เป้าหมายต่อไปของอิสราเอลคือตุรกี?
ย้อนกลับไปกลางทศวรรษ 1990 ชายหาดเมือง Antalya และ Bodrum ของตุรกีเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่มาพักผ่อนในประเทศมุสลิมที่เป็นมิตรกับพวกเขามากที่สุด ปี 1996 สองประเทศลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางทหารฉบับใหญ่ นักบินอิสราเอลขึ้นฝึกบินเหนือน่านฟ้าอนาโตเลียซึ่งมีภูมิประเทศใกล้เคียงกับอิหร่าน เรือรบสองชาติซ้อมรบร่วมกันในเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ความสัมพันธ์แนบแน่นถึงขั้นที่นักวิชาการเรียกทศวรรษนั้นว่า ‘ยุคทอง’ ของความสัมพันธ์ตุรกี-อิสราเอล (Uzer, 2013)
สามทศวรรษต่อมา คืนวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2026 เครื่องบินรบอิสราเอลทิ้งระเบิดแปดระลอกใส่ฐานทัพอากาศ Abu al-Duhur ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย จุดที่ถูกโจมตีอยู่ห่างจากพรมแดนอิสราเอลเกือบ 300 กิโลเมตร แต่ห่างจากพรมแดนตุรกีเพียงราว 70 กิโลเมตร ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงหลุมระเบิดเรียงเป็นแถวบนทางวิ่งทั้งสองเส้น ด้วยเหตุผลที่เทลอาวีฟยอมรับในภายหลังว่า ต้องการสกัดไม่ให้ตุรกีเข้าไปวางกำลังในฐานทัพแห่งนั้น (PBS NewsHour, 2026; Dalay, 2026) สามวันถัดมา รัฐบาลตุรกีประกาศขอให้องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (Interpol) ออกหมายแดงจับกุมนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลตอบโต้ภายในไม่กี่ชั่วโมงด้วยการเรียกประธานาธิบดี เรเจป ทัยยิบ แอรโดก์อาน (Recep Tayyip Erdoğan) ว่า ‘เผด็จการต่อต้านยิว’ (Al Jazeera, 2026a; Channel NewsAsia, 2026)
ระหว่างชายหาดปี 1996 กับหลุมระเบิดปี 2026 เกิดอะไรขึ้นกับคู่ที่เคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดคู่หนึ่งของตะวันออกกลาง และคำถามที่แหลมคมกว่านั้น ซึ่งแวดวงวิเคราะห์ทั้งในเทลอาวีฟ อังการา และวอชิงตันกำลังถามพร้อมกันอยู่ตอนนี้ก็คือ เมื่ออิหร่านอ่อนแรงลงจากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้ว เป้าหมายต่อไปของอิสราเอลคือตุรกีจริงหรือ บทความนี้ชวนผู้อ่านไล่เรียงจากสถานการณ์ล่าสุด ย้อนกลับไปหาต้นตอของความขัดแย้ง และประเมินว่าอะไรกำลังรออยู่ข้างหน้า
เกิดอะไรขึ้นในเดือนสิงหาคม 2026
เหตุการณ์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาไล่ระดับขึ้นทีละขั้นราวกับบันได เริ่มจากการโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพ Abu al-Duhur ซึ่งอิสราเอลนิ่งเงียบในตอนแรก จนกระทั่งทอม บาร์แร็ก (Tom Barrack) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำตุรกีและผู้แทนพิเศษด้านซีเรีย โพสต์ข้อความยืนยันว่าเป็นฝีมืออิสราเอล พร้อมตำหนิว่าเป็นการยกระดับสถานการณ์โดยไม่จำเป็นและไม่ได้ช่วยให้ภูมิภาคมั่นคงขึ้น การโจมตีครั้งนี้ถูกประณามทั้งจากสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหประชาชาติ และหลายรัฐในภูมิภาค หลังจากนั้นอิสราเอลจึงยอมรับ โดยเนทันยาฮูอธิบายตรงไปตรงมาว่า อิสราเอลเห็นว่าตุรกีตั้งใจจะเข้าไปวางกำลังในสนามบินดังกล่าว จึงส่งสารเตือนไปก่อนแล้ว แต่เมื่อดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ฟัง อิสราเอลจึงต้องทำให้เข้าใจชัดขึ้น (PBS NewsHour, 2026; Dalay, 2026) ฝ่ายตุรกีปฏิเสธข้อกล่าวหาและประณามการโจมตีว่าสะเพร่าไร้ความรับผิดชอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ซีเรียให้ข้อมูลว่า สิ่งที่อยู่ในฐานทัพก่อนหน้านั้นมีเพียงทีมช่างเทคนิคตุรกีที่มาซ่อมทางวิ่งกับหอบังคับการบิน และออกจากพื้นที่ไปก่อนการโจมตีสองวันแล้ว ไม่มีกำลังทหารประจำการใดๆ ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศซีเรีย Asaad al-Shaibani ก็ยืนยันว่าไม่มีแผนตั้งฐานทัพตุรกีที่นั่น (Middle East Eye, 2026; Al Jazeera, 2026b)
