ไพร่ติดมหาวิทยาลัย และกิจกรรมภาคบังคับ ประวัติย่อของนักศึกษาไทย ที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้เติบโต - มติชนสุดสัปดาห์

คอลัมน์ CityZense
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
- อ่าน เมืองมหาวิทยาลัย องค์กรที่ไร้การตรวจสอบ ข้อเสนอต่อ รมว.อุดมศึกษาฯ เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาคมทั่วประเทศ
- อ่านบทความทั้งหมดของ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คลิกที่นี่
เมื่อ 9 ปีก่อน ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกิจกรรมภาคบังคับของนักศึกษาที่ถูกนำมาใช้ในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ด้วยอ้างว่าจะช่วยสร้างเสริมศักยภาพของนักศึกษาก่อนจบ จะเรียกกันต่อมาว่า “transcript กิจกรรม”
ความหมายโดยนัยคือ มันคือระบบคู่ขนานกับ transcript การศึกษา
ดังนั้น การจบการศึกษาได้จะต้องผ่านทั้งวิชาการที่เกรดและกิจกรรมบังคับขั้นต่ำที่มหาวิทยาลัยกำหนด และเริ่มกลายเป็นมาตรฐานของหลายมหาวิทยาลัย
ผู้เขียนไปค้นดูพบว่า แม้แต่มหาวิทยาลัยมหิดลที่เป็นอดีตต้นสังกัดของ อ.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็มี และเรียกมันว่า AT (Activity Transcript)
การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ถือเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทยเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์แห่งชาติที่เราเชื่อว่าเราเก่าแก่และยาวนาน
ที่ผ่านมาระบบการศึกษาของเราไม่ได้เอื้อให้เราคิดอย่างมีเสรีภาพนักเช่นเดียวกับสังคมจารีตอื่นๆ โรงเรียนและสถานศึกษามักเป็นไปเพื่อการฝึกฝนตามครู มากกว่าการส่งเสริมการวิพากษ์วิจารณ์ตามสปิริตแบบเสรีนิยมแบบตะวันตก
หรือกระทั่งตะวันออกแบบขงจื่อที่มีขนบการวิพากษ์ผู้มีอำนาจแบบที่เราเห็นในซีรีส์ย้อนยุคของเกาหลี
เป้าหมายทางการศึกษาช่วงแรกก็มักจะเป็นการผลิตบุคลากรเพื่อป้อนระบบราชการ ตั้งแต่ปลายสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึงช่วงปฏิวัติ 2475
อย่าว่าแต่ตอนนั้นมีแต่มหาวิทยาลัยที่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเป็นมหาวิทยาลัยเน้นวิชาชีพและผลิตข้าราชการ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์, ม.แพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือ มหิดล), ม.เกษตรศาสตร์, ม.ศิลปากร
บทบาทของนักศึกษาที่ปรากฏอย่างน่าสังเกต เป็นการออกมาเดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลจอมพลแปลกให้ทำสงครามเพื่อยึดคืนดินแดนที่ฝรั่งเศสเคยยึดครองไป เปิดทางไปสู่สงครามเบื้องบูรพาในเวลาต่อมา
แต่ไม่ใช่ว่าสังคมไทยจะขาดการวิพากษ์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทของการวิพากษ์รัฐมาพร้อมกับกระแสการเติบโตของแนวคิดสังคมนิยม การเกิดขึ้นของนิตยสารอักษรสาส์น การจัดตั้งทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตเมือง เครือข่ายปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนสันติภาพเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่วิพากษ์การทำงานของรัฐบาลที่สนับสนุนอเมริกาและสงครามเกาหลี นำมาซึ่งคดีกบฏสันติภาพ การจับกุมและกักขังในเรือนจำเหล่านักคิดนักเขียนทั้งหลาย
