Cover Image

เมื่อสุขภาพของมนุษย์อวกาศ คือ ต้นทุนการรักษาผู้ป่วยบนพื้นโลก    | MM Thailand

จากที่ได้เห็นในฉากภาพยนตร์หรือนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่องของการแพทย์อวกาศค่อยเป็นความจริงขึ้นมาทีละน้อย นับแต่ปี ค.ศ. 1949 เกือบ 80 ปีมาแล้วที่นายแพทย์ชาวเยอรมัน ฮูแบร์ตุส  สตรุกโฮลด์ (Hubertus  Strughold) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งเวชศาสตร์อวกาศ ได้บุกเบิกแนวทางดูแลสุขภาพของนักท่องอวกาศ กระทั่งนำมาซึ่งการค้นคว้าทดลองพัฒนาต่อยอดส่งสัตว์และมนุษย์ออกไปนอกโลก จนประสบความสำเร็จถึงขั้นส่งคนไปเดินบนพื้นผิวดวงจันทร์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1969 เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมการเดินทางสู่อวกาศ ทั้งเพื่อการค้นหาองค์ความรู้ และเพื่อการท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่มีความพร้อมในช่วงเวลาต่อมา

การแพทย์อวกาศสำคัญแค่ไหน ?

ถึงวันนี้ ค.ศ. 2026 ยุคแห่งการเชื่อมข้อมูลทั้งโลกเข้าด้วยกัน เหตุใดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ในอวกาศจึงยังคงมีความสำคัญ และกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนอย่างมหาศาล ทั้งที่ต้องส่งคนออกไปปฏิบัติการภายนอกโลก ขณะที่ภารกิจเพื่อช่วยเหลือและยืดชีวิตมนุษย์ที่อยู่บนโลกยังคงดำเนินต่อไป

เหตุผลข้อแรกที่ไม่ซับซ้อนเลย คือ โลกมีมนุษย์อวกาศมากขึ้นตามภารกิจของแต่ละประเทศที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตอบสนองของร่างกายมนุษย์ต่อสภาพแวดล้อมในอวกาศจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสุขภาพและความปลอดภัยของนักบินอวกาศ เพราะสภาวะที่เกิดจากการบินในอวกาศเป็นเวลานานสามารถเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาที่คล้ายกับกระบวนการสูงวัย ได้แก่ การสูญเสียมวลกระดูก กล้ามเนื้อลีบ และภาวะผิดปกติของภูมิคุ้มกัน งานวิจัยในเรื่องผลกระทบจากรังสี สภาวะไร้น้ำหนัก และการที่ต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยวเป็นเวลานาน ๆ ล้วนส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์ การศึกษาผลกระทบเหล่านี้จึงมีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสนับสนุนทางการแพทย์สำหรับคนที่ต้องเดินทางและใช้ชีวิตในอวกาศโดยตรง

เหตุผลข้อ 2 ภารกิจที่ทำเพื่อคนบนอวกาศมีความหมายต่อคนบนโลกด้วย แม้งานวิจัยการแพทย์อวกาศมุ่งที่การทำความเข้าใจสภาวะในอวกาศว่า ส่งผลกระทบอย่างไรต่อร่างกายมนุษย์ที่อยู่นอกโลก แต่ข้อค้นพบเหล่านั้นก็ถูกนำมาปรับใช้กับเรื่องการดูแลสุขภาพของคนบนโลกได้เช่นกัน การที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่าปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาวะไร้น้ำหนัก การแผ่รังสี และการอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นมีอิทธิพลต่อกระบวนการทางด้านชีวภาพอย่างไรบ้าง ก็เพื่อเป้าหมายที่จะปรับปรุงเรื่องการวินิจฉัยโรค วิธีการรักษาโรค และการป้องกันโรคของมนุษย์บนโลกเราด้วยนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่ดำเนินการโดยองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA (Japan Aerospace Exploration Agency) ในปัจจุบัน เกี่ยวกับการสูญเสียมวลกระดูกและการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อในนักบินอวกาศ สามารถบ่งบอกได้ว่าสภาพร่างกาย เช่น กระดูกพรุนและกล้ามเนื้อลีบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนบนโลกได้อย่างไรบ้าง และยังช่วยพัฒนาวิธีการรักษาที่จำเป็นได้ด้วย

ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่พัฒนาจากผลการตรวจสอบนักบินอวกาศเพื่อการใช้ประโยชน์บนโลก เช่น การแพทย์ทางไกล การออกแบบหุ่นยนต์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ถูกย่อส่วน ซึ่งล้วนแต่ผ่านนวัตกรรมการออกแบบให้มีความก้าวหน้าเพื่อภารกิจบนอวกาศตั้งแต่ต้นทางแล้ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ เทคโนโลยีอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ตอนต้นทศวรรษ 2000 นักวิจัยจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA (The National Aeronautics and Space Administration) ได้ค้นพบวิธีการใหม่โดยการใช้อัลตร้าซาวนด์ช่วยวินิจฉัยโรคและติดตามสุขภาพแบบระยะไกลบนอวกาศ เทคโนโลยีนี้ช่วยลดข้อจำกัดในการนำเครื่องมือทางการแพทย์ขนาดใหญ่หรืออุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายได้ยากขึ้นไปใช้งานบนยานอวกาศ ทั้งยังฝึกฝนให้คนที่ไม่มีความชำนาญ รวมทั้งนักบินอวกาศสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ ซึ่งต่อมาได้นำวิธีการนี้ไปปรับใช้บนโลก ทั้งในการวินิจฉัยอาการบาดเจ็บของนักกีฬา และช่วยสนับสนุนบริการการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล เช่น ภูเขาเอเวอเรสต์และพื้นที่อาร์กติกที่มีความหนาวเหน็บ นอกจากนี้ รายงานจากสมาคมวิทยาลัยแพทย์อเมริกันได้ระบุว่า งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บนอวกาศยังช่วยให้แพทย์ทำความเข้าใจโรคอัลไซเมอร์ โรคหอบหืด มะเร็ง และกระดูกพรุน รวมทั้งวิธีการรักษาโรคได้เป็นอย่างดี 

ทำไมต้องผลิตยาในอวกาศ ?

จากเรื่องการแพทย์ มาถึงการผลิตยาในอวกาศ  

สิ่งที่คนทั่วไปนั้นอาจคิดไม่ถึง คือ ตามธรรมชาติแล้วขั้นตอนการผลิตคิดค้นตัวยาบนโลกย่อมถูกรบกวนจากสิ่งที่เรียกว่า “แรงโน้มถ่วง” ผ่านกลไกเครื่องจักร และส่งผลให้ยาเกิดการตกตะกอน หรือเกิดการพาความร้อน ซึ่งของเหลวที่ร้อนจะลอยตัวขึ้น ขณะที่ของเหลวซึ่งเย็นตัวจะจมลงด้านล่าง ขณะที่บนอวกาศ สภาวะไร้น้ำหนักหรือไร้แรงโน้มถ่วงทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างผลึกยาซึ่งมีคุณภาพสูงและเป็นแบบเดียวกันให้เจริญเติบโตขึ้นได้

ศาสตราจารย์ฟิล  วิลเลียมส์ นักชีวฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม กล่าวว่า ผลึกยาที่เจริญเติบโตได้ในวงโคจรต่ำของโลกหรือบนอวกาศ ย่อมเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้มากกว่าและมีข้อบกพร่องน้อยกว่า ศาสตราจารย์ฟิลอ้างถึงผลึกกรดอะมิโนไกลซีน (Glycine) ที่บริษัท Redwire ผู้ผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกาได้เคยทดสอบแล้วบนสถานีอวกาศนานาชาติและถูกส่งกลับมายังพื้นโลกเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2024 ซึ่งเจ้ากรดอะมิโนไกลซีนเป็นตัวรองรับการทำงานหลายส่วนในร่างกายมนุษย์ เช่น สารสื่อประสาท ส่วนประกอบในคอลลาเจน และเป็นหน่วยสร้างโมเลกุลที่สำคัญในร่างกาย

