Cover Image

สู้ไปกู้ไป: นี่เราสู้มาถูกทางจริงๆ ใช่ไหม?

“กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง เหมือนมีอะไรฉุดดึง ไม่ให้เราเลือกทางไป” 

บางส่วนของเนื้อเพลง “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง”  เนื้อร้อง: นิติพงษ์ ห่อนาค, ศิลปิน: ธงไชย แมคอินไตย อัลบั้มตู้เพลงสามัญประจำบ้าน (1999) 

ผมเพิ่งไปร่วมงานแจกรางวัลของ Worldpanel Brand Footprint Summit 2026 จัดโดย Worldpanel by Numerator Thailand บริษัทวิจัยด้านการตลาดที่เชี่ยวชาญเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเร็ว หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า FMCG (Fast Moving Consumer Goods)

‘Brand Footprint’ นิยามว่าเป็นการจัดอันดับแบรนด์ FMCG ที่ถูกเลือกมากที่สุดในโลก (the world’s ranking of the most chosen FMCG brands) สิ่งที่ทำให้การจัดอันดับนี้น่าสนใจอยู่ที่วิธีวัดผล เพราะการถูกเลือกให้ได้รางวัลนี้ไม่ได้ดูมูลค่ายอดขาย แต่ดู Consumer Reach Points (CRPs) ซึ่งคำนวณจากจำนวนครัวเรือนที่ซื้อสินค้า (Penetration) ความถี่ในการซื้อ (Frequency) และจำนวนประชากรในตลาด (Population) ปีนี้เขาวิเคราะห์จากฐานของแบรนด์กว่า 590 แบรนด์และจากพฤติกรรมการซื้อจริงของครัวเรือนทั่วประเทศ ข้อมูลที่ได้จึงน่าเชื่อถือและน่าจะเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้ซื้อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ 

(Worldpanel เคยเป็นหน่วยธุรกิจ Shopper Panel ของ Kantar ก่อนที่ Numerator ซึ่งมี Bain Capital หนุนหลังจะเข้าซื้อเมื่อต้นปี 2025 แล้วรีแบรนด์เป็น Worldpanel by Numerator ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน —  ทุกวันนี้ Kantar กับ Numerator เป็นคนละบริษัทกันแล้ว)

นอกเหนือจากการแจกรางวัล ภายในงานมีการแบ่งปันข้อมูลตลาดของประเทศไทยที่น่าสนใจหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องสภาพเศรษฐกิจซึ่งพอฟังแล้วก็ชวนนึกถึงสิ่งที่คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พูดไว้ตอนประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสสอง (วันที่ 17 สิงหาคม) ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าเศรษฐกิจสู่ New Economy

น่าคิดว่าคำพูด “เรามาถูกทางแล้ว” เป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า เพราะดูจากข้อมูลที่ได้ยินมาในงานวันนั้นดูเหมือนมีหลายอย่างที่สวนทางกัน 

เรามาไล่เรียงกันไปทีละข้อครับ

1. ข้อมูลครึ่งปีแรกของปี 2026 ของ Worldpanel ชี้ว่าตลาด FMCG ไทยเข้าสู่ภาวะการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ การใช้จ่ายในหมวดนี้ของคนไทยติดลบร้อยละ 2.7 ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของทุกปีในรอบเกือบสองทศวรรษ การการปรับตัวเชิงโครงสร้างนี้รวมไปถึงที่ว่าผู้บริโภคดูเหมือนจะลดความสนใจเรื่องแบรนด์ลง แต่ให้ความสำคัญเรื่องความคุ้มค่ามากขึ้น ตัวเลขการเติบโตด้านปริมาณราวร้อยละ 70 มาจากการเพิ่มจำนวนผู้ซื้อรายใหม่ ไม่ใช่การเติบโตจากความถี่หรือความภักดีของลูกค้าเดิม 

2. มีการแชร์ข้อมูลการซื้อของกลับบ้าน (Take Home FMCG Spend Growth) ระหว่างปี 2008 ถึงครึ่งปีแรก 2026 ทำให้เราเห็นพัฒนาการสามช่วงของพฤติกรรมการซื้อของคนไทย

