เด็กจบใหม่กับความท้าทายในตลาดงาน เมื่อนายจ้างไม่ได้มองแค่...
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
จากเดิมที่การเรียนจบมหาวิทยาลัยถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การมีงานทำ แต่วันนี้เด็กจบใหม่ต้องเจอกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป ทั้งจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความต้องการของนายจ้าง ทำให้การมีเพียง “ใบปริญญา” อาจไม่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นทำงานได้
บทวิเคราะห์จาก Bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ปี 2025 เยาวชนทั่วโลกมีอัตราการว่างงาน 12.4% หรือราว 67 ล้านคน ขณะที่กว่า 257 ล้านคน อยู่ในกลุ่ม NEET หรือไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน และไม่ได้ฝึกอบรม
สำหรับประเทศไทย ไตรมาส 2 ปี 2026 มีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน โดยราว 192,000 คนไม่เคยทำงานมาก่อน สะท้อนความยากในการหางานครั้งแรกของคนรุ่นใหม่
4 เหตุผลที่เด็กจบใหม่หางานยากขึ้น
Bnomics วิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานส่งผลต่อโอกาสในการเริ่มต้นทำงานของคนรุ่นใหม่ โดยมี 4 ปัจจัย ดังนี้
1. ทักษะไม่ตรงกับความต้องการ
หลายองค์กรมองหาคนที่มีทักษะเฉพาะและสามารถนำไปใช้ในการทำงานได้จริง แต่เด็กจบใหม่บางส่วนยังมีทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง
2. ประสบการณ์ทำงานยังไม่เพียงพอ
หลายตำแหน่งต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ แม้จะเป็นงานในระดับเริ่มต้น การฝึกงานหรือทำโปรเจกต์จริงจึงเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพให้กับนายจ้าง
3. ยังไม่มีผลงานที่สะท้อนความสามารถ
ใบปริญญาอาจบอกได้ว่า “เรียนอะไรมา” แต่ไม่ได้แสดงถึงความสามารถในการทำงาน การมี Portfolio หรือผลงานจริงจึงช่วยให้นายจ้างเห็นทักษะได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
4. ตำแหน่งงานเปิดรับลดลง
ข้อมูลจาก TDRI พบว่า ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ในปี 2025 ลดลง 9.6% เหลือ 580,505 ตำแหน่ง ขณะที่ผู้สมัครยังมีจำนวนมาก ทำให้เด็กจบใหม่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น
AI กำลังเปลี่ยน “งานแรก” ของเด็กจบใหม่
AI กำลังเข้ามาช่วยทำงานหลายอย่างที่เคยเป็นงานระดับเริ่มต้น เช่น การจัดทำเอกสาร การประมวลผลข้อมูล และการวิเคราะห์เบื้องต้น
ข้อมูลจาก TDRI พบว่า ความต้องการตำแหน่งงานที่ระบุทักษะ AI เพิ่มขึ้นถึง 98.7% สะท้อนว่านายจ้างให้ความสำคัญกับคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้มากขึ้น
เด็กจบใหม่จึงควรเรียนรู้การใช้ AI ควบคู่กับทักษะที่ยังต้องอาศัยความสามารถของคน เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และการตัดสินใจ
นายจ้างไม่ได้มองแค่ “จบอะไรมา”
เมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนไป นายจ้างจึงไม่ได้ดูเพียงวุฒิการศึกษา แต่ยังต้องการเห็นว่า “ผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง”
การฝึกงาน การทำโปรเจกต์จริง การมี Portfolio และทักษะด้านเทคโนโลยี จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กจบใหม่แสดงความสามารถได้มากขึ้น เพราะใบปริญญาบอกว่า “เรียนอะไรมา” แต่ผลงานช่วยบอกว่า “นำความรู้นั้นไปใช้ได้อย่างไร”
ปริญญายังสำคัญ แต่ต้องมีอะไรต่อยอด
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าใบปริญญาหมดความสำคัญ เพราะการศึกษายังคงเป็นพื้นฐานในการสร้างความรู้และต่อยอดสู่อาชีพ เพียงแต่ปริญญาอาจไม่ใช่หลักประกันว่าจะได้งานเหมือนในอดีต
สำหรับเด็กจบใหม่ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การตอบว่า “เรียนจบอะไรมา?” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า “สิ่งที่เรียนมา เรานำไปทำอะไรได้บ้าง?”
ดังสุภาษิต “รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา” จึงเป็นคำที่ใช้ได้เสมอ เพียงแต่ในโลกการทำงานวันนี้ ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง
ใบปริญญายังคงเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่คนรุ่นใหม่ก็ต้องมีทั้งทักษะ ประสบการณ์ และความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อรับมือกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank