Cover Image

ปรากฏการณ์มาริโกะ เอโอกิ: คุณเคยปวดอึ๊ในร้านหนังสือหรือเปล่า?

ไม่คิดเหมือนกันครับ ว่าเรื่องนี้มันจะกลายเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ระดับที่มีชื่อเรียกและมีการศึกษากันจริงจัง

เพราะมันคือปรากฏการณ์ ‘ปวดอึ๊’ ในร้านหนังสือ!

อ้าว! เรื่องนี้น่าสนใจมากนะครับ เพราะมีคนบางคนที่เวลาเดินเข้าไปดูหนังสือในร้านหนังสือได้สักพัก จะเกิดอาการ ‘อยากถ่ายหนัก’ ขึ้นมากะทันหันโดยอธิบายไม่ได้ 

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Mariko Aoki Phenomenon (青木まりこ現象) ซึ่งหลายคนอาจบอกว่าบ้าเหรอ เป็นไปได้อย่างไรกัน บางคนอาจรู้สึกว่ามันตลก น่าหัวเราะ การเดินดูหนังสือมันไปเกี่ยวอะไรกับการอยากถ่ายหนักด้วยเล่า 

แต่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงนะครับ แม้ว่าหลายคนอาจไม่เคยสังเกตตัวเองว่าพอเข้าไปเดินดูหนังสือได้สักพักแล้วจะต้องอยากเข้าห้องน้ำ แต่คุณมาริโกะ เอโอกิ ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อปรากฏการณ์นี้ กลับสังเกตเห็นว่าตัวเองมีอาการแบบนี้ แล้วไม่ได้เก็บเอาไว้กับตัว ทว่า ‘เขียน’ เป็นข้อความส่งไปยังนิตยสารด้วย

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1985 แล้วครับ โดยคุณมาริโกะ เอโอกิ ที่ตอนนั้นอายุ 29 ปี และอาศัยอยู่ในโตเกียว ได้ส่งจดหมายสั้นๆ ไปถึงนิตยสารวรรณกรรมเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า Hon no Zasshi (本の雑誌) โดยบอกว่า เธอมีอาการแบบหนึ่งที่อธิบายไม่ได้ นั่นคือถ้าเข้าไปในร้านหนังสือแล้วอยู่นานๆ จะเกิดความรู้อยากขับถ่ายมาเป็นเวลาสองสามปีแล้ว และเธอไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร

กองบรรณาธิการก็คงเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกๆ ที่ตลกดี เลยนำจดหมายของเธอมาตีพิมพ์เอาไว้ในนิตยสาร (สมัยก่อนจะมีหน้าตอบจดหมายอะไรพวกนี้) และคิดว่าคงไม่มีอะไร

แต่ปรากฏว่า มีคนอ่านเป็นจำนวนมากเขียนจดหมายมาถึงนิตยสารโดยบอกว่า – ฉันก็เป็นเหมือนกัน!

นั่นทำให้นิตยสารถึงกับต้องทำเรื่องนี้เป็นสารคดีประจำฉบับความยาวถึง 14 หน้า โดยบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สั่นสะเทือนร้านหนังสือ แล้วตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ตามชื่อของผู้ที่เขียนจดหมายมา ก็เลยกลายเป็น ‘ปรากฏการณ์มาริโกะ เอโอกิ’ ขึ้น

ที่น่าสนใจก็คือ จริงๆ มีหลักฐานว่ามีหลายคนที่เป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่เอโอกิเป็นคนแรกที่พูดถึงเรื่องนี้จนทำให้ได้ชื่อนี้ขึ้นมา

นั่นทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า – เอ๊ะ! แล้วทำไมร้านหนังสือถึงทำให้อยากขับถ่ายล่ะ

ตรงนี้แหละครับที่พิศวงงงวยมาก เพราะจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีทฤษฎีไหนได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง หรือเป็นคำอธิบายมาตรฐานต่อปรากฏการณ์นี้เลย

มีคนที่พยายามอธิบายว่า อาจเป็นกลิ่นกระดาษ หมึก หรือสารเคมีจากหนังสือที่ไปกระตุ้นระบบประสาทแล้วทำให้อยากขับถ่ายหรือเปล่า แต่ปัญหาก็คือ ตัวเอโอกิเองเคยทำงานในโรงพิมพ์มาก่อน เวลาอยู่ในโรงพิมพ์ต้องเจอกับกระดาษและหมึกอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีอาการนี้ ที่สำคัญก็คือ เธอบอกด้วยว่าเวลาเข้าร้านหนังสือมือสองไม่ค่อยจะเป็น ซึ่งก็ยิ่งเพิ่มความลึกลับให้กับปรากฏการณ์นี้เข้าไปอีก

อีกทฤษฎีหนึ่งพยายามอธิบายว่า เวลาเดินในร้านหนังสือนานๆ เราจะอยู่ในท่ายืน แล้วก็จะมีการก้มๆ เงยๆ ค้นหาหนังสือตามชั้น แต่ในโลกยุคปัจจุบัน เราคุ้นกับท่านั่งมากกว่า การที่ร่างกายต้องอยู่ในท่าทางแบบอื่น อาจไปกระตุ้นการขับถ่ายเหมือนการเดินหลังอาหารก็ได้ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่มีการพิสูจน์

ทฤษฎีที่น่าสนใจอีกทฤษฎีหนึ่งเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) โดยมีคนอธิบายว่า เวลาที่เราเข้าร้านหนังสือที่สงบเงียบ เราเดินไปช้าๆ และไม่มีใครเร่งรัดอะไรเรา ไม่มีพนักงานขาย เขาบอกว่าการทำงานของระบบประสาทที่เป็นระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic) จะเปลี่ยนไปเป็นพาราซิมพาเธติก (Parasympathetic) มากขึ้น ระบบประสาททั้งสองเป็นระบบประสาทที่คอยควบคุมสิ่งที่เราไม่ได้สั่งการโดยตรง เช่น หัวใจ ความดัน การย่อยอาหาร ฯลฯ โดยถ้าพูดแบบหยาบๆ ระบบประสาทซิมพาเธติกจะทำงานในโหมดที่เรียกว่า Fight of Flight คือทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมรับมือกับอะไรเครียดๆ แต่เวลาที่เราผ่อนคลาย ระบบประสาทพาราซิมพาเธติกจะทำงานมากกว่า เรียกว่าอยู่ในโหมด Rest and Digest นั่นคือในโลกนอกร้านหนังสือ ทุกอย่างมันจะเร่งเร้ารีบร้อนไปหมด แต่โลกในร้านหนังสือกลับสงบนิ่ง เงียบ และสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ คำว่า Rest & Digest ก็เลยทำงาน และเมื่อมีคำว่า Digest ก็แปลว่าระบบการย่อยและการขับถ่ายจะทำงานมากขึ้น ก็เลยเป็นไปได้ที่จะทำให้เรา ‘ปวดครี่’ มากขึ้นด้วย

แต่ก็ต้องบอกอีกนั่นแหละครับว่านี่เป็นแค่สมมติฐานนะครับ ยังไม่มีใครไปทดลองหรือหาข้อสรุปข้อพิสูจน์อะไรออกมา

อีกทฤษฎีนี้เป็นคำอธิบายทางจิตวิทยาที่เรียกว่าการสร้างเงื่อนไข คล้ายๆ กับทฤษฎีพาฟลอฟที่เวลาสุนัขได้ยินเสียงกริ่งแล้วน้ำลายไหลเพราะคิดว่าเสียงนั้นหมายถึงอาหารนั่นแหละครับ เพียงแต่ในกรณีนี้ มีคำอธิบายว่า ถ้าเราอ่านหนังสือในห้องน้ำเป็นประจำ ก็มีโอกาสที่เราจะคิด (โดยไม่รู้ตัว) ว่าหนังสือหรือการอ่านสัมพันธ์กับห้องน้ำและการขับถ่ายได้ พอเข้าร้านหนังสือแล้วเห็หนังสือเต็มไปหมด สมองก็เลยอาจสร้างความสัมพันธ์กับการขับถ่ายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ต้องเน้นย้ำว่าเป็นแค่สมมติฐานอีกนั่นแหละครับ