ในช่วงเกือบ 18 ปีที่ผ่านมา พบว่าปีที่คนไทยจับจ่ายใช้สอยกันมากสุดคือปี 2012 ที่ร้อยละ 10.6 อันเป็นผลจากนโยบายในยุคคุณยิ่งลักษณ์ทั้งการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาท นโยบายรถคันแรกและฐานที่ต่ำอยู่แล้วจากมหาอุทกภัยปี 2011 จากนั้นความสามารถในการซื้อของเราลดลงเรื่อยๆ ปี 2013 เหลือร้อยละ 7.2 และหลังจากปี 2014 การเติบโตอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 2.5 เกือบตลอดเวลา และเข้าสู่ภาวะติดลบในปี 2022 หลังโควิด-19 โดยปี 2023 และปี 2025 เป็นสองปีที่ติดลบรุนแรงที่สุด อย่างไรก็ตาม มีการฟื้นตัวเล็กน้อยในปี 2024 ที่ร้อยละ 1.9 เป็นผลจากดิจิทัลวอลเล็ต แต่ก็เป็นเพียงการกระตุ้นระยะสั้น

ภาพทั้งหมดคือผลพวงของนโยบายกระตุ้นที่สร้างยอดวันนี้ด้วยการกู้เงินอนาคตมาใช้ แล้วทิ้งภาระผูกพันไว้อีกหลายปี รถคันแรกคือตัวอย่างที่ชัดที่สุดและยังสร้างนิสัยเรื่องการกู้มาจนถึงทุกวันนี้ ครึ่งปีแรกของปีนี้  2026 ก็ยังไม่กระเตื้อง 

3. มาตรการไทยช่วยไทยพลัส (รัฐจ่าย 60 เราจ่าย 40 เดือนละ 1,000 บาท) ที่เพิ่งเปิดให้ใช้สิทธิวันแรกเมื่อ 1 มิถุนายน 2569 ยังไม่เห็นผลนัก แต่สัญญาณก็ไม่สู้ดี มาตรการยังส่งไม่ถึงยอดขายของภาคธุรกิจ ไม่กระจายไปถึง SME ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมมาอยู่ที่ 41.4 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สี่แล้ว สงสัยไหมครับว่าทำไมเงินที่ใส่เข้าไปถึงไม่ค่อยขยับอะไร —ใช่แล้วเพราะคนไทยเรามี ‘หนี้’ เยอะนั่นเอง

4. ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ที่ 16.41 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 85.9 ของ GDP เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ฟังผ่านๆ ก็เหมือนจะดี แต่ตัวเลขหนี้ที่ลดลงมาจากสถานบันการเงินจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ (กู้ยากมากขึ้น) แต่ไม่ใช่ฐานะครัวเรือนที่ดีขึ้น ครัวเรือนไทยยังอยู่ในภาวะพยายามลดหนี้ แต่ GDP โตเร็วกว่า ก็เลยทำให้สัดส่วนดูสวย หลักฐานที่บอกความจริงชัดที่สุดคือสินเชื่อผ่านโรงรับจำนำที่เร่งตัวขึ้นถึงร้อยละ 18.3 พูดภาษาชาวบ้านคือหนี้ในระบบลดเพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้ คนที่ต้องใช้เงินก็เลยเดินออกไปหาแหล่งอื่นที่ดอกเบี้ยแพงกว่า 

5. ความหนักหนาสาหัสของคนไทยอีกอย่างก็คือ ครึ่งปีเดียวเราเจอทั้งเงินฝืดและเงินเฟ้อ นี่คือส่วนที่ผมคิดว่าคนพูดถึงกันน้อย ต้นปีคนไทยเจอภาวะเงินฝืด เดือนมกราคมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงร้อยละ 0.66 เดือนกุมภาพันธ์ลดลงร้อยละ 0.88 ปัจจัยคือราคากลุ่มพลังงานที่ลดลงตามการอุดหนุนของกองทุนน้ำมัน แต่พอกลางปีโลกเจอสงครามตะวันออกกลาง ทำให้เงินเฟ้อกลับมาบวกร้อยละ 1.95 ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา (ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 1.34 กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ทั้งปี 2026 ไว้ที่ร้อยละ 1.5–2.5) จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ก็ทำให้สินค้าต้องปรับราคาสูงขึ้นหมด เรียกว่าหกเดือนเราจึงเจอทั้งสองสภาวะ  

6. เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่แปลกที่เราจะเห็นกำลังซื้อของคนไทยลดลง จริงๆ เราไม่ได้หยุดซื้อนะครับ แต่เรา ‘เปลี่ยนวิธีซื้อ’ ไปแล้วโดยสิ้นเชิง พฤติกรรมใหม่ของคนไทยส่วนใหญ่คือตัดสินค้าที่ไม่จำเป็นออกจากตะกร้า ลดความถี่ และลดปริมาณการซื้อต่อครั้ง เปลี่ยนไปใช้สินค้าที่ราคาถูกลง หรือสูตรราคาต่ำกว่าที่เคยใช้ หรือมองหาร้านที่เสนอโปรโมชันที่ดีกว่า สิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญสูงสุดสามประการ ไม่ใช่เรื่องความน่าเชื่อถือของแบรนด์ แต่เป็นราคาที่จ่ายไหว (affordability) เน้นเฉพาะของจำเป็น (essentials) และความคุ้มค่าต่อเงินที่จ่ายไป (value for money) ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ข้อมูลที่นำเสนอในงานชี้ว่าความสามารถในการซื้อยังเชื่อมโยงกับจำนวนและประเภทของ ‘รถ’ ที่ผู้บริโภคมีในบ้าน 

7. ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในไตรมาสที่สองของปี 2026 กระทบโดยตรงกับครัวเรือนที่พึ่งพามอเตอร์ไซค์อย่างเดียว เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้มอเตอร์ไซค์คือเครื่องมือทำมาหากิน น้ำมันขึ้นราคาหมายถึงต้นทุนการผลิตของคนที่ไม่มีสวัสดิการรองรับขึ้นตามไปด้วย 

8. ท่ามกลางช่องทางที่หดตัวกันทั้งกระดาน ออนไลน์เป็นช่องทางเดียวที่เติบโตต่อเนื่องทุกปีโดยไม่มีสะดุด จนตอนนี้ไล่ขึ้นมาเทียบชั้นกับค้าปลีกสมัยใหม่อย่างไฮเปอร์มาร์เก็ตและแคชแอนด์แคร์รี (Big C, Lotus’s, Makro) ได้แล้ว ทั้งในกรุงเทพฯ หัวเมืองหลัก และแม้แต่ในชนบท

ผมคิดว่ามันมีแต่จะเพิ่มขึ้น คำถามที่ตามมาไม่ใช่ว่าออนไลน์จะโตหรือไม่ แต่คือประเทศเราเตรียมโครงสร้างไว้รองรับการย้ายชั้นวางสินค้าครั้งนี้ดีแค่ไหน ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายไปแล้ว แต่ดูเหมือนโครงสร้างธุรกิจของประเทศยังไม่ได้วางแผนรัดกุมพอที่จะทำให้รัฐเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากธุรกิจออนไลน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้วางแผนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ในการเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่จึงอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน คือกลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อก็ไปไม่ถึง ยิ่งขายยิ่งขาดทุน ปรับตัวช้าเพราะขาดคนดันหลัง ขาดนวัตกรรม และไม่กล้าลงทุนเพราะไม่แน่ใจในอนาคตของตัวเอง

“เรามาถูกทางแล้ว” ของคุณเอกนิติ เลยกลายเป็นคำถามสำหรับผมว่า “เราอยู่ประเทศเดียวกันจริงๆ ใช่ไหมนะ” 

“จะเอาจากไหนให้เธอ ให้ไปแล้วหมดใจ” 

บางส่วนของเพลง “จะเอาจากไหน” เนื้อร้อง: สารภี ศิริสัมพันธ์, ศิลปิน: ธงไชย แมคอินไตย์ อัลบั้ม Thongchai Smile Club (2001)

ต้องยอมรับก่อนว่าข้อมูลที่คุณเอกนิตินำมาแบ่งปันเป็นตัวเลขจริงเชิงบวกที่ดูสมเหตุสมผล การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 13.4 สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลจาก Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ต้องการลดคอขวดในการดำเนินธุรกิจของต่างชาติ เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้ามา เราก็หวังว่าจะสร้าง Multiplier Effect ต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน 