ถือว่ายังมีตลาดความรู้เชิงวิพากษ์ที่เปิดกว้างจากฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายซ้าย และนักเขียนแนวอนุรักษนิยม
ทศวรรษ 2500 การศึกษาไทยค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ความรู้แบบอเมริกัน พร้อมๆ ไปกับอิทธิพลของชาติยักษ์ใหญ่นี้ในระดับโลก
แต่กว่าวัฒนธรรมการวิพากษ์ในมหาวิทยาลัยจะเติบโตก็ต้องทศวรรษ 2510 ไปแล้ว เพราะขณะนั้น ประเทศไทยถูกควบคุมด้วยอำนาจเผด็จการทหารและการผูกขาดทางการเมือง-เศรษฐกิจของชนชั้นนำเพียงหยิบมือ
เราคงไม่ลืมว่า สมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้นปัญญาชนและสื่อมวลชนถูกลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออกมากแค่ไหน โดยเฉพาะการกวาดล้างแนวคิดแบบสังคมนิยมที่ถือว่าเป็นภัยคุกคาม
จนกระทั่งปัญญาชนหลายคนเริ่มจบการศึกษามาจากต่างประเทศ มีบทบาทในฐานะนักคิดนักเขียน หลายคนกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เกิดสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่ความคิดเห็นต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตซ้ำแนวคิดแบบฝ่ายซ้ายที่เคยรุ่งเรืองหลังสงครามโลก
นอกจากนั้น นักศึกษายังได้สร้างแนวร่วมกับขบวนการแรงงาน, เครือข่ายเกษตรกร และประชาชน มีการลงไปที่หมู่บ้าน ไปร่วมรู้จักคนงานในโรงงานเพื่อร่วมรับรู้ความทุกข์และปัญหาของชาวบ้าน และพร้อมจะเป็นปากเป็นเสียงให้พวกเขา ผ่านพลังทางการเมืองที่พวกเขามีและคิดว่ามี
ความเข้มข้นของการขบวนการนักศึกษาที่มาถึงจุดสูงสุดปลายทศวรรษ 2510 ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับความรุนแรงและการปราบปรามในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รัฐไม่ทนและไม่ยอมรับการเรียกร้องและต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชนที่สัมพันธ์กับแนวคิดแบบสังคมนิยมอีกต่อไป
พลังของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐและทุนที่สร้างความเหลื่อมล้ำ และการกดขี่ประชาชนอันแหลมคมก็ถูกสลายลงไปด้วย
กระนั้น แนวคิดเชิงวิพากษ์ไม่ได้สูญหายไปจากมหาวิทยาลัย แต่ยังคงดำรงอยู่ในบางสาขาวิชา และผู้สอนที่ได้รับการฝึกปฏิบัติตามขนบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จบการศึกษามาจากยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือกระทั่งในประเทศ แต่สุ้มเสียงเหล่านั้นมักจำกัดอยู่ในสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่มุ่งทำความเข้าใจและอธิบายสังคมไทยด้วยแว่นทางความคิดต่างๆ
อย่างไรก็ดี คนเหล่านี้ถือเป็นเพียงนักวิชาการกลุ่มน้อย ขณะที่อาจารย์และหลักสูตรส่วนใหญ่นั้น ดำเนินตามสายพานการผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ระบบราชการ และนโยบายทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม/เสรีนิยมใหม่เป็นหลัก
เช่นเดียวกับที่วุฒิปริญญาตรีมีอำนาจทางวัฒนธรรมในฐานะหน้าตาและเกียรติยศของวงศ์ตระกูล รวมทั้งเป็นใบเบิกทางไปสู่การเป็นข้าราชการและความฝันที่จะเป็นเจ้าคนนายคน