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำให้โมเลกุลของยามีรูปแบบเดียวกัน จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะส่งเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย หากผลึกยามีหลายขนาดปะปนกัน ผลึกเล็ก ๆ ก็จะไปซ่อนอยู่ในช่องว่างของผลึกใหญ่ ทำให้ของเหลวมีความข้นมากขึ้น ซึ่งความหนืดและความข้นนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดวิธีการดูดซึมยาเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ดังนั้น ยาหรือสารชีวภาพที่มีความข้นและมีความหนืดสูงจึงมักต้องใช้กับเข็มฉีดยาที่ขนาดใหญ่ และผู้ป่วยต้องใช้ระยะเวลาการฉีดยาที่โรงพยาบาลนานขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง 

ในทางกลับกัน ถ้าตัวยามีความหนืดข้นน้อยลง แพทย์ก็สามารถฉีดยาให้ผู้ป่วยด้วยเข็มฉีดยาที่เล็กกว่าและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ส่วนการขนส่งของเหลวที่มีน้ำหนักและมีสภาพไม่เสถียรเหล่านี้สามารถจัดเก็บโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองต้นทุนและตัวสถานที่ เช่น การขนส่งสินค้าทางอากาศแบบแช่แข็ง

จับตาการแพทย์และการผลิตยาบนอวกาศในเอเชียแปซิฟิก

ในชั่วโมงแห่งความรุดหน้าของเทคโนโลยีทุกช่องทาง ไม่ว่าบนบก ในน้ำ บนอากาศ รวมทั้งชั้นบรรยากาศนอกโลกที่เรียกว่า “อวกาศ” ก็มีสถานการณ์แข่งขันที่น่าจับตาด้วย สถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง มอร์แกน  สแตนเลย์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมบนอวกาศจะสร้างมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2040 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า 

นอกจากฟากฝั่งอเมริกากับยุโรปที่รุดหน้าไปในเรื่องการแพทย์อวกาศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีด้วยกัน 51 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยก็พยายามไล่ตาม ซึ่งราวิเทจา  ดักกิเนนิ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของ ResearchSat บริษัทเทคโนโลยีด้านอวกาศในออสเตรเลียใช้คำว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอยู่ใจกลางของการเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้ ทุกประเทศจึงได้ทำข้อตกลงความร่วมมือและความพยายามสร้างงานวิจัยให้มากขึ้น โดยมุ่งไปที่การทำความเข้าใจสภาวะร่างกายมนุษย์เมื่ออยู่นอกโลก

จับตาในบ้านเราก่อน น่าภูมิใจที่ปีนี้ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ในวงการวิศวกรรมการแพทย์อวกาศด้วยโครงการชื่อ TIGERS-X หรือ Thailand Innovative G-force Varied Emulsification Research for Space Exploration เป็นการศึกษาปรากฏการณ์อิมัลชัน คือ การผสมกันระหว่างของเหลวที่เข้ากันไม่ได้อย่างน้ำกับน้ำมัน ซึ่งเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์อาหารและเวชภัณฑ์ 

หลังจากที่ได้ทดลองบนเที่ยวบินสภาวะไร้น้ำหนักไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปี 2567  และพบว่า 2 สิ่งนี้สามารถผสมกันได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงกลตามสมมุติฐาน จึงมีการทดสอบในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติในขั้นตอนต่อมา โดยเลือกใช้โภชนาการทางหลอดเลือดดำซึ่งเป็นสารอิมัลชันซับซ้อนมาเป็นตัวอย่างในการผสม และได้นำส่งขึ้นสู่อวกาศในห้องทดลองโคลัมบัสบนยานอวกาศดรากอนของ SpaceX บริษัทขนส่งทางอวกาศของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยโคจรรอบโลกที่ระดับความสูงเหนือพื้นโลกประมาณ 400 กิโลเมตรในระยะเวลา 1-2 วัน