ด้านเสถียรภาพการคลังก็เป็นข่าวดี เพราะ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจากเชิงลบขึ้นมาเป็นมีเสถียรภาพ พร้อมคงอันดับไว้ที่ Baa1 โดยประเมินว่าหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP จะขยับไปแตะร้อยละ 60 และ 62 ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ซึ่งยังอยู่ใต้เพดานร้อยละ 70 ตามกรอบวินัยการคลัง ถือเป็นแต้มต่อสำคัญเพราะช่วยรักษาต้นทุนทางการเงินของทั้งรัฐและเอกชนไม่ให้พุ่งไปมากกว่านี้

แต่ผมคิดว่าทั้งหมดเป็นสัญญาณบวกระยะสั้นๆ เพราะถ้าเราพลิกดูไส้ในของตัวเลขชุดเดียวกัน มันเล่าอีกเรื่องหนึ่ง 

GDP ไตรมาส 2 ปี 2026 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ถ้าเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าคือประเทศไทย GDP หดตัวร้อยละ 0.2 การบริโภคภาคเอกชนชะลอตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ร่วงต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส ตัวเลขการลงทุนที่พุ่งร้อยละ 13.4 นั้นมาจากการเร่งสั่งซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ เกือบทั้งหมดคือของนำเข้า ผลก็คือการนำเข้าขยายตัวร้อยละ 42.3 สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส แต่เราขาดดุลการค้าสูงลิ่ว (ว่ากันว่าตัวเลขนั้นประมาณ 4 แสนล้านบาท) และดุลบัญชีเดินสะพัดก็ขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส พูดง่ายๆ คือเงินไหลเข้าจริง แล้วก็ไหลออกไปเลย ไทยเราแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร ยิ่งหากเมื่อมองเป้าหมายของกระทรวงการคลังที่จะทำต่อจากนี้ ก็ยิ่งดูย้อนแย้งและท้าทาย ผมคิดว่าคุณเอกนิติและกระทรวงการคลังทำเรื่องเหล่านี้โดยลำพังไม่ได้ เพราะนี่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของทั้งประเทศ

เราลองมาไล่เรียงทีละข้อกันครับ 

1. เห็นว่าจะอัดฉีดรอบใหม่ ไทยช่วยไทยพลัสระยะที่สอง ข่าวว่ามาแน่ และจะมีมาตรการที่ตามมาหลังจากนั้น การเอาเงินใส่เข้าไปในระบบโดยหวังว่ามันจะสร้างผลกระทบเชิงบวก แต่สุดท้ายเหมือนที่ข้อมูล 18 ปีบอกเราว่าทั้งหมดนี้มันก็แค่การกระตุ้นระยะสั้น ที่สำคัญเฟสแรกเพิ่งเริ่มเมื่อมิถุนายน เราประเมินกันหรือยังว่ามันคุ้ม เพราะอย่าลืมว่าทั้งหมดเรากู้เขามา 

2. เห็นว่าจะดันสัดส่วนการลงทุนขึ้นไปแตะร้อยละ 30 ของ GDP จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 20-23 การเพิ่มระดับนี้ใช้เงินมหาศาล แต่ทุกวันนี้ทุนส่วนใหญ่ของเรามาจากการพึ่งพาทุนต่างชาติ ซึ่งไม่พอ ทุนเอกชนในประเทศจะต้องขยายการลงทุนครั้งโหฬาลด้วย เรียกว่าต้อง Landslide เลย แต่หันมาดูสภาพความเป็นจริง เอกชนไทยเอาตัวเองไม่ค่อยจะรอด หรือที่รอดก็ไม่อยากทำอะไรมากไปกว่าเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศหรือซื้อหุ้นคืน มากกว่าจะลงทุนในนวัตกรรมหรือเครื่องไม้เครื่องมือ (หรือแม้แต่กับคน) เพราะแบบแรกให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า หากจะให้นักลงทุนไทยกลับมาลงทุนในประเทศ รัฐต้องสร้างแรงจูงใจมากกว่านี้โดยเฉพาะการสร้างระบบนิเวศที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการลงทุนได้อย่างมั่นใจ

