พาราสาวะถี

เวทีอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 วาระ 2 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเหมือนลานประลองกำลังกันระหว่างพรรคประชาชนกับภูมิใจไทย ในฐานะคนมีอดีตกันใกล้ต่อกันว่าด้วยเอ็มโอเอ ที่ พรรคส้มเสียค่าโง่ ผลักดันให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ฐานะผู้นำพรรค 71 เสียงได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย กระทั่งก้าวกระโดดมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา เข้าสู่อำนาจอย่างสง่างาม และกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เหล่าลิ่วล้อของพรรคสีน้ำเงินชูคอใช้เป็นหลังพิง อ้างถึงการเป็น แกนนำรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน ตามกลไกระบอบประชาธิปไตย
ถามว่าน่าสนใจหรือไม่กับการตั้งป้าย ตัวเลข 229 ของพรรคสีส้ม ก่อนที่จะถูกบลัฟกลับด้วย ตัวเลข 44 ตามมาการอภิปรายเย้ยหยันของเหล่าสส.พรรคสีน้ำเงินว่าด้วยการเฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปีเอ็มโอเอ เหนือสิ่งอื่นใดท่ามกลางตัวเลขที่นำมาประชดประชันกันนั้น คำพูดของ ศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายสำคัญของพรรคที่ตอกย้ำขอฉลองโอกาสที่พรรคส้มหนุนส่งพรรคน้ำเงินได้ครองอำนาจบริหาร ก่อนที่บอกว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ “ตัวเลข 36 คือเลขที่ถูกต้อง”
ไม่ต้องตีความให้เมื่อยตุ้ม การส่งซิกเช่นนี้ของบังซุปแทบจะเป็นการฟันธงได้แน่นอนแล้วว่า กระบวนการพิจารณาของกกต.ว่าด้วยปมฮั้วเลือกสว.นั้น จะใช้สำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ซึ่งไม่เอาผิดผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน อาจจะมีติ่งเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ศรัทธาขององค์กรเสื่อมทรุดจนไม่เหลือ คาดว่าอาจมีมติส่งบางรายชื่อที่ตามข่าวว่าน่าจะมี 21 รายตัวเล็กตัวน้อยเพื่อให้ศาลให้วินิจฉัยชี้ขาดว่ามีความผิดหรือไม่ ทางออกมีเท่านี้จริง ๆ
ยิ่งย้อนกลับไปดูการสำนึกบาปแทน มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือกรธ. ของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า สิ่งที่เสียใจมากที่สุดและเป็นความผิดพลาดที่สุดของกรธ.คือการร่างกลไกระบบสว.ชุดนี้ขึ้นมา แม้ต่อมามีชัยจะให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่า ไม่เคยบอกไม่เคยเจอนครินทร์ สำทับด้วยกรธ.บางรายที่ยืนยันว่ามีชัยไม่ได้พูดเช่นนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเลือกสว.ประชาชนทั่วไปย่อมสัมผัสได้ว่ามันดีจริงหรือไม่
คนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยกับที่อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญว่า การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ ตนอาจจะพูดแรงเกินไป แต่ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตาก็จะเห็นได้ว่า ความชอบธรรมไม่สูงมาก เนื่องจากระบบที่มาคือ “การเลือกกันเอง ที่เราคิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้” ตรงนี้หากจะย้อนไปหาที่มาของการออกแบบเช่นนี้คงจะมาจากที่ ผู้ยกร่างภายใต้อำนาจท็อปบูธนั้น หวังจะสร้างความเชื่อมโยงจอมปลอมกับภาคประชาชน แต่แท้จริงคือการเปิดช่องให้พวกนักเลือกตั้งสมองใส เห็นช่องว่างในการจะโกงจนเป็นที่มาของคดีฮั้วเลือกสว.ดังกล่าว
