมาเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่อัครพลต้องการสร้างไม่ใช่เพียงสถานที่รักษาโรค แต่คือพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกได้มากที่สุด อยู่ต่อ อยู่นาน อยู่ได้ แต่จะอยู่อย่างไรให้ทุกวันมีคุณภาพสูงสุด
Tags
Related Posts
ทุกคนจะเสียชีวิตในห้องผู้ป่วยแบบเงียบ ๆ เหงา ๆ เข็นออกไปอย่างเงียบงัน ในขณะที่ญาติของเขาในวันนั้นจำโมเมนต์เหล่านั้นได้ขึ้นใจ Painpoint แรกที่ “อัครพล เอื้ออารักษ์” ได้สัมผัสในวันสูญเสียคนใกล้ตัว นำมาสู่การก่อตั้งโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครก็ตามที่เคยเดินเข้าไปในโรงพยาบาลในวันที่คนใกล้ตัวกำลังจะจากไป และมันคือภาพที่ “อัครพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เคยเผชิญมาด้วยตัวเอง ในวันที่ต้องสูญเสียคนใกล้ตัวไป เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ค้างคาใจ นั่นคือโรงพยาบาลทั่วไปยังให้ความสำคัญกับการรักษาเป็นหลัก แต่กลับไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการดูแลความรู้สึกของผู้ป่วยในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คนไข้จำนวนไม่น้อยจากไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครถามว่า พวกเขาอยากใช้วันเวลาสุดท้ายแบบไหน คำถามที่ค้างคาในใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะอัครพลคลุกคลีอยู่กับโรงพยาบาลมาเกือบ 20 ปี ในฐานะผู้บริหารธุรกิจด้านการออกแบบและก่อสร้างสถานพยาบาล เขาเห็นโรงพยาบาลมาตั้งแต่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า เห็นการวางผัง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการจัดสภ
10 กันยายน 2569
ท่ามกลางกระแสข่าวเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยที่ซบเซาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องความปลอดภัย หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกไปประเทศอื่นแทน แม้แต่โชว์ระดับตำนานของเมืองพัทยาอย่าง “ทิฟฟานี่โชว์” (Tiffany’s Show) ก็ไม่อาจรอดพ้นแรงกระเพื่อมนี้ไปได้ เราได้พูดคุยกับผู้บริหารของทิฟฟานี่โชว์ ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พร้อมมุมมองว่าธุรกิจนี้ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อความอยู่รอด ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทิฟฟานี่โชว์เคยพึ่งพา “กรุ๊ปทัวร์” เป็นหลัก เหมือนธุรกิจท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดปัญหากับเอเย่นต์ทัวร์ขึ้นมา ธุรกิจจะรับมืออย่างไร ในเมื่อชะตากรรมทั้งหมดผูกติดอยู่กับคนกลาง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทิฟฟานี่โชว์เริ่มมองไปที่โมเดลการท่องเที่ยวต่างประเทศ และพบว่าคุณค่าที่แท้จริงของโชว์คือความไม่เหมือนใครในโลก และการผลิตโชว์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์ทั้งหมด หันไปจับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ FIT (Free Independent Traveler) หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทาง
10 กันยายน 2569
“ทุกคืนจะนอนข้างโทรศัพท์สองเครื่องและแล็ปท็อปหนึ่งเครื่อง โดยเปิดเสียงดังสุด เพื่อจะได้ยินสายเรียกเข้าจากลูกค้าได้ตลอดเวลา” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปอ่านเรื่องราวของ ซาฮาร์ โยนา หญิงสาววัย 27 ปี ที่เป็นช่างทำกุญแจแบบครบวงจร สำหรับบ้านและอาคารพาณิชย์ ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืนจากคลิปเดียว ธุรกิจนี้มีชื่อว่า Locksmith Girl of NYC ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2025 โดยเธอบอกว่าเธอนั้นต้องการที่สร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จุดเริ่มต้นจากคลิปไวรัล เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ธุรกิจกำลังเงียบเหงากลับมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นที่รู้จัก นั่นคือการที่เธอตัดสินใจโพสต์คลิปลงบน TikTok เป็นคอนเทนต์ที่แนะนำให้ผู้หญิงในนิวยอร์กโทร.หาเธอ หากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือกังวลที่จะต้องเรียกช่างกุญแจผู้ชายมาสะเดาะลูกกุญแจที่บ้านในยามค่ำคืน ซึ่งเรียกได้ว่าคลิปได้กลายเป็นไวรัลจนมียอดเข้าชมสูงกว่า 600,000 ครั้ง และได้เปลี่ยนชีวิตเธอไปทันที เพราะจากเดิมที่มีงานประปราย กลายมาเป็นมีลูกค้าติดต่อเข้ามาแน่นขนัดถึง 60 งานต่อสัปดาห์ โดยม