จากนั้นในวันที่ 21 สิงหาคม รัฐมนตรียุติธรรมตุรกี Akın Gürlek เปิดเผยว่าศาลตุรกีออกหมายจับเนทันยาฮูกับผู้ต้องหาอีกรายตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการทรมาน เป็นส่วนหนึ่งของคดีที่มีผู้ต้องหารวม 35 คน จากกรณีที่กองทัพอิสราเอลสกัดจับและยิงใส่เรือของขบวน Global Sumud Flotilla ราว 50 ลำที่ออกจากตุรกีเมื่อเดือนพฤษภาคมเพื่อนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังกาซา และตุรกีขอยกระดับหมายจับในประเทศเป็นหมายแดง Interpol เพื่อตามตัวในระดับสากล โดยฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรเลียก็เปิดคดีจากเหตุการณ์เดียวกันเช่นกัน (Al Jazeera, 2026a) คำตอบจากเทลอาวีฟมาในรูปแถลงการณ์ที่แรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์สองประเทศ สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลประณามแอรโดก์อานว่าเป็นเผด็จการต่อต้านยิวที่สังหารหมู่ชาวเคิร์ด ให้ที่พักพิงแก่ฮามาส ยึดครองไซปรัสครึ่งเกาะ และคุมขังนักข่าวกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามจำนวนมาก พร้อมประกาศว่าอิสราเอลจะเดินหน้าตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อความพยายามของตุรกีในการบ่อนทำลายเสถียรภาพภูมิภาค ฝ่ายทำเนียบประธานาธิบดีตุรกีตอบกลับว่านี่คือกลเม็ดการเมืองราคาถูก เป็นความพยายามวาดภาพตุรกีให้กลายเป็นภัยคุกคามรายใหม่ และทำไปเพื่อประโยชน์ของ เนทันยาฮูเองในการเลือกตั้งอิสราเอลที่ใกล้เข้ามา (Al Jazeera, 2026a; Channel NewsAsia, 2026)
รายละเอียดที่กลายเป็นระเบิดลูกที่สองมาจากปากของบาร์แร็กเอง เขายืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเข้าใจผิดในการสื่อสาร เพราะช่องทางการทูตทำงานอยู่ตลอด อิสราเอลส่งข่าวกรองเรื่องความเคลื่อนไหวทางทหารของตุรกีที่ฐานทัพแห่งนี้ให้สหรัฐฯ ล่วงหน้าถึงหกวัน แต่เมื่อหน่วยข่าวกรองอเมริกันตรวจสอบเองกลับไม่พบมูลของข้อกล่าวอ้าง ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง Mossad ของอิสราเอลเพิ่งคุยทางลับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศซีเรียเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า ฝ่ายซีเรียยืนยันว่าไม่มีทหาร ขบวนรถ หรืออาวุธของตุรกีในพื้นที่ ทุกฝ่ายนัดคุยกันต่อ โดยสหรัฐฯ ถึงกับตั้งกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมเตรียมไว้แล้ว แต่แล้วอิสราเอลก็ตัดสินใจทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพโดยไม่บอกทั้งตุรกีและสหรัฐฯ ทั้งที่มีสายด่วนป้องกันการปะทะระหว่างตุรกีกับอิสราเอลในซีเรียตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปีก่อนหน้า บาร์แร็กถึงกับเสนอว่าปฏิบัติการนี้อาจตั้งใจ ‘ล่อ’ ให้ตุรกีตอบโต้ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงของเนทันยาฮู (Dalay, 2026; Al Jazeera, 2026b; Middle East Eye, 2026) คำพูดนี้จุดชนวนศึกวาจารอบใหม่ เมื่อรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล อิสราเอล คัตซ์ (Israel Katz) โต้กลับว่าคำสัมภาษณ์ของบาร์แร็ก เต็มไปด้วยความคลาดเคลื่อน อิสราเอลแบ่งปันข่าวกรองให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ ก่อนโจมตีแล้ว และการที่บาร์แร็ก เรียกที่ราบสูง Golan ว่าดินแดนยึดครองก็ขัดกับท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เอง (Al Jazeera, 2026b) ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่แค่รอยร้าวระหว่างอิสราเอลกับตุรกี แต่รวมถึงรอยร้าวระหว่างอิสราเอลกับผู้แทนของวอชิงตันด้วย
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือปฏิกิริยาของอังการา ท่ามกลางแรงกดดันให้ตอบโต้ ตุรกีกลับเลือกไม่ยกระดับสถานการณ์ และจงใจเปิดทางลงจากวิกฤตด้วยการวางกรอบเรื่องนี้ว่าไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างตุรกีกับอิสราเอล หากคือปัญหาระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ และระหว่างอิสราเอลกับฉันทามติของภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ (Dalay, 2026) ความนิ่งครั้งนี้ไม่ใช่เพราะไม่รู้ตัว อิบราฮิม คารากุล (İbrahim Karagül) คอลัมนิสต์อาวุโส บันทึกคำพูดของบาร์แร็กไว้ว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศตุรกีจับสัญญาณเครื่องบินรบอิสราเอลที่มุ่งขึ้นเหนือได้ และตุรกีเข้าสกัดได้หากต้องการ แต่เลือกที่จะไม่ทำ ทั้งที่สถานการณ์ตอนนั้นห่างจากการปะทะทางทหารตุรกี-อิสราเอลเพียงก้าวเดียว (Karagül, 2026) กาลิป ดาเลย์ (Galip Dalay) นักวิเคราะห์ตุรกีคนสำคัญ สรุปโจทย์ของอังการาไว้ตรงจุดว่า ความท้าทายของตุรกีคือการไม่หลงกลเหยื่อล่อของเนทันยาฮู แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้การโจมตีแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่ทำได้