การดำรงอยู่ของแนวคิดเชิงวิพากษ์ในมหาวิทยาลัยถือว่ามีความสำคัญ แต่ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วิพากษ์กลับ แตะต้องตอบโต้ไม่ได้ แต่มันเป็นการยืนยันพื้นที่แห่งเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นของมนุษยชาติที่มักไม่ค่อยมีพื้นที่ให้หายใจ เมื่อเทียบกับพื้นที่สาธารณะและสถาบันแบบอื่นๆ ในสังคมไทย
แต่คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทัศนะเช่นนี้จะถูกต่อต้านและภาครัฐจะพยายามปิดปาก เพราะประเทศแห่งนี้มักให้โอกาสกับการรัฐประหารและการครองอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆ ผู้นำเผด็จการไม่เคยถูกลงโทษ แม้ว่าจะก่ออาชญากรรม หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ เช่นเดียวกับสังคมไร้ประชาธิปไตยทั่วโลก
ยังไม่นับว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งเคยรับรองและเป็นส่วนหนึ่งของการรัฐประหารเสียด้วยซ้ำ
กลับมาที่ประเด็นนักศึกษา มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า หลัง 6 ตุลาฯ แม้มหาวิทยาลัยและนักศึกษาจะถูกคุมเข้มจากรัฐ แต่ก็ยังมีกิจกรรมที่ยังพอมีร่องรอยของกิจกรรมแบบช่วงก่อน ก็คือกิจกรรมค่ายอาสา ที่เป็นการส่งความปรารถนาดีจากนักศึกษาในเมืองเข้าไปสู่ชนบท
แน่นอนว่า กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมปลอดการเมืองและเน้นความรู้สึกผูกพันทางศีลธรรมและน้ำใจ รวมไปถึงการสร้างความผูกพันระหว่างนักศึกษากันเอง มากกว่าต้องการจะขับเคลื่อนอุดมการณ์ทางการเมืองและขจัดความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง
หรือหากใช้ศัพท์แบบก่อน 14 ตุลาฯ ก็คือ นักศึกษากลับไปสู่ยุค “สายลมแสงแดด” อีกครั้งหนึ่ง
ตัวอย่างของวรรณกรรมเกี่ยวกับนักศึกษาที่คนรุ่นทศวรรษ 2520 รู้จักกันดีก็คือ ชุด “นิยายรักนักศึกษา” ของ ศุภักษร
ในภาพใหญ่ การขยายตัวของการศึกษาระดับอุดมศึกษาเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเติบโตของภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทศวรรษ 2530 นอกจากการแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศผ่านการ “เอนทรานซ์” แล้ว
ความเปลี่ยนแปลงหลายส่วนที่เกิดขึ้น อย่างเช่นการที่วิทยาเขตในภูมิภาคของ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ แยกตัวออกไปเป็นเอกเทศ เช่น ม.นเรศวร, ม.บูรพา, ม.มหาสารคาม และ ม.ทักษิณ การสร้าง มหาวิทยาลัยของรัฐที่บริหารแบบเอกชนอย่าง ม.สุรนารี, ม.วลัยลักษณ์ และ ม.แม่ฟ้าหลวง การยกระดับจากวิทยาลัยครูไปเป็นสถาบันราชภัฏเมื่อปี 2538 และต่อมาอีก 9 ปีเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนกว่า 38 แห่ง ย่อมทำให้โอกาสการเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเปิดกว้างได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
นั่นหมายถึง การสร้างเกียรติยศให้แก่วงศ์ตระกูลและการเพิ่มโอกาสรับราชการหรือมีงานดีๆ ที่รออยู่ไปด้วย