จุดเด่นของโครงการ TIGERS-X คือ วิศวกรไทยเป็นผู้พัฒนาชุดการทดลองแบบอัตโนมัติทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบและประกอบชิ้นส่วน โดยจำลองห้องปฏิบัติการย่อส่วนบนชิปขนาดเล็ก (Lap-on-Chip) โดยมีขนาด 20 x 20 x 10 ซม. มวลน้ำหนัก 2.5 กก. ใช้กำลังไฟฟ้า 18 วัตต์ พร้อมระบบป้องกันการรั่วไหล โดยเชื่อมต่อกับระบบสื่อสารของสถานีอวกาศเพื่อรับส่งข้อมูลบนภาคพื้นโลก ผ่านมาตรฐานของ NASA และ ESA (European Space Agency) หรือองค์การอวกาศยุโรป 

นับเป็นครั้งแรกของการปฏิบัติการควบคุมการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติจากห้องควบคุมภารกิจของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในประเทศไทย และเป็นก้าวบุกเบิกเรื่องเทคโนโลยีการผสมของเหลวในอวกาศเพื่อการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ ซึ่งมีเป้าหมายสู่การพัฒนาระบบโภชนาการและเวชภัณฑ์สำหรับการสำรวจอวกาศในระยะยาว ได้แก่ การสำรวจดวงจันทร์ และดาวอังคาร โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) และศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

ญี่ปุ่น จีน อินเดีย รัฐสนับสนุนต่อเนื่อง 

JAXA หรือองค์กรสำรวจการบินและอวกาศของญี่ปุ่นยังคงมีงานวิจัยต่อเนื่องเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางกายและสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นในระหว่างเดินทางด้วยยานอวกาศ พร้อมงานวิจัยเรื่องวิธีการประเมินผล เนื้อหางานวิจัยเน้นที่การสนับสนุนสุขภาพมนุษย์ระหว่างปฏิบัติภารกิจในวงโคจรต่ำของโลก ขณะที่พยายามค้นหาความเกี่ยวข้องกับเรื่องการดูแลสุขภาพบนโลกด้วย นอกจากนี้ ยังมีโครงการการเจริญเติบโตของผลึกโปรตีนของ JAXA ซึ่งได้ดำเนินการกับตัวอย่าง 600 ชนิดในโมดูลห้องทดลองของญี่ปุ่นบนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาตัวยาให้สั้นลง

ผู้บริหารสูงสุดของ ResearchSat ได้แสดงความเห็นว่า ญี่ปุ่น คือ ชาติที่จัดการข้อค้นพบเรื่องยาในสภาวะไร้น้ำหนักเชิงพาณิชย์ได้ดีที่สุด ด้วยการเป็นองค์กรรับจ้างวิจัยทางด้านชีววิทยาแบบคิดค่าบริการมานานกว่า 2 ทศวรรษ

ส่วนจีน คือ อีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสนใจด้านนี้มากขึ้น โดยเปิดโครงการทดลองในวงโคจรบนอวกาศในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นความพยายามพัฒนาเรื่องสถานพยาบาลบนอวกาศเพื่อมนุษย์อวกาศที่ต้องใช้เวลาทำงานในอวกาศยาวนานมากขึ้น จีนได้ส่งอุปกรณ์การดูแลสุขภาพ 5 ชนิดขึ้นไปกับยานอวกาศในวงโคจรต่ำของโลก โดยคาดหวังให้อุปกรณ์เหล่านั้นได้เก็บประสบการณ์จากการทดสอบกลับมาในอีก 3 ปีข้างหน้า

โครงการนี้มีมหาวิทยาลัยด้านพัฒนาเทคโนโลยีก้าวหน้าเชนเชนเป็นแกนนำร่วมกับฝ่ายวิชาการด้านนวัตกรรมไมโครแซทเทิลไลต์ของสถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์จีน มีภารกิจตรวจสอบความท้าทายด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาวะไร้น้ำหนัก สภาพแวดล้อมที่ถูกจำกัดและอยู่ในรังสีอวกาศ ซึ่งอาจส่งผลถึงการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูก ภาวะกล้ามเนื้อลีบ แผลที่หายช้า การเปลี่ยนแปลงของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะเครียด

สำหรับอินเดียนั้นมีความพยายามสำรวจอวกาศอยู่เรื่อย ๆ และตั้งใจเพิ่มการวิจัยสาขาการแพทย์อวกาศในเดือนมีนาคมปีนี้ หน่วยงานวิจัยในอวกาศของอินเดีย (ISRO) และสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของอินเดียทุกแห่งได้ลงนามทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันเพื่อส่งเสริมงานวิจัยที่มุ่งเน้นความก้าวหน้าเรื่องสุขภาพของมนุษย์ ภารกิจและความปลอดภัยขณะที่ปฏิบัติภารกิจบนอวกาศ หลังจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีศรี จิตรา ติรูนาล (SCTIMST) ได้เปิดตัวศูนย์การแพทย์อวกาศ และทุนด้านชีวการบินอวกาศ เพื่อขยายงานวิจัยและการฝึกฝนการพัฒนาสาขาดังกล่าวเมื่อปลายปี 2025 

เอกชนขยายบทบาทในออสเตรเลียและเกาหลีใต้

ผู้บริหารสูงสุดของ ResearchSat บริษัทเทคโนโลยีด้านอวกาศ กล่าวว่า นอกจากองค์กรระดับชาติ และสถาบันวิจัยระดับชาติแล้ว ทุกวันนี้ภาคเอกชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องอวกาศด้วย เช่น ResearchSat กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการผลิตทางชีวภาพบนอวกาศในนามของประเทศออสเตรเลีย เพื่อหาประโยชน์จากเงื่อนไขที่ดำเนินการแบบองค์กรรับจ้างวิจัย (Contract Research Organization-CRO) และองค์กรรับจ้างพัฒนาและผลิตยา (Contract Development and Manufacturing Organization-CDMO) สำหรับลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับเภสัชกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพที่ต้องการสภาวะไร้น้ำหนักเป็นสภาพแวดล้อมการผลิตหรือสภาพแวดล้อมในการวิจัย โดยไม่ต้องจัดการกับระบบปฏิบัติการในอวกาศ  

แพลตฟอร์มที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์กรดังกล่าว คือ ADI-Lab เป็นเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพที่มีลักษณะแยกส่วน ทำงานได้ในระยะไกล สามารถสร้างกระบวนการทางชีวภาพของสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients-API) ในตัวยาและวัสดุชีวภาพชนิดใหม่ที่ปลอดเชื้อภายในวงโคจรได้ โดยที่ ResearchSat เป็นฝ่ายออกแบบ สร้างและปฏิบัติการด้วยฮาร์ดแวร์ในวงโคจรของตัวเอง และดูแลรักษาการควบคุมทุกภารกิจและอำนาจในการจัดการข้อมูลให้แก่ลูกค้า ซึ่งต่างจากหลายบริษัทที่ได้ยื่นข้อเสนอการทดลองในสถานีอวกาศนานาชาติ 