เอโอกิบอกว่า อาการของเธอจะเกิดเมื่อเดินวนดูหนังสือในร้านนานประมาณหนึ่งชั่วโมงขึ้นไป แต่ไม่ยักเกิดในห้องสมุด ซึ่งก็ยิ่งประหลาดเข้าไปอีกว่าทำไมถึงเกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจง 

หลายคนอาจถามว่า อาการแบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนญี่ปุ่นหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ แต่เท่าที่ค้นดู ผมยังไม่พบว่ามีข้อมูลข้ามประเทศที่ดีพอจะบอกว่าพบบ่อยแค่ไหน หรือว่าเกิดกับคนญีปุ่นเป็นพิเศษหรือเปล่า 

ที่น่าสนใจก็คือ ในโลกภาษาอังกฤษเองก็มีคำเรียกอย่าง Book Bowels หรือ Bookstore Bowel Movement อยู่ด้วย แล้วก็มีรายงานอยู่เหมือนกันว่าการเดินดูหนังสือในร้านหนังสือทำให้เกิดอาการแบบเดียวกันขึ้นมา แม้แต่ในซีรีส์และหนังสือของนักพูดตลกอย่าง Jerry Seinfeld ก็เคยมีเรื่องนี้อยู่ด้วย

อย่างในหนังสือชื่อ SeinLanguage ของเจอร์รี ไซน์เฟลด์ เขาเขียนเขียนเอาไว้ว่าตัวเองชอบร้านหนังสือมาก แต่ก็พบว่า I also find a bookstore to be a wonderful laxative หรือพบว่าร้านหนังสือเป็น ‘ยาถ่าย’ ที่ดีด้วย (ดู https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1993-09-14-vw-34986-story.html?utm_source=chatgpt.com)

เขาบอกว่าไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจจะเป็นความเงียบ หรือมีหนังสือให้อ่านเยอะๆ ก็ได้ ที่ทำให้เวลาเดินเข้าไปในร้านหนังสือแล้วเกิดอาการแบบนี้ขึ้นมา แล้วเขาก็บอกว่า ร้านหนังสือต่างๆ ควรจะเอาชั้นหนังสือออกไปสักสองสามแถว เพื่อสร้างห้องน้ำดีๆ ให้บริการแทน ซึ่งจะทำให้ร้านหนังสือเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมไปเลย

ไซน์เฟลด์เขียนเรื่องนี้ในปี 1993 ส่วนมาริโกะ เอโอกิ เขียนในปี 1985 และเชื่อได้ว่า ไซน์เฟลด์ไม่เคยอ่านข้อความของเอโอกิมาก่อน แต่น่าจะเขียนจากประสบการณ์ของตัวเองจริงๆ

นอกจากนี้ ในซีรีส์ไซน์เฟลด์ ยังมีตอนหนึ่งที่ให้ตัวละครหนึ่ง คือจอร์จ เข้าร้านหนังสือแล้วหยิบหนังสือไปอ่านระหว่างเข้าห้องน้ำด้วย ผลก็คือร้านต้องบังคับให้เขาซื้อหนังสือเล่มนั้นเพราะว่าจะเอาไปขายให้คนอื่นไม่ได้แล้ว (เพราะร้านกลัวว่าจะมีกลิ่น!) จอร์จก็เลยโวยวายประมาณว่า ถ้าไม่ใช่เพราะหนังสือ เขาก็คงไม่อยากเข้าห้องน้ำขนาดน้ำหรอก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไซน์เฟลด์น่าจะรับรู้ถึงสิ่งนี้อยู่เหมือนกัน เขาถึงเอามาเล่าถึงสองครั้ง และถ้าผู้ชม ‘เก็ต’ เรื่องนี้ ก็แปลว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่เป็นแบบเดียวกัน