ย้ำมาโดยตลอดกลไกที่ออกแบบโดยองคาพยพจากปลายกระบอกปืน ไม่มีวันที่จะเอื้อประโยชน์ให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศได้ตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ เมื่อทุกอย่างถูกวางไว้เช่นนี้ ผลของการชี้ขาดโดยกกต.ถ้าไม่มองโลกสวย ย่อมเป็นไปตามที่ฝ่ายถูกกล่าวหาต้องการ จะบอกว่าเป็นการอุ้มสมพวกเดียวกันมองได้ไม่ผิด แต่ถ้า 7 เสือ กกต.ใช้สำนวนของอนุฯ ชุดที่ 36 มันก็จะมีคำอธิบายต่อมาได้ว่า จากพยาน หลักฐานที่กกต.ได้รับวินิจฉัยมาเช่นนี้มันไม่มีทางที่จะลงมติเป็นอย่างอื่นได้
เช่นเดียวกัน ย้อนไปฟังนครินทร์ที่พยายามจะสื่อสารถึงสังคม แสดงให้เห็นกลไกที่มีปัญหา สุดท้ายก็รับสภาพจากการทำหน้าที่ในองค์กรชี้ขาดปัญหาจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการยุบพรรคการเมืองว่า การยุบพรรคการเมืองมีความซับซ้อนสูงอันเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง เสมือนการต่อเติมบ้านตามอำเภอใจ “ทำไมต้องยุบพรรคต่าง ๆ ก็เพราะกฎหมายกำหนดไว้แบบนี้ ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น เราอยู่ในสภาวะแบบนี้ ก็ต้องทำแบบนี้”
ไม่ว่าจะอธิบายให้สังคมเข้าใจกันอย่างไร ท้ายที่สุดมันก็วกกลับไปยังต้นตอของปัญหานั่นก็คือ ความตั้งใจที่จะรวบอำนาจทั้งหมดไว้ในมือของฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือที่มีการค่อนขอดหลังจากเกิดคณะเผด็จการคสช. พร้อมกลไกต่าง ๆ ตามมาเป็นพรวน นั่นก็คือ สังคมคนดีย์ เพียงแต่ว่ากลุ่มคนที่ถูกเลือกเข้าไปเป็นมือไม้ในการทำงานนั้น เมื่อมองย้อนกลับไปยังภาพลักษณ์โดยเฉพาะผู้ที่ยืนคุมเกมอยู่เบื้องหลัง ต่างก็มีเสียง “ยี้” กันเป็นแถว ทว่าต้องอยู่ในภาวะทำใจเพราะฝ่ายการเมืองเลือกที่จะให้มันเป็นไปเช่นนี้เอง
หากเป็นภาษายุคคอมมิวนิสต์ก็จะบอกว่า สถานการณ์ของบ้านเมืองเวลานี้อยู่ในภาวะสังคมไม่สมใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ จะปลุกระดมพาคนเข้าป่าเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐเหมือนในอดีตก็ใช่เรื่อง ขณะที่จะใช้การเคลื่อนไหวก่อม็อบกดดันเหมือนที่ล้มรัฐบาลในเครือข่าย ทักษิณ ชินวัตร เหมือนอดีตก็ยาก เพราะรู้กันอยู่ไม่ว่าจะระบอบสนธิ-จำลอง ม็อบนกหวีด ล้วนแต่มีเบื้องหลัง จนนำมาสู่ความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างเช่นทุกวันนี้
สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่การหนุนหลังจากพลังอำนาจทั้งปวงที่ทำให้อนุทินและรัฐบาลสีน้ำเงินสามารถจะยืนอยู่ได้โดยไม่หวั่นไหวต่อข้อกล่าวหาใด ๆ มองไปยัง กลุ่มเสียงน้อยแต่มีพลัง ชนชั้นอีลิทต่างก็พร้อมใจที่จะสนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคสีน้ำเงินอย่างเต็มอกเต็มใจ ด้วยเหตุผลเดียวคือเชื่อว่า เสถียรภาพทางการเมืองมั่นคง จะนำมาซึ่งเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง โดยไม่ได้สนใจว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นฐานรากนั้นแท้จริงแล้วอยู่ในภาวะง่อนแง่นหรืออยู่ดีกินดีกันแน่ นี่แหละคือ ตลกร้ายภายใต้การปกครองจากการออกแบบวางกลไกของเหล่าคนดีย์
อรชุน