3. เห็นว่าจะดัน GDP ให้โตทะลุ 3% อย่างยั่งยืน ยังไม่พูดว่าทำได้หรือไม่ แต่ขอพูดเรื่องความท้าทายก่อน ปัจจุบันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (complete-aged society คือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 20) และจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged คือมีประชากรอายุเกิน 60 ปีมากกว่าร้อยละ 28) ในอีกราวเจ็ดปี วัยแรงงานเราน้อยลงและแรงงานมีฝีมือยิ่งน้อย ครึ่งปีที่ผ่านมาตัวเลขก็บอกเราอยู่แล้วว่า GDP ไทยเติบโตต่ำที่สุดในบรรดาประเทศอาเซียนที่เผยแพร่ข้อมูลรายไตรมาส ขณะที่เวียดนามขยายตัวถึงร้อยละ 8.4

ข้อได้เปรียบของประเทศเหล่านั้นคือสัดส่วนวัยแรงงานที่สูงกว่าและค่าครองชีพที่ถูกกว่า การที่เราจะโตเกินร้อยละ 3 ได้อย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจที่เป็นนวัตกรรมขั้นสูงมากกว่านี้ (สำหรับแรงงานอายุเยอะอย่างเรา มันต้องขายประสบการณ์และความเก๋า มากกว่างานแบกหามอย่างเดียว) หากเทียบกับประเทศที่เริ่มต้นวางแผนพัฒนาในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงต้นทศวรรษ 2500 ภายใต้ความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาและธนาคารโลกเหมือนๆ กัน จะเห็นว่านโยบายในวันนั้นส่งผลมาถึงวันนี้ เกาหลีใต้เน้นเปิดประตูขาออกล็อกประตูขาเข้า ทำให้อุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาได้ต่อเนื่อง ขณะที่ไทยเน้นเปิดขาเข้ามากกว่าขาออก เน้นให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน ถึงแม้จะมีกฎเกณฑ์ merit-based ที่ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเมื่อผู้ลงทุนทำ R&D หรือพัฒนาบุคลากรอยู่จริง แต่ก็เป็นแค่แรงจูงใจแบบสมัครใจ ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับแบบที่เกาหลีใต้หรือจีนทำ

ผลลัพธ์คือเราโตจากการรับจ้างผลิต จากการลงทุนของคนอื่นแต่ไม่สามารถตั้งไข่ของตัวเองได้ เราโชคดีที่ทุนญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามาช่วงเงินเยนแข็งค่าหลังข้อตกลงพลาซ่าที่ทำในปี 1985 (Plaza Accord เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 1985 รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G5 ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนีตะวันตก ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร พบกันที่ Plaza Hotel ที่นิวยอร์ก เพื่อร่วมกันกดให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินเยน มาร์กเยอรมัน ฟรังก์ฝรั่งเศส และปอนด์อังกฤษ เหตุผลคือดอลลาร์แข็งค่าเกินไปในเวลานั้น จนสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าหนักและถูกกดดันทางการเมืองให้แก้ปัญหาดุลการค้า ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตออกมาลงทุนในไทยและอาเซียนมากขึ้นในปลายทศวรรษ 1980 และกลายเป็นแรงส่งสำคัญของการส่งออกและอุตสาหกรรมไทยยุคนั้น) แต่พอถึงวันนี้เรากลับไม่มีความสามารถในการอัปเกรดประเทศด้วยตัวเอง และยังไม่มีโจทย์ใหม่ที่ชัดเจน นอกจากทำแบบเดิม คือชวนคนมาลงทุนเยอะๆ โดยยังไม่ (กล้า) กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด 

4. เห็นว่าจะดันดัชนี SET ไปที่ 2,000 จุด คุณเอกนิติประกาศความคาดหวังไว้บนเวที Thailand Focus 2026 ว่าอยากเห็นตัวเลขนี้ในปีนี้  หากเทียบตัวเลขของ SET ปัจจุบันจะอยู่ ประมาณ 1,400-1,600 จุดนั่นแปลว่าต้องขึ้นอีกราวหนึ่งในสี่ภายในระยะเวลาที่เหลือ 