ผมแอบคิดไปเองว่า ถ้าหากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงๆ อาจต้องมีกฎหมายหรือข้อบังคับว่า ‘ร้านหนังสือต้องมีห้องน้ำ’ อะไรทำนองนี้หรือเปล่า แต่ก็ยังหาไม่พบว่ามีเรื่องนี้ในเชิงข้อบังคับอยู่จริงๆ ทว่าที่มีก็คือการออกแบบร้านหนังสือเพื่อให้ลูกค้าหาห้องน้ำได้ง่ายอะไรทำนองนั้น แต่ก็เป็นคำแนะนำกว้างๆ มากกว่าจะเฉพาะเจาะจงลงไป 

ด้วยความที่ผมอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ จึงต้องขอความช่วยเหลือจาก AI ให้ช่วยค้นข้อมูลให้หน่อยว่ามีการสำรวจเรื่องนี้ในญี่ปุ่นในระยะหลังอย่างไรบ้าง พบว่ามีการสำรวจคนญี่ปุ่นหนึ่งพันคนในปี 2024 และพบว่า 28.9% รายงานว่าเคยมีประสบการณ์นี้ โดยจะเกิดกับร้านหนังสือขนาดใหญ่บ่อยที่สุด คือมากถึง 56.7% (ดูที่ https://prtimes.jp/main/html/rd/p/000001188.000021580.html?utm_source=chatgpt.com)

แม้จะอธิบายยังไม่ได้ แต่ปรากฏการณ์มาริโกะ เอโอกิ ก็ทำให้ผมนึกถึงอีกหลายปรากฏการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการขับถ่าย 

ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มผู้ชายที่ต้องฉี่ในห้องน้ำสาธารณะบางคน อาจจะมีอาการฉี่ไม่ออกถ้ามีคนเข้ามาใช้ห้องน้ำมากๆ หรือมีคนต่อคิวให้เห็นๆ อยู่ด้านหลัง เขาเรียกว่า Shy Bladder Syndrome คือเกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งจนปัสสาวะไม่ออกทั้งที่ระบบทางเดินปัสสาวะไม่ได้มีปัญหาอะไร อันนี้มีตัวเลขว่ามีคนเป็นประมาณ 3-16% ของประชากร ซึ่งก็ส่งผลถึงการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมของห้องน้ำชาย ว่าควรจะต้องมีฉากกั้น ไม่ควรให้มีคนเดินผ่านด้านหลังคนที่กำลังปัสสาวะอยู่ อะไรทำนองนี้

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่คล้ายๆ ปรากฏการณ์มาริโกะ เอโอกิ ก็คือ ‘บ้านทำให้ปวดฉี่’ 

อันนี้เรียกว่า Latchkey Urgency คือประมาณว่าอาจจะปวดฉี่นิดๆ มาตลอดทาง แต่พอมาถึงบ้าน ไขกุญแจบ้านเท่านั้นแหละ ฉี่แทบราด ต้องเข้าห้องน้ำทันที ซึ่งไม่ได้แปลว่ากระเพาะปัสสาวะเกิด ‘เต็ม’ ขึ้นมากะทันหันเมื่อถึงบ้าน แต่เป็นเพราะการ ‘มาถึงบ้าน’ แล้วต่างหากที่กลายเป็นตัวกระตุ้นให้อยากปัสสาวะ

แต่นอกเหนือจากเรื่องที่เกี่ยวกับฉี่ๆ อึๆ แล้ว ยังมีอีกหลายปรากฏการณ์ที่น่าสนใจนะครับ เช่นอาการ ‘ดูงานศิลปะแล้วจะเป็นลม’ หรือที่เรียกว่า Stendhal Syndrome อันนี้มีรายงานว่า บางคนที่เจอกับงานศิลปะหรือสถาปัตยกรรมที่กระทบใจแรงๆ จะเกิดอาการใจเต้นเร็ว เหงื่อออก เวียนหัว หรือแม้กระทั่งเป็นลมได้ มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Florence Syndrome เพราะฟลอเรนซ์เต็มไปด้วยงานศิลปะใหญ่ๆ แต่ชื่อ Stendhal (หรือ สตองดาห์ล) มาจากนามปากกาของนักเขียนฝรั่งเศสที่มีชื่อจริงว่า Marie-Henri Beyle ซึ่งเป็นคนเขียน Le Rouge et le Noir หรือ ‘สีแดงและสีดำ’ ที่มีการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว และถือว่าเป็นหนึ่งในนิยายฝรั่งเศสเล่มสำคัญ เขามีอาการแบบนี้ตอนที่ไปมหาวิหาร Basilica of Santa Croce ที่ฟลอเรนซ์ในปี 1817 แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า มันเป็นอาการจริงๆ หรือเป็นอาการคล้ายๆ Panic Attack ที่ถูกนำมาตีความว่าเกิดจากงานศิลปะกันแน่