ส่วนเกาหลีใต้ มี Boryung เป็นบริษัทออกแบบโครงสร้างงานวิจัยที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้มนุษย์เอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะเลวร้าย ด้วยความเห็นชอบจากพันธมิตรระดับโลกและความพยายามในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่แพลตฟอร์มงานวิจัยที่มีความเป็นอิสระ และกำลังขยายโอกาสสำหรับงานวิจัยและการพัฒนาบนอวกาศ ขณะที่ค้นคว้าวิธีการจัดการความท้าทายด้านสุขภาพทั้งบนโลกและนอกโลกด้วย

การแข่งขันในอวกาศนำไปสู่การผลิตยา

จากความเคลื่อนไหวเรื่องอวกาศในเอเชียแปซิฟิก ขอลงรายละเอียดในอุตสาหกรรมผลิตยาบนอวกาศในอีกซีกโลกหนึ่งที่มีประเด็นน่าสนใจติดตามไม่น้อยกว่ากัน

บทวิเคราะห์ความเกี่ยวโยงของภารกิจบนอวกาศและยา โดย เอลซ่า  โอห์เล็น จากเว็บไซต์ของสื่อธุรกิจ CNBC ได้ตั้งข้อสังเกตว่า อุตสาหกรรมเกี่ยวกับยาเพียงอย่างเดียวใช้เงินจำนวนหลายร้อยพันล้านดอลลาร์ในแต่ละปีสำหรับงานวิจัยและพัฒนา และใช้กับการทำงานร่วมกับองค์กรรับจ้างวิจัยเพื่อการวิจัยในมนุษย์ ขณะที่สถาบันการเงินอย่าง มอร์แกน  สแตนเลย์ ให้ความเห็นถึงอุตสาหกรรมยาสั้น ๆ ว่า “สับสนวุ่นวายที่สุด” เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีความพร้อมทำกำไร ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์จนถึงสายเคเบิลประเภทสายใยแก้วนำแสง หรือไฟเบอร์-ออพติก

จุดเริ่มต้นของการผลิตยาบนอวกาศมาจากปี ค.ศ. 2014 บริษัท Merck หรือที่รู้จักกันในนาม MSD ได้ทำการทดลองเรื่องการเจริญเติบโตของผลึกในสถานีอวกาศนานาชาติ พร้อมกับตัวยารักษาโรคมะเร็งที่ขายดีอย่าง Keytruda ซึ่งเป็นสารแอนติบอดี้หรือกลไกระบบภูมิคุ้มกันในการปกป้องจากการติดเชื้อที่ผลิตในห้องปฏิบัติการทดลอง ถูกนำเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยในโรงพยาบาลครั้งแรกด้วยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ก่อนจะพัฒนาไปสู่ยาชนิดฉีดที่ผู้ป่วยจัดการเองได้ที่บ้าน 

ตัวอย่างการเห็นภาพรังสียูวีขณะเดินทางในอวกาศ ทำให้ค้นพบการเจริญเติบโตของสารแอนติบอดี้ในอวกาศ และ Merck ได้นำข้อค้นพบนี้ไปใช้งานบนพื้นโลกก่อนที่จะได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2025     

ปีที่แล้ว บริษัท Redwire ได้ก่อตั้งบริษัทย่อยขึ้นมาชื่อ SpaceMD เพื่อเสนอขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเภสัชกรรมที่พัฒนาขึ้นในอวกาศ ใช้เวลานานหลายปีพัฒนาเรื่องการพิมพ์ชีวภาพภายในวงโคจรอวกาศ ก่อนจะพบโอกาสในการสร้างวิธีการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยให้เป็นการค้ากำไรได้อย่างงาม และเทคโนโลยีที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด คือ PIL-BOX ซึ่งเป็นบริษัทผู้ประดิษฐ์ยาตัวใหม่ 