หากจะถามเป็นแพลงของพี่เบิร์ด ก็คงจะถามว่า “จะเอาจากไหนให้เธอ ให้ไปแล้วหมดใจ” โครงสร้างตลาดหุ้นไทยอย่างที่เราเห็นและนักลงทุนหลายคนก็น่าจะเห็นเหมือนกันว่า สัดส่วนธุรกิจของเราส่วนใหญ่เป็น Old Economy อย่างเช่น ธุรกิจการเงิน พลังงานฟอสซิล และค้าปลีกดั้งเดิมสูงมาก การปฏิรูปกฎเกณฑ์ช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ก็จริง แต่ไม่มีทางดันตัวเลขไปถึง 2,000 จุดได้ถ้าไม่มีบริษัทนวัตกรรมขนาดใหญ่เข้ามาขับเคลื่อน แล้วเราจะหาจากไหนมา เราจะเริ่มยังไง ในเมื่อฐานความรู้เหล่านี้เราแทบไม่มี ดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเดียวคงไม่พอจะช่วยอะไร

มองเศรษฐกิจแบบคนไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นกูรูการเงิน แต่มองผ่านวัฏจักรหนี้และโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจและการเมืองแบบไทยๆ แบบผม เราก็พอจะเห็นภาพว่ามันยากมากที่จะไปถึงจุดนั้น 

เอกชนอย่างเรา จะเอาจากไหนมาให้คุณเอกนิติ  

คนไทยส่วนใหญ่ถูกกดทับด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก การที่นโยบายรัฐหันมาเร่งเครื่องฝั่งอุปทานด้วยการกระตุ้นการลงทุน การแจกเงินเพื่ออยากให้คนออกมาจับจ่าย สร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนอยากใช้เงินบ้าง ตามทฤษฎีเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเป้ายที่รัฐบาลตั้งไว้ แต่อยู่ที่ว่าหลังจากกระตุ้นระยะสั้นๆ แบบนี้ รัฐบาลจะนำเอาปัจจัยบวกเหล่านี้เปลี่ยน มาเป็นสปริงบอร์ดได้อย่างไร

ในเวลาอันรวดเร็ว เรามีความสามารถในการบังคับใช้แผนงานได้จริงหรือไม่ สามารถสางปมต่างๆ ทั้งกฎหมาย ทั้งระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจโดยเฉพาะกับธุรกิจขนาด SME ได้แค่ไหน สามารถลดละเลิกการเอื้อกลุ่มทุนผูกขาดได้มากน้อยเพียงใด การดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต (เช่น AI, Data Center, พลังงานหมุนเวียนแบบใหม่หรือ EV) ให้มาตั้งฐานในไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเก่าไปสู่อุตสาหกรรมใหม่นั้นเราวางแผนแล้วใช่หรือเปล่า

นี่ยังไม่รวมกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ ปัญหาคอร์รัปชันซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เส้นเลือดใหญ่ของเราอีกทางที่ต้องรีบวางแผนแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาวในการรักษาฐานที่มั่นตรงนี้ไว้ให้ดี

ทั้งหมดล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่น ไม่ใชแค่นักลงทุน แต่ของคนไทยทุกคน 

เพราะเราจะสู้และกู้ไปพร้อมๆ กันแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหนกันเชียว   


อ้างอิง:

ข้อมูลตลาด FMCG และพฤติกรรมผู้ซื้อ

ข้อมูลมหภาค

FMCG GDP หนี้ครัวเรือนไทย เศรษฐกิจ 2026 เศรษฐกิจไทย

เรื่อง: เอกศาสตร์ สรรพช่าง

จบปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาแต่ชีวิตหักเห ต้องมาทำงานด้านการตลาด ปัจจุบันเป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด ของกลุ่มบริษัทเอสอาร์ซีกรุ๊ป บริษัทของคนไทยซึ่งผลิตและจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับแฮร์แคร์และสกินแคร์ ควบคู่ไปกับงานสื่อสารมวลชนและงานเขียนหนังสือ คอลัมน์นี้ตั้งใจให้ทุกคนได้เห็นอีกด้านหนึ่งของงานการตลาดในประเทศไทยและของโลกว่ายังอีกด้านหนึ่งที่เต็มไปด้วยความท้าทายของยุคสมัยและ 'ความจริง' ที่เราอาจเห็นมันเพียงด้านเดียวมาโดยตลอด

Back To Top