นอกจากนี้ก็มี Jerusalem Syndrome คืออาการไปเยรูซาเล็มแล้วคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลในพระคัมภีร์ ซึ่งอาจเป็นคนที่มีความเปราะบางทางจิตอยู่แล้ว พอได้ไปอยู่ในสถานที่จริงทางประวัติศาสตร์ที่เข้มข้น ก็อาจเกิดปฏิกิริยากับสถานที่ขึ้นมาได้

แต่ที่น่าสนใจและมีการศึกษาจริงๆ ก็คืออาการที่เรียกว่า Museum Fatigue คือยิ่งเดินพิพิธภัณฑ์นานเท่าไหร่ ยิ่งดูของน้อยลง ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะเมื่อยหรือเหนื่อย แต่มีหลักฐานว่า ยิ่งดูพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ นานเท่าไหร่ เวลาที่ใช้ดูสิ่งของแต่ละชิ้นจะน้อยลงเรื่อยๆ พร้อมกับที่อัตราการเต้นของหัวใจจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เรื่องนี้จึงส่งผลต่อการออกแบบพิพิธภัณฑ์ เพราะถ้าเอางานชิ้นเด็ดๆ ไว้ท้ายสุด งานชิ้นนั้นอาจได้รับความสนใจน้อยกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้

นอกจากนี้ยังมีอาการที่เรียกว่า Library Anxiety หรือความกลัวห้องสมุดด้วย มีการศึกษาพบว่า นักศึกษาจำนวนมากจะใช้คำที่มีลักษณะแสดงถึงความกลัว ความสับสน และความรู้สึกเหมือนหลงทาง เมื่อพูดถึงการค้นคว้าในห้องสมุด มีคนวิเคราะห์เอาไว้ว่า เป็นเพราะในสมัยก่อน คนจะกลัวบรรณารักษ์ จึงไม่กล้าถาม เพราะการถามจะเหมือนไม่รู้ว่าต้องใช้งานห้องสมุดอย่างไร พอไม่กล้าถามก็ยิ่งหลงทางหาอะไรต่อมิอะไรไม่เจอเข้าไปอีก จึงเกิดอาการ ‘กลัว’ ห้องสมุดขึ้นมา

ในกรณีของพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด การศึกษาอาการทั้ง Fatigue และ Anxiety นั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมและการให้ข้อมูล เช่นจะทำอย่างไรให้คนเข้าถึงข้อมูลทั้งในห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ได้ดีขึ้น ไม่เกิดความกลัวหรือความอ่อนล้า (ทั้งทางใจและทางกาย) ขึ้นมา

แต่กรณีของการ ‘ปวดอึ๊’ ในร้านหนังสือนี่ – พอยังไม่มีการศึกษาจริงจัง ก็เลยยังไม่เกิดแนวคิดเรื่องการออกแบบหรือบังคับใช้ระเบียบอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ขึ้น

คำถามที่เกิดขึ้นตรงนี้ก็คือ – แล้วคุณเคยอยากถ่ายหนักเวลาเข้าร้านหนังสือด้วยหรือเปล่าครับ!

Mariko Aoki Phenomenon การขับถ่าย ปรากฏการณ์มาริโกะ เอโอกิ ปรากฏการณ์แปลกๆ ร้านหนังสือ หนังสือ โตมร ศุขปรีชา

Back To Top