10 กันยายน 2569
อายุเพียง 18 ปี แต่กลับสร้างรายได้เข้ากระเป๋าเดือนละ 10 ล้านบาท ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D เพียงเครื่องเดียว เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของ Young Entrepreneur อย่าง ไมเคิล แซตเทอร์ลี (Michael Satterlee) อายุ 18 ปี ที่ได้สร้าง ธุรกิจ E-commerce จากการขายสินค้า จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไมเคิล แซตเทอร์ลี (Michael Satterlee) ได้โพสต์วิดีโอตอนที่เขากำลังกระดกน้ำอัดลมจาก “ที่ใส่กระป๋องรุ่นแท็กทิคัล” ของเขา ซึ่งคล้ายกับปลอกใส่กันเย็นทั่วไปแต่ให้ความรู้สึกที่สนุกกว่า เพราะเมื่อเขาดื่มกระป๋องแรกหมด เขาจะกระแทกที่ใส่กระป๋องลงบนกระป๋องใหม่ทันที ทำให้กระป๋องเก่ากระเด็นพุ่งออกมาเหมือนกับการคัดปลอกกระสุนปืน แล้วเขาก็เริ่มดื่มกระป๋องที่สองต่อได้เลย วิดีโอนี้กลายเป็นไวรัลถล่มทลายด้วยยอดวิวมากกว่า 50 ล้านครั้งบน Instagram https://www.instagram.com/reel/DOKTNtPDHYm/?igsh=MXZmYzB2NjZ2aXlpag== เมื่อถูกถามว่าทำไมมันถึงกลายเป็นกระแสไวรัลขนาดนี้ ไมเคิลมองว่ามันคือความแปลกใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน และกระแสนี้เองที่ส่งผลให้ธุรกิจ “Cruise Cup” ของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด จน
9 กันยายน 2569
จากร้านขายปืนที่เปิดมานาน 30 – 40 ปี สู่ร้านขนมปัง “Mommy’s Magic BKK” เมื่อไม่สามารถนำเข้าปืนได้ รุ่นลูกจึงปรับพื้นที่เดิมให้กลายเป็นร้านเบเกอรี่ที่สร้างกิมมิก “คนขายปืนมาขายขนมปัง” ขณะเดียวกันก็ให้พนักงานร้านปืนได้ฝึกทำขนมและมีงานทำต่อ วินนี่ – วิลาสินี กรรณิกา วัย 30 ปี เล่าที่มาของการเปลี่ยนร้านปืนเป็นร้านขนมปัง พร้อมพาไปรู้จัก “ซาวร์โดว์ซีอิ๊ว” เมนูคอลแลปกับโรงซีอิ๊ว จังหวัดยะลา จุดเริ่มร้านปืนสู่ร้านปัง Mommy’s Magic BKK คือร้านขนมปังในร้านขายปืน ตั้งอยู่บนถนนอุณากรรณ ย่านวังบูรพา ชื่อว่า “ปืนสุชาติและเพื่อน” ธุรกิจที่ดำเนินมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ยาวนาน 30 – 40 ปี จนเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถนำเข้าปืนได้ รุ่นลูกจึงหันมาเปิดโรงเรียนสอนทำขนมปังแถวโลตัสพระราม 4 สอนเบเกอรี่หลากหลาย ทั้ง เค้ก ชิโอะปัง ซาวร์โดว์ เป็นต้น พร้อมเปลี่ยนร้านปืนเป็นร้านขนมปังได้ปีกว่า โดย 3 คนพี่น้องช่วยกันดูแล คือ วันวิสา ตั้งมนสิการกุล ดูแลการเงินและบัญชี, วารินทร บุณยะชัย พัฒนาสูตร และวินนี่ ดูภาพรวมและการตลาดทั้งหมด วินนี่แชร์ให้ฟังว่า “โลเคชันร้านปืนดีมาก ใกล้รถไฟใต้ดิน สนามหลวง วัดพระแก้ว และอีกเหต
9 กันยายน 2569
ถ้าใครเล่นโซเชียลอยู่บ้างในช่วงนี้ คงเคยผ่านตาคลิปหนึ่งจากช่อง TikTok ที่ออกมาชักชวนให้คนไปเที่ยว “ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์ สมุทรปราการ” ด้วยมุมมองที่ว่า นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวแสนเงียบเหงา ที่แทบไม่มีใครแวะเวียนไปเยือนแล้ว ใครจะไปคิดว่า คลิปสั้นๆ คลิปเดียวจะกลายเป็นจุดเปลี่ยน เมื่อมันถูกแชร์ต่อไปในวงกว้าง พลังของโซเชียลก็เปลี่ยนยอดวิวให้กลายเป็นยอดคนเดินทางไปเยือนจริงๆ จนเกิดภาพผู้ชมนั่งแน่นขนัดเต็มอัฒจันทร์ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ชาวเน็ตไม่น้อย และแน่นอนว่าสร้างรอยยิ้มให้ทางสวนสัตว์ไม่แพ้กัน ตำนานที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2493 กว่าจะมาเป็นแลนด์มาร์กที่คนรุ่นใหม่พูดถึงในวันนี้ ฟาร์มแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่ธรรมดา จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2493 จากการทดลองเพาะเลี้ยงจระเข้ในเชิงเศรษฐกิจ ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ระดับประเทศ ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุคนั้น การได้เห็นจระเข้จำนวนมากรวมอยู่ในที่เดียวกันถือเป็นประสบการณ์ที่หาชมได้ยากมาก และนี่คือจุดที่ทำให้ฟาร์มแห่งนี้กลายเป็นที่จดจำ จุดขายที่ไม่เหมือนใคร: โชว์จับจระเข้แห่งแรกของโลก สิ่งที่ทำให้ฟาร์มจระเข้และส
8 กันยายน 2569