เสียงจากดามัสกัสยิ่งตอกย้ำภาพนี้ ในการให้สัมภาษณ์หลังเหตุโจมตี อาซาด อัล-ไชบานี (Asaad al-Shaibani) รัฐมนตรีต่างประเทศซีเรียเล่าว่า ทั้งเจ้าหน้าที่ซีเรียและตุรกีปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเรื่องการวางกำลังอย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนการโจมตี และคำยืนยันเหล่านั้นถูกส่งถึงเจ้าหน้าที่อิสราเอลแล้ว แต่อิสราเอลก็ยังลงมือ ผลคือช่องทางติดต่อทั้งทางตรงและทางอ้อมระหว่างดามัสกัสกับอิสราเอลขาดลงชั่วคราว เขาพูดตรงๆ ว่าในเวลานี้ซีเรียไม่ไว้ใจอิสราเอล พร้อมขอบคุณการสนับสนุนจากตุรกี กระนั้นก็ยังเปิดประตูการทูตไว้ โดยคาดว่าการเจรจาข้อตกลงความมั่นคงกับอิสราเอลที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ซึ่งถูกแช่แข็งมาตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ จะกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในเร็ววัน พร้อมทิ้งประโยคว่า ซีเรียยื่นมือให้กับการทูต และอิสราเอลควรคว้าโอกาสประวัติศาสตร์นี้ไว้ เพราะที่ผ่านมาอิสราเอลพยายามแสวงหาความมั่นคงด้วยกำลังและไม่เคยสำเร็จที่ไหนเลย (Daily Sabah, 2026)
ตุรกี-อิสราเอลนี้เคยใกล้ชิดกันแค่ไหน และร้าวลงได้อย่างไร
การจะเข้าใจว่าทำไมคำถามเรื่องสงครามตุรกี-อิสราเอลจึงฟังดูทั้งน่าตกใจและน่าเหลือเชื่อในเวลาเดียวกัน ต้องย้อนกลับไปดูว่าคู่นี้เคยผูกพันกันลึกแค่ไหน ตุรกีเป็นประเทศมุสลิมประเทศแรกที่รับรองอิสราเอลตั้งแต่ปี 1949 และเป็นหมุดสำคัญของยุทธศาสตร์ ‘สนธิสัญญาชายขอบ’ (Periphery Pact) ของเดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion) ในปี 1958 ที่อิสราเอลมองหาพันธมิตรจากรัฐที่ไม่ใช่อาหรับตามขอบภูมิภาคเพื่อทลายวงล้อมของโลกอาหรับ (Uzer, 2013) แม้ความสัมพันธ์จะดำเนินอย่างเงียบๆ ตลอดสงครามเย็น แต่ก็ยกระดับเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบในทศวรรษ 1990
แรงจูงใจของอังการาในเวลานั้นมีหลายชั้น ชั้นแรกคืออัตลักษณ์ เพราะการจับมือกับอิสราเอลคือการประกาศความเป็นตะวันตกของตุรกีในช่วงที่ถูกยุโรปปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักวิชาการบางคนถึงกับอธิบายว่าทั้งสองประเทศต่างฝันถึงความเป็นตะวันตกทั้งที่ภูมิศาสตร์ไม่เอื้อ และหันมาร่วมมือกันเพื่อประคองความเป็นสังคมแบบตะวันตกของตนไว้ (Özel Volfová, 2014) ชั้นที่สองคือความมั่นคง อิสราเอลพร้อมปรับปรุงเครื่องบินรบและแบ่งปันข่าวกรองให้ตุรกีในยามที่อังการาเผชิญทั้งกลุ่มติดอาวุธ PKK ที่มีซีเรียหนุนหลัง และเพื่อนบ้านที่สะสมอาวุธเคมีกับขีปนาวุธ พันธมิตรนี้ถูกมองว่าเป็นแรงกดดันส่วนหนึ่งที่ทำให้ซีเรียยอมขับอับดุลลอฮฺ โอจาลัน (Abdullah Öcalan) ผู้นำ PKK ออกนอกประเทศจนถูกจับในปี 1999 ชั้นที่สามคือการเมืองภายใน กองทัพตุรกีใช้การลงนามข้อตกลงกับอิสราเอลเป็นเครื่องมือกดรัฐบาลอิสลามนิยมของ เนจเมตติน แอรบาคาน (Necmettin Erbakan) เพื่อแสดงว่าใครกันแน่ที่กุมทิศทางนโยบายของประเทศ (Özel Volfová, 2014) ส่วนฝั่งอิสราเอล มิตรภาพกับประเทศมุสลิมขนาดใหญ่ช่วยคลายความโดดเดี่ยวในภูมิภาค เสริมภาพการป้องปราม และเปิดโอกาสให้ฝึกบินบนภูมิประเทศที่คล้ายอิหร่าน
แต่รอยร้าวแรกก็เริ่มเห็น เมื่อรัฐสภาตุรกีลงมติไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนตุรกีบุกอิรักในปี 2003 ขณะที่อิสราเอลหนุนสงครามครั้งนั้นเต็มตัว ก่อนที่ความบาดหมางจะขยายออกในยุครัฐบาลพรรค AKP ผ่านเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน ทั้งการปะทะคารมกลางเวทีการประชุมดาวอส (Davos) ปี 2009 และกรณีหน่วยคอมมานโดอิสราเอลบุกยึดเรือ Mavi Marmara ที่มุ่งหน้าไปกาซาในปี 2010 จนนักกิจกรรมชาวตุรกีเสียชีวิตเก้าคน (Uzer, 2013) กระนั้น ศ.ดร. อูมุต อูแซร (Umut Uzer) จาก Istanbul Technical University มีข้อสังเกตสำคัญว่าตัวแปรที่กำหนดจังหวะขึ้นลงของความสัมพันธ์คู่นี้คือคำถามปาเลสไตน์ ความสัมพันธ์วางอยู่บนความเข้าใจโดยนัยว่าอิสราเอลจะไม่เปิดปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่อชาวปาเลสไตน์ และกระบวนการสันติภาพต้องมีความคืบหน้า เมื่อใดที่เงื่อนไขนี้พังลง ความสัมพันธ์ก็ทรุดตามไม่ว่าใครจะครองอำนาจในอังการา (Uzer, 2013) ประวัติศาสตร์ยืนยันแบบแผนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า สองประเทศฟื้นสัมพันธ์ปี 2016 กลับมาแลกเปลี่ยนทูตอีกครั้งในปี 2022 บนฐานผลประโยชน์ร่วมเรื่องซีเรียและพลังงาน (Özel Volfová, 2014) ก่อนที่สงครามกาซาตั้งแต่ตุลาคม 2023 จะพัดทุกอย่างพังลงอีกหน
