Cover Image

“ข้าวตราฉัตร” ผู้บริโภคคือจุดตั้งต้นของการพัฒนา เข้าใจความต้องการ รักษาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง - Marketeer Online


เป็นความสำเร็จอีกครั้งของ “ข้าวตราฉัตร” แบรนด์ไทยระดับโลกที่ยังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค จนคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ในหมวดแบรนด์ข้าวสารบรรจุถุง ครองความเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจเป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน

“ตลาดข้าววันนี้มีความต้องการหลากหลายขึ้น ทั้งความชอบในการบริโภค รูปแบบการใช้ชีวิต และความสนใจเรื่องสุขภาพ ข้าวตราฉัตรจึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคกำลังมองหาอะไร และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาสินค้าและกระบวนการทำงานของแบรนด์”

คุณยงยุทธ พฤกษ์มหาดำรง รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ข้าวตราฉัตร กล่าวกับ Marketeer ถึงหัวใจสำคัญของการรักษาความเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่การเข้าใจผู้บริโภค และนำความเข้าใจนั้นกลับไปพัฒนากระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ

ข้าวตราฉัตรเรียกแนวทางนี้ว่า “Table to Farm” เมื่อรู้ว่าผู้บริโภคต้องการข้าวแบบไหน ความต้องการบนโต๊ะอาหารก็จะกลายเป็นโจทย์สำหรับการพัฒนาการปลูกและการผลิต แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการทำงานของกลุ่มธุรกิจ CPCRT

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวแนวคิด “RICE TECH” พร้อมเปลี่ยน Motto จาก “มาตรฐานแน่นอนทุกถุง เหมือนกันทั่วโลก” มาเป็น “ข้าวระดับโลก นวัตกรรมที่รักคุณ” เพื่อตอกย้ำมาตรฐาน กระบวนการผลิตข้าวสารบรรจุถุงระดับโลก ด้วยการผสานเทคโนโลยีในทุกขั้นตอน  ควบคู่ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ข้าวตราฉัตรทุกเมล็ดอร่อย คุณภาพสูง ภายใต้แนวคิดการใส่ใจใน 4 มิติหลัก ได้แก่ คุณภาพ สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืนต่อโลก

เพราะแต่ละคน รับประทานข้าวไม่เหมือนกัน

ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความชอบในการรับประทานข้าวแตกต่างกัน บางคนชอบข้าวใหม่ บางคนชอบข้าวเก่า บางคนเลือกข้าวกล้อง ขณะที่อีกกลุ่มให้ความสำคัญกับค่าน้ำตาลต่ำ หรือเลือกข้าวให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพ

คุณยงยุทธมองว่า ความหลากหลายเหล่านี้เกิดขึ้นตามไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ประสบการณ์ และข้อมูลใหม่ ๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ คนที่เคยเลือกข้าวหอมมะลิอาจเริ่มสนใจ Low Carb ขณะที่คนที่ออกกำลังกายมากขึ้นอาจมองหาคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบที่เหมาะกับตัวเอง รวมถึงสังคมสูงวัยที่ทำให้ความต้องการด้านอาหารมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ความหลากหลายนี้เป็นโจทย์ของข้าวตราฉัตรในฐานะสินค้า Mass ที่ต้องดูแลผู้บริโภคหลายกลุ่ม

Table to Farm” เมื่อผู้บริโภคเป็นจุดตั้งต้นของการปลูก

เรามองผู้บริโภคเป็นหลักก่อน ลูกค้าทานอะไร เดี๋ยวเราจะไปปลูก”

คุณยงยุทธอธิบายว่า สำหรับข้าวตราฉัตร “ข้าว” เป็นทั้งเรื่องของ Culture และ Lifestyle ความต้องการของผู้บริโภคจึงแตกต่างกันไป หากผู้บริโภคต้องการข้าวญี่ปุ่นก็ต้องกลับไปดูว่าจะปลูกข้าวญี่ปุ่นอย่างไร หากต้องการข้าว Organic ก็ต้องพัฒนาการปลูก Organic หรือหากต้องการข้าวที่ตอบโจทย์สุขภาพ ก็ต้องกลับไปพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ

นี่คือแนวคิด Table to Farm” ที่มีจุดตั้งต้นมากจาก “ผู้บริโภค” แล้วออกแบบกระบวนการปลูกและการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการนั้น โดยย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นทางว่า ต้องสร้าง Supply และพัฒนากระบวนการผลิตแบบไหน เพื่อให้ได้ข้าวที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

ตลอดจนยังให้ความสำคัญกับการทำ Chain ให้สั้นลง และเชื่อมโยงกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงผู้บริโภคให้มากที่สุด เพื่อให้ความต้องการที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารสามารถส่งกลับไปถึงการเพาะปลูกได้จริง