วันชื่นคืนสุขเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจเติบโตและประเทศยังมีอนาคตและมีความหวังในทศวรรษ 2530-2540 ดังนั้น ผลผลิตของมหาวิทยาลัยเหล่านี้คือ บัณฑิตที่ถูกสร้างไปตอบโจทย์ตลาดแรงงานในภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการ คุณค่าของมหาวิทยาลัยที่ยกมาจึงมิได้ถือครองการสร้างความเป็นเลิศที่เชื่อมโยงกับการเชิดชูคุณค่าเสรีภาพทางวิชาการ
ดังที่เราเห็นได้จากการตั้งคำถาม วิพากษ์และล้อเลียนความเป็นไปของมหาวิทยาลัยผ่านการชุมนุมทางวิชาการในนาม “มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” ที่เกิดจากวงเสวนาของนักวิชาการแถวๆ เชียงใหม่ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา
รัฐประหาร 2549 หวนกลับมาอีกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่แค่การกลับมาของระบบราชการที่มุ่งเน้นสะสมเกียรติยศแต่ไร้ประสิทธิภาพ
แต่สิ่งที่วิ่งตามมาด้วยก็คือ การศึกษาที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ของนายทุนที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของคณะรัฐประหาร
การศึกษากลายเป็นสินค้า มหาวิทยาลัยทยอยเปลี่ยนสภาพไปเป็นบรรษัทในนาม “การออกนอกระบบ”
บัณฑิตถูกคาดหวังว่าจะตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพื่อมิให้บริษัททั้งหลายต้องไปเสียเวลาฝึกฝน
จึงเริ่มมีนโยบายที่จะพัฒนาทักษะและรีดศักยภาพนักศึกษาออกมาในรูปแบบต่างๆ นานา
นวัตกรรมที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ทรานสคริปต์กิจกรรมนั่นเอง
สิ่งประดิษฐ์นี้ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถเกณฑ์นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทั้งในระดับคณะ และระดับมหาวิทยาลัย บางครั้งไม่ต่างจากการที่มูลนายเกณฑ์ไพร่พลไปทำสงคราม หรือปฏิบัติภารกิจให้กับต้นสังกัด
ในทางตรงกันข้าม ภารกิจเช่นนี้ได้กัดกินเวลาว่างที่พวกเขาจะได้พักผ่อน หรือพัฒนาศักยภาพตนเอง
ยิ่งสำหรับนักศึกษาผู้ยากจนแล้ว เวลาว่างของเขานั้นอาจสามารถแปรเป็นรายได้จากงานพิเศษ
ใครเคยดูคลิปที่ฮลุน โซโล่ เล่าถึงตัวเอง ก็น่าจะเห็นภาพได้ไม่ยากว่า สำหรับผู้ขาดแคลนนั้นเวลาสำคัญเพียงใด
น่าเสียดายที่ประเด็นกิจกรรมเหล่านี้ไม่ถูกยกเป็นหัวข้อรณรงค์เมื่อคราวกระแสพลังของเยาวชนพุ่งสูงขึ้นช่วงปี 2562-2563
กิจกรรมสำหรับนักศึกษาแม้ว่าจะมีความสำคัญ แต่ควรเป็นกิจกรรมที่เกิดจากความสมัครใจ ไม่ใช่ขึ้นชื่อว่า “อาสา” แต่ถูกบีบคอให้เข้าร่วมกิจกรรมบังคับตามเงื่อนไขทรานสคริปต์หรือในชื่อเรียกอื่นแต่อยู่บนหลักการเดียวกัน
อย่างน้อยให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ของผู้มีการศึกษา และสติปัญญาได้ใช้ความคิดและเลือกจะมีชีวิตเป็นของตัวเองแม้ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะออกไปเจอโลกความเป็นจริงที่บีบคั้น
นักศึกษามิใช่จุดเล็กๆ บนสแตนด์เชียร์แปรอักษรที่ต้องถูกบังคับให้ปรากฏอย่างไร้ตัวตน
แต่ควรจะมีอิสระมากพอให้ได้เดินชมทิวทัศน์และแหงนมองท้องฟ้า ตั้งคำถามถึงโลกที่ดีงาม และหาคำตอบบนเส้นทางอุดมคตินั้นอยู่ด้วย
มิใช่กลายเป็นเพียงผู้ถูกจองจำเวลาและคำสั่งจากบนลงล่างที่อาจไม่มีวันจะรู้จบได้
ถึงเวลาหรือยังที่จะเลิกเสียทีกับอะไรก็ตามที่เป็นกิจกรรมภาคบังคับเช่นนี้