แต่แม้ในความพังทลายรอบล่าสุด แบบแผนหนึ่งของตุรกียังคงเดิม นั่นคือ พูดเสียงดังแต่ลงมือด้วยความระมัดระวัง ดังที่นักวิชาการอย่าง ดร. ฮาวเวิร์ด ไอเซนสแตท (Howard Eissenstat) ตั้งข้อสังเกต ตุรกีเรียกปฏิบัติการของอิสราเอลว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มานาน เรียกทูตกลับประเทศ และประกาศตัดการค้ากับปิดน่านฟ้าต่ออิสราเอลทั้งหมดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงคณะทูตขนาดใหญ่ไว้ในอิสราเอล และยังปล่อยให้น้ำมันอาเซอร์ไบจานไหลผ่านดินแดนตุรกีไปหล่อเลี้ยงอิสราเอล (Eissenstat, 2026) ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการลงมือนี้เองที่เคยเป็นหลักประกันว่าการทะเลาะจะไม่กลายเป็นสงคราม คำถามคือ แล้วอะไรทำให้รอบนี้ผู้คนเริ่มไม่แน่ใจว่าหลักประกันเดิมจะยังใช้ได้
อะไรคือต้นเหตุที่แท้จริง: สี่พื้นที่ที่ผลประโยชน์ชนกันตรงๆ
คำตอบคือ สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่อารมณ์ของผู้นำ แต่คือโครงสร้างของภูมิภาค บทวิเคราะห์ของ Al Jazeera Centre for Studies (2026) สรุปไว้ว่า ความขัดแย้งตุรกี-อิสราเอลได้พัฒนาจากการปะทะคารมทางการทูตเป็นครั้งคราว ไปสู่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่หยั่งรากในผลประโยชน์ซึ่งชนกันตรงๆ อย่างน้อยสี่พื้นที่
พื้นที่แรกคือปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นทั้งบาดแผลที่เก่าแก่และลึกที่สุด ข้อที่มักเข้าใจผิดคือการมองว่าความผูกพันของตุรกีต่อปาเลสไตน์เริ่มต้นที่พรรค AKP ทั้งที่จริงแล้วมันหยั่งรากถึงมรดกออตโตมันและประสบการณ์ของสาธารณรัฐตุรกียุคแรก ที่มองปาเลสไตน์เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์ของตน ขณะที่อิสราเอลมองตุรกีเป็นผู้อุปถัมภ์ภายนอกรายสำคัญที่สุดของฮามาส และคัดค้านทุกความพยายามที่จะให้ตุรกีมีบทบาทในการจัดระเบียบความมั่นคงของกาซาหลังสงคราม (Al Jazeera Centre for Studies, 2026)
พื้นที่ที่สองคือซีเรียหลังยุคบัชชาร อัลอะซัด (Bashar al-Assad) ซึ่งเป็นจุดที่ระเบิดง่ายที่สุดดังที่เหตุการณ์เดือนสิงหาคมพิสูจน์ให้เห็น งานศึกษาของไฮดี ฮูห์ตาเนิน (Heidi Huuhtanen) แห่ง Finnish Institute of International Affairs เสนอแนวคิดที่ว่า ซีเรียวันนี้ตกอยู่ใต้ ‘พื้นที่ความมั่นคงซ้อนกันสองชั้น’ (dual security space) ที่สองมหาอำนาจภูมิภาคสร้างขึ้นทับกัน ชั้นหนึ่ง ตุรกีคุมภาคพื้นดินผ่านข้อตกลงกลาโหมกับรัฐบาลซีเรียชุดใหม่ ผูกขาดบทบาทที่ปรึกษาทางทหาร การปรับโครงสร้างและฝึกกองทัพ การส่งมอบอาวุธ พร้อมยึดครองดินแดนบางส่วนทางเหนือ ผู้นำสองประเทศอย่างแอรโดก์อาน กับอะห์มัด อัชชะเราะอ์ (Ahmed al-Sharaa) พบกันแทบทุกเดือนตลอดปีแรกของรัฐบาลใหม่ อีกชั้นหนึ่ง อิสราเอลคุมน่านฟ้าเหนือดินแดนซีเรียแทบทั้งหมด โจมตีทางอากาศไปแล้วกว่า 1,600 ครั้งในเวลาเพียงหกเดือน พร้อมสร้างเขตอิทธิพลทางใต้ ทั้งขยายการยึดครองรอบ Golan และ Mount Hermon กันกองทัพซีเรียออกจากสามจังหวัดภาคใต้จนแทบเป็นเขตปลอดทหาร และติดอาวุธให้ชุมชนดรูซใน Sweida (Huuhtanen, 2026)
ที่น่าสนใจคือวิธีสื่อสาร ‘เส้นแดง’ ของแต่ละฝ่าย อิสราเอลสื่อสารด้วยการลงมือเป็นหลัก บทความใน Israel Hayom สื่อฝ่ายขวาของอิสราเอล ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า เมื่อทีมทหารตุรกีเข้าสำรวจฐานทัพ T4, Palmyra และ Hama ในปี 2025 เพื่อเตรียมใช้เป็นจุดวางกำลังของตุรกีในซีเรีย อิสราเอลก็ถล่มฐานเหล่านั้นทันที ด้วยตรรกะว่าต้องชิงลงมือก่อนที่ตุรกีจะฝังตัวทางทหารได้สำเร็จ การโจมตีระลอกฤดูใบไม้ผลิปี 2025 ที่ Palmyra และ Aleppo ก็คร่าชีวิตพลเมืองตุรกีที่อังการาระบุว่าเป็นวิศวกรมาแล้ว (Middle East Eye, 2026; Huuhtanen, 2026) ขณะที่ตุรกีสื่อสารเส้นแดงของตนผ่านการวิจารณ์อย่างเปิดเผยต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ โดยมีวอชิงตันทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดเพดานสูงสุดว่าพฤติกรรมแบบไหนยอมรับได้ เกมนี้เข้มข้นถึงขั้นที่มีรายงานว่าอิสราเอลเคยล็อบบี้ให้สหรัฐฯ คงฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศของรัสเซียไว้ในซีเรียซึ่งอาจเป็นหมากถ่วงดุลตุรกีอีกชั้นหนึ่ง (Huuhtanen, 2026) ยิ่งกว่านั้น รายงานของคณะกรรมาธิการ Nagel ว่าด้วยงบประมาณกลาโหมอิสราเอลปี 2025 ยังประเมินว่าภัยคุกคามจากซีเรียภายใต้อิทธิพลตุรกีอาจพัฒนาไปเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าภัยคุกคามจากอิหร่านเสียอีก (Weinberg, 2026)