Data ช่วยให้มองเห็นความต้องการของตลาด

การเข้าใจผู้บริโภคในระดับนี้ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายด้านมาประกอบกัน โดย Data เป็นพื้นฐานสำคัญในการมองหาแนวโน้มและความเคลื่อนไหวของตลาด ทั้งข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลจากคู่ค้าและพันธมิตรในแต่ละช่องทาง รวมถึงข้อมูลจากช่องทางออนไลน์ที่ช่วยสะท้อนว่าผู้บริโภคกำลังค้นหาอะไร สนใจเรื่องใด และมีความต้องการแบบไหนเกิดขึ้นใหม่

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ข้าวตราฉัตรมองเห็นโอกาสที่อาจเกิดขึ้นในตลาด ตั้งแต่ความต้องการข้าวที่ตอบโจทย์สุขภาพ ไปจนถึงความสนใจเรื่องความยั่งยืน เช่น การเลือกบริโภคสินค้าที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากภายในองค์กรและข้อมูลจากภายนอกจะถูกนำมาเชื่อมโยงและวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้เห็นทั้งปัญหา โอกาส และทิศทางที่กำลังเกิดขึ้น ก่อนนำไปใช้วางแผนพัฒนาสินค้า กระบวนการทำงาน และกลยุทธ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

AI เสริมประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

เมื่อ Data มีบทบาทมากขึ้น AI และ Digital จึงเข้ามาช่วยให้การทำงานเร็วและแม่นยำขึ้น โดยคุณยงยุทธมองว่า AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่คน แต่ช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก ลดเวลาการทำงาน และเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน

ใน ต้นน้ำ AI และข้อมูลถูกนำมาใช้กับการเพาะปลูก การคาดการณ์ผลผลิต และการจัดการข้อมูลของเกษตรกร ซึ่งมีจำนวนมาก ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ละเอียดขึ้น ตั้งแต่ใครปลูกข้าวอะไร ปลูกเมื่อไร ใช้วิธีการดูแลอย่างไร ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและส่งมอบ ขณะที่ กระบวนการผลิต AI เข้ามาช่วยเรื่องเครื่องจักร การลดความสูญเสีย Production Efficiency และการจัดการคลังสินค้า ส่วน ปลายน้ำ คือการนำ Data จากภายในองค์กร พาร์ทเนอร์ ช่องทางการขาย และออนไลน์ มาวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นทั้งปัญหาและโอกาสที่ควรนำไปดำเนินการต่อ

เทคโนโลยีเหล่านี้จึงเป็นอีกส่วนที่ช่วยให้แนวคิด Table to Farm ทำงานได้จริง เพราะเมื่อรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ก็ต้องมีข้อมูลและระบบที่แม่นยำพอจะย้อนกลับไปจัดการตั้งแต่ต้นทาง

“RICE TECH – ข้าวระดับโลก นวัตกรรมที่รักคุณ”

ต้นปี 2569 ข้าวตราฉัตรเปิดตัวแนวคิด “RICE TECH – ข้าวระดับโลก นวัตกรรมที่รักคุณ” พร้อมเปลี่ยน Motto จาก “มาตรฐานแน่นอนทุกถุง เหมือนกันทั่วโลก” มาเป็น “ข้าวระดับโลก นวัตกรรมที่รักคุณ” เพื่อตอกย้ำมาตรฐานกระบวนการผลิตข้าวสารบรรจุถุงระดับโลก ด้วยการผสานเทคโนโลยีในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้าวตราฉัตรทุกเมล็ดอร่อย คุณภาพสูง ภายใต้แนวคิดการใส่ใจใน 4 มิติหลัก ได้แก่ คุณภาพ สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืนต่อโลก

RICE TECH เป็นแนวคิดที่เราต้องการสื่อว่า ข้าวตราฉัตรให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาดูแลคุณภาพของข้าวในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค

เราอยากให้ผู้บริโภคได้รับข้าวที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันเราก็ต้องพัฒนาวิธีการทำงานและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทันกับความต้องการที่เปลี่ยนไป ทั้งเรื่องสุขภาพ ความยั่งยืน และการบริโภคในแต่ละรูปแบบ สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราพัฒนาต้องกลับมาเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค และช่วยให้ข้าวของเรามีคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ”

คุณภาพที่มั่นใจได้ในทุกถุง

“สำหรับข้าวตราฉัตร “คุณภาพ” ยังคงเป็น Value สำคัญของแบรนด์ สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังจากข้าวหนึ่งถุงอาจเรียบง่าย คือเปิดถุงแล้วหุงได้เหมือนเดิม และได้คุณภาพตามที่คาดหวังไว้ทุกครั้ง

หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนความมั่นใจต่อคุณภาพคือการเป็นแบรนด์ข้าวที่กล้าติด “Satisfaction Guarantee” หากผู้บริโภคไม่พึงพอใจยินดีเปลี่ยนสินค้าให้ทันที”