จอห์น  เวลลิงเจอร์ ซีอีโอของ SpaceMD ได้ให้สัมภาษณ์สื่อ CNBC ว่า เขาอยากใช้อวกาศเป็นแหล่งพัฒนาส่วนผสมของตัวยาที่มีศักยภาพในการรักษาโรค แต่ความท้าทายด้านการก่อผลึกหรือความไม่เสถียรของสารประกอบจึงทำให้ยังไม่เป็นไปตามแผน ล่าสุด SpaceMD ได้ก่อตั้งหน่วยงานที่มีผู้เชี่ยวชาญประจำ PIL-BOX ถึง 54 แห่ง พร้อมออกแบบห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติสำหรับผลึกโปรตีนในวงโคจร และยังได้ทดสอบสารประกอบในตัวยาถึง 37 ชนิด ควบคู่กับการทำงานร่วมกับบริษัทยาอีกหลายแห่ง 

บริษัทอเมริกันที่ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานบนอวกาศเพื่อการพาณิชย์อย่าง Varda มั่นใจมากกับทีมผลิตในแหล่งวงโคจรที่มีความต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาดาวเทียมขนาด 300 กิโลกรัมที่มีกระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ติดกับห้องแยกจากตัวยานอวกาศที่มีช่องทางกลับเข้าไปแบบพิเศษ โดยมีการจัดเที่ยวบินแคปซูลอวกาศรอบที่ 6 ซึ่งปล่อยขึ้นไปพร้อมกับ Transporter-16 ของ SpaceX เมื่อเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ Verda กำลังวางแผนออกแบบการบินอีก 2 เที่ยวใน 7 ปีข้างหน้า เพื่อเปิดตัวยานที่มีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด โดยย้ายไปที่โครงสร้างพื้นฐานตายตัวในวิถีโคจร ซึ่งใช้เครื่องบินในอวกาศชนิดเล็กเป็นตัวยานลำเลียงส่วนผสมของยาขึ้นและลงจากวิถีโคจร 

“เราเชื่อโดยพื้นฐานว่า อุตสาหกรรมอวกาศ คือ สิ่งที่จะทำให้เกิดการขยายตัวของมนุษย์” ดีเลียน  แอสพาโรฮอฟว ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Varda Space Industries กล่าว 

ทั้ง Varda กับ SpaceMD ต่างเห็นพ้องกันว่าสถานีอวกาศนานาชาติจะสิ้นสุดภารกิจลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นสำหรับการผลิตเพื่อการค้าในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจที่เป็นคู่ขัดแย้ง ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการทำงานแต่ละโครงการ ดังนั้น หลายบริษัทจึงถอนตัวจากห้องปฏิบัติการทดลองทำวิจัยซึ่งดำเนินงานโดยรัฐบาล 

น่าสังเกตว่าในเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ต่างมีกลุ่มสถาบันระดับทุนหลายพันล้านที่มีความต้องการยาชนิดซับซ้อน โดยที่ไม่ได้มีโครงสร้างเครือข่ายดาวเทียมขนาดเล็กในวงโคจรต่ำของโลก นอกจากความต้องการทางด้านการบำบัดรักษาโรคเป็นกรณีพิเศษ อันเนื่องมาจากภาวะกดดันอย่างมากจากประชากรวัยสูงอายุนั่นเอง   

บนความทุกข์จากพื้นฐานความกลัวของมนุษย์ ได้กระตุ้นให้เกิดการป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมทั้งการพัฒนาต่อยอดมากมาย และน่าทึ่งไม่น้อยที่การค้นพบครั้งสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพของมนุษย์ในอนาคต ไม่ได้มาจากห้องปฏิบัติการบนโลก แต่มาจากสมองและ 2  มือของคนกลุ่มหนึ่ง ณ ที่ซึ่งห่างไกลจากโลกหลายร้อยกิโลเมตร 

แหล่งข้อมูล    

https://www.cra.ac.th/th/news_activities/view/TIGERS-X

https://www.biospectrumasia.com/analysis/29/27705/how-space-medicine-is-rewriting-healthcare.html

https://www.cnbc.com/2026/06/09/space-race-pharma-spacex-varda-redwire-drug-development-orbit.html

Back To Top