พื้นที่ที่สามคือพลังงานและเส้นทางยุทธศาสตร์ ตุรกีคัดค้านโครงการขนส่งก๊าซและไฟฟ้าจากเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกที่อิสราเอลหนุนหลัง ซึ่งลากผ่านกรีซและไซปรัสกรีกโดยตัดข้อเรียกร้องของไซปรัสเติร์กออกไปทั้งหมด ขณะที่อิสราเอลมองโครงการ Development Road ที่ตุรกีผลักดันร่วมกับอิรักว่าเป็นคู่แข่งโดยตรงของเส้นทางขนส่งจากอ่าวสู่ท่าเรืออิสราเอล ความตึงเครียดยังลามไปถึงจะงอยแอฟริกา เมื่ออิสราเอลรับรองโซมาลีแลนด์ในฐานะรัฐอธิปไตยอย่างเป็นทางการ และมีรายงานว่าอาจตั้งจุดยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบ Bab el-Mandeb ซึ่งท้าทายตุรกีที่ลงทุนมหาศาลในโซมาเลียรวมถึงฐานทัพที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2017 โดยตรง ยิ่งบวกกับการซ้อมรบร่วมกรีซ-ไซปรัส-อิสราเอลเมื่อปลายปี 2025 ความหวาดระแวงเรื่องการถูกปิดล้อมของตุรกีก็ยิ่งเพิ่มขึ้น (Al Jazeera Centre for Studies, 2026; Eissenstat, 2026)
พื้นที่ที่สี่นั้นลึกที่สุดและตอบหัวข้อบทความนี้ได้ตรงที่สุด นั่นคือการแย่งชิงดุลอำนาจของภูมิภาคหลังอิหร่านอ่อนแรง ไอเซนสแตทเสนอข้อวิเคราะห์ว่า อิสราเอลกำลังตกเป็นเหยื่อของความสำเร็จของตนเอง เพราะการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกดกำลังอิหร่านกับเครือข่ายลงได้ ก็เท่ากับทำลายเหตุผลหลักที่รัฐอ่าวเคยใช้อดทนต่ออิสราเอลในฐานะหุ้นส่วนถ่วงดุลอิหร่านไปด้วย ซ้ำร้าย ต้นทุนมนุษยธรรมของสงครามกาซาและปฏิบัติการอย่างการโจมตีแกนนำฮามาสกลางกรุงโดฮาของกาตาร์เมื่อปี 2025 ยิ่งตอกย้ำภาพอิสราเอลในสายตารัฐใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียและอียิปต์ว่าเป็นผู้เล่นที่คาดเดาไม่ได้และควบคุมไม่ได้ ขณะที่ตุรกีกลับถูกมองมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นพลังของเสถียรภาพ (Eissenstat, 2026) คำตอบของตุรกีต่อภูมิทัศน์ใหม่นี้คือการสานเครือข่ายรัฐมุสลิมขนาดใหญ่ ทั้งกับปากีสถานและซาอุดีอาระเบีย ดังที่เห็นเป็นรูปธรรมในข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์ แต่ในสายตาผู้กำหนดนโยบายอิสราเอล โครงสร้างเดียวกันนี้คือแนวร่วมที่ก่อตัวขึ้นเพื่อปิดล้อมและสกัดการเป็นเจ้าทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอล (Al Jazeera Centre for Studies, 2026)
ผลรวมของทั้งสี่พื้นที่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพที่นักวิเคราะห์อย่างดาเลย์ชี้ว่าสำคัญที่สุด นั่นคือเลนส์ที่ตุรกีใช้มองอิสราเอลได้เปลี่ยนไปแล้ว ตลอดหลายทศวรรษ แก่นของความไม่พอใจที่อังการามีต่ออิสราเอลคือประเด็นปาเลสไตน์ ซึ่งมีธรรมชาติเชิงมนุษยธรรม อัตลักษณ์ และภราดรภาพ แต่วันนี้ ตุรกีมองความพยายามของอิสราเอลในการบ่อนทำลายการเปลี่ยนผ่านของซีเรียว่ากระทบความมั่นคงแห่งชาติของตนโดยตรง ตุรกีจึงไม่ได้มองอิสราเอลผ่านแว่นของประเด็นปาเลสไตน์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากมองมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะความท้าทายด้านความมั่นคงแห่งชาติจากแนวทางรื้อระเบียบภูมิภาค (regional revisionism) ของอิสราเอล (Dalay, 2026) การเปลี่ยนเลนส์นี้ไม่ใช่แค่คำพูด หากกลายเป็นเรื่องเป็นทางการของตุรกีแล้ว ดังที่เมห์เมต ราคิโปอูลู (Mehmet Rakipoğlu) บันทึกไว้ว่า ตั้งแต่ปลายปี 2024 รัฐสภาตุรกีถึงกับจัดประชุมลับวาระ ‘ภัยคุกคามจากอิสราเอล’ อย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยรัฐมนตรีกลาโหมและต่างประเทศเข้าบรรยายสรุปการประเมินทางทหารและข่าวกรองต่อสมาชิกสภา สถานะของอิสราเอลในการรับรู้ของอังการาได้เลื่อนจากหุ้นส่วนที่ยากลำบาก เป็นปฏิปักษ์ที่มีศักยภาพ (Rakipoğlu, 2025) และแน่นอนว่าฝั่งอิสราเอลก็มองกลับด้วยเลนส์แบบเดียวกัน
ร่ม NATO กางถึงซีเรียหรือไม่ และทำไมตุรกีต้องมีร่มใบที่สอง
คำถามที่ลอยอยู่เหนือวิกฤตทั้งหมดนี้คือคำถามเรื่ององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เพราะตุรกีไม่ใช่รัฐโดดเดี่ยว หากคือเจ้าของกองทัพขนาดใหญ่อันดับสองของพันธมิตรแอตแลนติกเหนือ แต่สิ่งที่การโจมตี Abu al-Duhur ทำให้เห็นคือ อิสราเอลทำการบ้านเรื่องขอบเขตของร่ม NATO มาอย่างละเอียดแล้ว บทความใน Israel Hayom ที่เขียนโดย Shay Gal นักยุทธศาสตร์อิสราเอล ระบุตรงไปตรงมาว่า อิสราเอลศึกษาแล้วไม่เพียงว่ามาตรา 5 ทำงานอย่างไร แต่รวมถึงว่ามันใช้บังคับที่ไหน สนธิสัญญาคุ้มครองดินแดนตุรกี แต่ทหารตุรกีไม่ได้พกดินแดนนั้นติดตัวไปยังแผ่นดินซีเรียหรือไซปรัสเหนือด้วย นั่นหมายความว่ากำลังพลตุรกีนอกประเทศคือเป้าหมายที่ไร้เกราะคุ้มกันในสายตาเทลอาวีฟ และตราบใดที่ทหารตุรกียังไม่เข้าประจำการ เป้าหมายก็เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่โจมตีได้ (Middle East Eye, 2026)