คุณยงยุทธมองว่า สำหรับสินค้าอาหาร โดยเฉพาะข้าว สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการคือความสม่ำเสมอ ใช้ข้าวแล้วได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงเดิมในทุกครั้งที่หุงและบริโภค เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ที่ต้องดูแลตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกและจัดการวัตถุดิบ การเก็บรักษา ไปจนถึงการบรรจุและส่งมอบ เพราะรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนล้วนมีผลต่อคุณภาพของข้าวเมื่อถึงมือผู้บริโภค

เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การควบคุมสภาพแวดล้อมในการเก็บรักษา การจัดการวัตถุดิบ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว รวมถึงการเพาะปลูก ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลข้าวให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ และทำให้ข้าวตราฉัตรยังคงส่งมอบคุณภาพที่มั่นใจได้ในทุกถุง

Rice Master ชวนมองข้าวในมุมใหม่

ปีนี้ข้าวตราฉัตรต่อยอด Rice Tech มาสู่ “Rice Master จ้าวข้าว-จ้าวครัว ชิงแชมป์ประเทศไทย” การแข่งขันที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดเชฟที่มีทั้งความรู้เรื่องข้าวและทักษะในการนำข้าวไปสร้างสรรค์เป็นเมนู โดยมีผู้สมัครจากทั่วประเทศและคัดเลือกจนเหลือ 12 ทีมสุดท้าย พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 250,000 บาท การแข่งขันเผยแพร่เป็นคอนเทนต์ออนไลน์ เพื่อชวนให้คนดูเห็นทั้งศาสตร์ของข้าว เทคนิคการหุง และการนำข้าวไปต่อยอดในครัวมืออาชีพ

จุดที่น่าสนใจของรายการคือการทำให้เห็นว่า คุณภาพของข้าวมีผลต่อจานอาหารมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ เทคนิคและความแม่นยำในการหุง ไปจนถึงการเลือกข้าวแต่ละประเภทให้เหมาะกับเมนู โดยการแข่งขันเลือกใช้ข้าวตราฉัตรหลายประเภทเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ ทั้งข้าวหอมมะลิใหม่ 100% ที่ใช้เทคโนโลยีความเย็น 15°C ข้าว กข 43 ฉัตรไลท์ และข้าวฉัตรทองเกรดพรีเมียม

ทำให้ผู้ชมเห็นความแตกต่างของข้าวแต่ละประเภทผ่านการใช้งานจริง และเข้าใจมากขึ้นว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่อยู่เบื้องหลังข้าวมีส่วนต่อคุณภาพและผลลัพธ์ในจานอาหารอย่างไร ขณะเดียวกัน Rice Master ยังช่วยชวนให้คนในวงการอาหารหันมาให้ความสำคัญกับ “ข้าว” มากขึ้น ตั้งแต่การเลือกข้าว การหุง ไปจนถึงการนำไปใช้กับเมนูต่าง ๆ

ความท้าทายของตลาดข้าว

อุตสาหกรรมข้าวมีโจทย์ที่ต้องติดตามอยู่ตลอด ทั้งสภาพอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อภาคการเกษตร การแข่งขันจากผู้ผลิตหลายประเทศ รวมถึงผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น

คุณยงยุทธมองว่า ข้าวตราฉัตรจึงต้องคิดล่วงหน้าว่าความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตจะเป็นอย่างไร และควรเตรียมสินค้าและเทคโนโลยีอะไรไว้รองรับ อาจเป็นข้าวประเภทใหม่ที่ตลาดยังไม่เคยมี หรือเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะตลาดข้าวมีผู้ผลิตจำนวนมากและมีสินค้าใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง การติดตามความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับข้าวตราฉัตร และยิ่งต้องมองให้ไกลขึ้นเมื่อแบรนด์อยู่ในตำแหน่งผู้นำตลาด

โจทย์ของผู้นำ คือการรักษาความไว้วางใจ

สุดท้ายนี้ คุณยงยุทธฝากคำขอบคุณผ่าน Marketeer ไปยังผู้บริโภคทุกท่านที่ยังคงเชื่อมั่นในแบรนด์ข้าวตราฉัตรเสมอมา

“การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่อง 15 สมัย สะท้อนความไว้วางใจที่เราได้รับจากผู้บริโภค นี่คือผลลัพธ์จากความร่วมมือของคนตลอด Value Chain ตั้งแต่เกษตรกร ทีมงาน พันธมิตร คู่ค้า ไปจนถึงผู้บริโภคที่ยังเลือกให้ข้าวตราฉัตรเป็นแบรนด์แรกในใจ จึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจและกำลังใจให้ข้าวตราฉัตรเดินหน้าพัฒนาคุณภาพ พร้อมรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อไป

ข้าวตราฉัตรยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพ พร้อมติดตามความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตและข้อมูลใหม่ ๆ ที่เข้ามาในชีวิตประจำวัน โดยใช้ Data และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การตัดสินใจและการพัฒนาทำได้แม่นยำขึ้น”


Back To Top