การอ่านตัวบทแบบนี้มีมูลทางกฎหมายอยู่ไม่น้อย ดังที่บทวิเคราะห์ใน The Times of Israel ไล่เรียงไว้ มาตรา 5 ไม่ได้สั่งให้ทุกชาติสมาชิกประกาศสงครามโดยอัตโนมัติ แต่ให้แต่ละชาติช่วยเหลือด้วยมาตรการที่ตนเห็นว่าจำเป็น ขณะที่มาตรา 6 จำกัดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ไว้ที่ดินแดนอธิปไตยของสมาชิก กับเรือและอากาศยานในพื้นที่ที่กำหนด กองกำลังตุรกีบนแผ่นดินซีเรียจึงเป็นกรณีที่คลุมเครือกว่ามาก ฉากทัศน์ที่สมจริงกว่าการเปิดใช้มาตรา 5 คือการที่ตุรกีขอเปิดการปรึกษาหารือตามมาตรา 4 ซึ่งอังการาเคยใช้มาแล้วหลายครั้งในวิกฤตที่เกี่ยวกับซีเรีย และคำถามที่พันธมิตรจะถกกันอย่างดุเดือดย่อมไม่ใช่แค่ว่าใครยิงใคร แต่คือใครเป็นผู้เริ่มการเผชิญหน้า เกิดขึ้นที่ไหน และการกระทำของตุรกีเองมีส่วนต่อการยกระดับหรือไม่ เพราะโดยหลักการแล้ว มาตรา 5 ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องสมาชิกจากการรุกราน ไม่ใช่เพื่อปกป้องสมาชิกจากผลพวงของสงครามที่ตนมีส่วนก่อ (Chakma, 2026) กระนั้น ร่ม NATO ก็ยังมีคุณค่าการป้องปรามมหาศาล เพราะมีความต่างลิบลับระหว่างการโจมตีกำลังตุรกีในซีเรีย กับการโจมตีดินแดนตุรกีโดยตรง ซึ่งอย่างหลังจะผลักพันธมิตรทั้งหมดเข้าสู่วิกฤตที่ไม่มีแบบอย่างรองรับ
มุมมองนี้ช่วยไขปริศนาข้อหนึ่งที่ผู้เขียนทิ้งไว้ในบทความว่าด้วยข้อตกลงมักกะฮ์ นั่นคือทำไมมหาอำนาจ NATO อย่างตุรกีจึงต้องการร่มป้องกันร่วมใบที่สอง ลำดับเวลาที่ชวนคิดคือ วันที่ 7-8 กรกฎาคม ผู้นำ NATO ประชุมกันที่อังการาและยืนยันพันธะมาตรา 5 อย่างหนักแน่น หนึ่งเดือนถัดมา วันที่ 7 สิงหาคม แอรโดก์อานลงนามข้อตกลงมักกะฮ์กับซาอุดีอาระเบียและปากีสถานซึ่งใช้ถ้อยคำแบบเดียวกัน และอีกสิบเอ็ดวันต่อมา อิสราเอลก็ทิ้งระเบิด Abu al-Duhur คำอธิบายที่เป็นไปได้มีตั้งแต่การมองหาอิสระทางยุทธศาสตร์จากตะวันตก ไปจนถึงการทำประกันภัยเผื่อวันที่การหนุนหลังจากพันธมิตรตะวันตกไม่แน่นอนอีกต่อไป (Chakma, 2026)
และร่มใบที่สองนี้อาจกำลังขยายตัวในทิศทางที่น่าสนใจขึ้น เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม มีรายงานว่า อิหร่านได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์ และกำลังพิจารณาข้อเสนอนี้อยู่ แม้กระทรวงต่างประเทศและผู้นำระดับสูงของอิหร่านจะยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ และซาอุดีอาระเบีย ตุรกี กับปากีสถานเองก็ยังไม่ออกแถลงการณ์ใดๆ (BasNews, 2026) ข่าวนี้จึงต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง แต่ถ้าได้รับการยืนยันจริง นัยของมันจะใหญ่มาก เพราะรัฐที่เพิ่งถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลถล่มเมื่อต้นปี จะเข้ามาอยู่ใต้ร่มความมั่นคงเดียวกับพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ อย่างซาอุดีอาระเบียและตุรกี ทิศทางนี้ไม่ได้มาจากความว่างเปล่า เพราะแนวร่วมซาอุดีอาระเบีย ตุรกี อียิปต์ ปากีสถาน และกาตาร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งสารระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานมาตลอดนับตั้งแต่สถานการณ์อิหร่านปะทุเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังตรงกับที่ตุรกีประกาศไว้ล่วงหน้าว่าข้อตกลงมักกะฮ์จะขยายรับสมาชิกเพิ่ม (Karagül, 2026) สำหรับเทลอาวีฟ ภาพของข้อตกลงที่อาจดึงมหาอำนาจมุสลิมสายซุนนี่กับอิหร่านมาอยู่ใต้ร่มเดียวกัน คือฝันร้ายเรื่องการถูกปิดล้อมที่เป็นรูปธรรมยิ่งกว่าเดิม และยิ่งตอกย้ำคำถามใหญ่ของบทความนี้ว่า โครงสร้างความมั่นคงใหม่ของภูมิภาคกำลังก่อตัวขึ้น โดยไม่มีอิสราเอลอยู่ในสมการ และอาจไม่มีสหรัฐฯ ด้วย จะเป็นอย่างไร
เมื่อต่างฝ่ายต่างเล่าเรื่องอีกฝ่ายให้ตัวเองกลัว
ผลประโยชน์ที่ชนกันคือเชื้อเพลิง แต่สิ่งที่ทำให้ไฟลุกเร็วคือกลไกที่ตำราความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่าภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง (security dilemma) เมื่อรัฐหนึ่งเสริมความมั่นคงของตน อีกรัฐย่อมอ่านการกระทำนั้นเป็นภัยคุกคามและตอบโต้ด้วยการเสริมกำลังบ้าง จนความไม่ไว้วางใจหมุนวนขึ้นเองโดยไม่มีใครตั้งใจ (Jervis, 1978) งานศึกษาของ Menati และ Kazemi (2026) ฉายภาพนี้ในซีเรียได้ชัด ทั้งสองรัฐกำลังเดินยุทธศาสตร์ที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงเพื่อเติมสุญญากาศอำนาจหลังระบอบอัสซาดล่ม ฝ่ายอิสราเอลเดินแนวทาง ‘แยกส่วนและทำให้อ่อนแอ’ ผ่านการหนุนชนกลุ่มน้อย ผลักดันการกระจายอำนาจหรือระบบสหพันธรัฐ และวางเส้นทางยุทธศาสตร์ของตนเองในภาคใต้ของซีเรีย ฝ่ายตุรกีเดินแนวทาง ‘เอกภาพและการเป็นผู้นำ’ ผ่านการค้ำรัฐรวมศูนย์ที่เข้มแข็งในดามัสกัส ซึ่งจำเป็นทั้งต่อการปลดอาวุธกองกำลังเคิร์ดและต่อวิสัยทัศน์เส้นทางพลังงานสู่อ่าว สองเส้นทางนี้ไม่มีจุดที่ประนีประนอมกันได้ในเชิงตรรกะ และกำลังเดินอยู่ในภาวะที่ภูมิภาคไม่มีสถาบันกลางที่ทำงานได้จริง (Menati & Kazemi, 2026)
บนฐานความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้ เรื่องเล่าของแต่ละฝ่ายก็ยิ่งแข็งตัวขึ้นทุกรอบของการปะทะ ไอเซนสแตทชี้ว่าทั้งสองประเทศต่างพัฒนาชุดเรื่องเล่าว่าด้วยอันตรายของอีกฝ่ายอย่างละเอียด และบ่อยครั้งก็เกินจริง (Eissenstat, 2026) เรื่องเล่าฝั่งอิสราเอลเห็นได้ชัดจากบทความของเดวิด เอ็ม. ไวน์เบิร์ก (David M. Weinberg) จากสถาบัน Misgav ที่อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงว่า หากอิสราเอลไม่ขีดเส้นแดงที่เป็นรูปธรรม วันหนึ่งอาจต้องเจอรถถังตุรกีบนที่ราบสูง Golan และเรือฟริเกตตุรกีนอกชายฝั่ง Caesarea บทความเดียวกันวาดภาพแอรโดก์อานเป็นผู้นำที่ต้องการนำแนวร่วมอิสลามมาบดขยี้อิสราเอล ถึงขั้นอ้างว่าแอรโดก์อานร่างธรรมนูญต้นแบบของสมาพันธ์อิสลามไว้แทนที่ NATO และเรียกร้องให้อิสราเอลยึดหลักโจมตีก่อนแทนการตั้งรับ จาก Idlib จรด Istanbul (Weinberg, 2026)
ส่วนเรื่องเล่าสุดขั้วฝั่งตุรกีก็มีน้ำเสียงสะท้อนกันราวกระจกเงา คอลัมน์ของคารากุลประกาศว่าสงครามตุรกี-อิสราเอลที่แท้จริงดำเนินอยู่แล้วในทุกแนวรบทางอ้อม ตั้งแต่กาซา เลบานอน ซีเรีย ลิเบีย โซมาเลีย ไปจนถึงเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก โดยอ่านทุกความเคลื่อนไหวของกรีซและอินเดียว่าเป็นหมากของอิสราเอล และมองว่าสงครามเปิดหน้าจะต้องปะทุในที่สุดโดยจบลงด้วยชัยชนะเด็ดขาดของตุรกี (Karagül, 2026) งานวิเคราะห์ในโลกมุสลิมสายอื่นก็อ่านพฤติกรรมอิสราเอลผ่านกรอบเทวการเมือง (theopolitics) และความใฝ่ฝันเรื่องอิสราเอลใหญ่ (Greater Israel) โดยมองว่ายุทธศาสตร์ของอิสราเอลคือการทำให้เพื่อนบ้านทุกรายอ่อนแอไร้เสถียรภาพเพื่อรักษาความเป็นเจ้าของตน (Center for Strategic and Regional Studies, 2025) ไม่ว่าการอ่านทั้งสองฝั่งจะแม่นยำแค่ไหน ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ ทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจะถูกตีความในทางร้ายที่สุดเสมอ
และการเมืองภายในคือตัวเร่งที่อันตรายที่สุดในสมการนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างพบมานานแล้วว่าอีกฝ่ายคือเป้าโจมตีชั้นดีของวาทกรรมชาตินิยมเพื่อการบริโภคภายในประเทศ (Eissenstat, 2026) ข้อสังเกตของบาร์แร็กที่ว่าความตึงเครียดนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง ข้อเสนอของเขาที่ว่าการโจมตี Abu al-Duhur อาจเป็นเหยื่อล่อเพื่อการเลือกตั้ง และคำตอบโต้ของทำเนียบแอรโดก์อานที่โยงเรื่องทั้งหมดเข้ากับการหาเสียงของเนทันยาฮูจึงไม่ใช่แค่การเหน็บแนม แต่ชี้ไปที่ความจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ ในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งอิสราเอล ความแข็งกร้าวต่อตุรกีได้กลายเป็นแต้มต่อทางการเมือง ขณะที่ฝั่งคารากุล ก็เสนอสมมติฐานกลับด้านที่น่าบันทึกไว้ว่า อิสราเอลกำลังพยายามลาก ‘สงครามก่อนกำหนด’ ให้เกิดขึ้นตามเงื่อนไขและจังหวะเวลาของตนเอง ก่อนที่การโดดเดี่ยวอิสราเอลในเวทีโลกจะตกผลึกสมบูรณ์ และก่อนที่การเตรียมการระดับภูมิภาคของตุรกีจะเสร็จสิ้น (Karagül, 2026) ดาเลย์ประเมินสอดรับกันว่า หลังแนวรบอิหร่านถูกสหรัฐฯ กดให้สงบลงเนทันยาฮูมีแนวโน้มมองหาการยกระดับในแนวรบอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นซีเรีย เลบานอน หรือกาซา (Dalay, 2026)
แล้วสงครามจะเกิดจริงไหม
เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งหมดแล้ว นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักยังเห็นตรงกันว่าการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงยังไม่ใช่ฉากทัศน์หลัก เพราะมีแรงยับยั้งอย่างน้อยสี่ชั้น
ชั้นแรกและสำคัญที่สุดคือสหรัฐฯ ไอเซนสแตนระบุว่าแรงกดดันจากวอชิงตันคือแรงยับยั้งสำคัญที่สุดของความขัดแย้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยกำชับเนทันยาฮูให้เคลียร์ปัญหากับแอรโดก์อานด้วยตนเอง และงานของฮูห์ตาเนินชี้ว่าในโครงสร้างปัจจุบัน สหรัฐฯ คือคนกลางที่คอยกำหนดเพดานพฤติกรรมของทั้งสองพันธมิตร แม้จะทำไปตามผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนก็ตาม (Eissenstat, 2026; Huuhtanen, 2026)
ชั้นที่สองคือร่ม NATO ที่แม้จะกางไม่ถึงซีเรีย แต่ก็กันไม่ให้อิสราเอลข้ามเส้นไปแตะดินแดนตุรกีโดยตรง
ชั้นที่สามคือธรรมชาติของการแข่งขันเอง Al Jazeera Centre for Studies (2026) ประเมินว่าการแย่งชิงจะเดินผ่านแรงกดดันทางการทูต มาตรการเศรษฐกิจ การสร้างพันธมิตร และการช่วงชิงดุลอำนาจ มากกว่าการปะทะด้วยกำลัง ข้อสังเกตของ ราคิโปอูลูยิ่งตอกย้ำว่านี่คือทางเลือกที่อังการาไตร่ตรองแล้ว เพราะสถานะสมาชิก NATO บีบให้ตุรกีต้องเลี่ยงวิกฤตกับสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจก็จำกัดการเผชิญหน้ายืดเยื้อ ตุรกีจึงเลือกกดดันแบบคุมจังหวะ (calibrated disruption) คือแข็งพอจะสร้างต้นทุนให้อิสราเอล แต่ระวังพอจะไม่พาตัวเองเข้าสู่สงครามหรือการโดดเดี่ยว (Rakipoğlu, 2025) สังเกตได้ว่าอาวุธที่ตุรกีเลือกใช้ในเดือนสิงหาคมไม่ใช่ขีปนาวุธ แต่คือหมายจับ Interpol และการวางกรอบให้อิสราเอลต้องเผชิญหน้ากับฉันทามติระหว่างประเทศแทน (Dalay, 2026)
และชั้นที่สี่คือช่องทางลับที่ทั้งคู่ยังรักษาไว้ สื่อสาธารณะอิสราเอลรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่กลาโหมว่า อิสราเอลกับตุรกีมีช่องทางติดต่อลับเพื่อเลี่ยงการกระทบกระทั่งกันในซีเรียโดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่รายนี้ยืนยันว่าอิสราเอลไม่ต้องการทำให้ตุรกีกลายเป็นศัตรู ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศ กิเดียน ซาอาร์ (Gideon Sa’ar) ก็ออกมาลดอุณหภูมิว่าอิสราเอลไม่มีผลประโยชน์ในการยกระดับกับตุรกีและตั้งใจรักษาสถานะเดิม แม้จะย้ำในลมหายใจเดียวกันว่าจะไม่ยอมรับการตั้งฐานทัพตุรกีในซีเรียก็ตาม (The Times of Israel, 2026)
แต่แรงยับยั้งทุกชั้นล้วนมีจุดอ่อน จุดอ่อนแรกคือแบบแผนการโจมตีโดยไม่บอกใคร ซึ่งกรณี Abu al-Duhur ชวนให้เห็นว่าร้ายแรงกว่าที่คิด เพราะครั้งนี้แม้แต่วอชิงตันเองก็ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า และข้ออ้างที่ใช้ก็เป็นข่าวกรองที่สหรัฐฯ ตรวจสอบแล้วไม่พบมูล กลไกป้องกันการปะทะจะน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายอยากให้มันทำงาน แต่พฤติกรรมของอิสราเอลรอบนี้บ่งชี้ว่าการยกระดับต่างหากที่อาจเป็นผลลัพธ์ที่ตั้งใจ (Dalay, 2026; Al Jazeera, 2026b)
จุดอ่อนที่สองคือหลักนิยมใหม่ของอิสราเอลหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ที่ให้น้ำหนักการชิงลงมือเหนือการทูต บวกกับการอ่านช่องว่างของมาตรา 5 ที่ทำให้กำลังพลตุรกีนอกประเทศกลายเป็นเป้าหมายที่อิสราเอลประเมินว่าโจมตีได้
จุดอ่อนที่สามคือจังหวะการเมืองภายในดังที่กล่าวไปแล้ว และจุดอ่อนที่สี่ซึ่งอันตรายที่สุดคือการคำนวณผิดพลาด Eissenstat ย้ำกับผู้กำหนดนโยบายไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าอย่าเข้าใจความสงบว่าเป็นการคลี่คลาย เพราะการแข่งขันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงของการคำนวณผิดมีอยู่จริง (Eissenstat, 2026) ขณะที่ฮูห์ตาเนินไปไกลกว่านั้น โดยเสนอฉากทัศน์ที่การแข่งขันตุรกี-อิสราเอลอาจกลายเป็นลักษณะเด่นระยะยาวของระเบียบภูมิภาค ซีเรียอาจกลายเป็นเวทีที่ทั้งคู่โจมตีทรัพย์สินของกันและกันโดยตรง สงครามตัวแทนอาจปะทุผ่านรอยแยกทางนิกายภายในซีเรียโดยมีรัสเซียแทรกเข้ามาเป็นผู้เล่น และเลบานอนอาจกลายเป็นเวทีถัดไป (Huuhtanen, 2026)
แต่ก่อนจะสรุป มีข้อควรระวังสองข้อที่ผู้เขียนอยากชวนคิดต่อ ข้อแรก การตั้งคำถามว่าอิสราเอลจะ ‘ทำสงคราม’ กับตุรกีหรือไม่ อาจเป็นการตั้งคำถามที่แคบเกินไปตั้งแต่ต้น เพราะเครื่องมือที่อิสราเอลใช้กดดันหรือเข้าไปมีอิทธิพลต่อตุรกีไม่จำเป็นต้องเป็นกำลังทหารเพียงอย่างเดียว ปฏิบัติการข่าวกรองบนแผ่นดินตุรกีมีให้เห็นแล้ว เมื่อหน่วยความมั่นคงตุรกีเปิดโปงเครือข่าย Mossad หลายเครือข่ายที่เข้ามาติดตามชาวปาเลสไตน์และสมาชิกฮามาสในตุรกี จนแอรโดก์อานต้องออกมาขู่ว่าอิสราเอลจะต้องจ่ายราคาแพงหากลงมือปฏิบัติการลับบนแผ่นดินตุรกีอีก (Rakipoğlu, 2025) ขณะที่คารากุลกล่าวหาแรงกว่านั้นว่าอิสราเอลเคยพยายามแทรกแซงถึงขั้นหวังเปลี่ยนตัวผู้กุมอำนาจในอังการามาแล้ว (Karagül, 2026) มองไปข้างหน้า เวทีที่ต้องจับตาจึงรวมถึงการเมืองภายในของตุรกีเอง ทั้งการเลือกตั้งครั้งหน้า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร และการเล่นกับรอยแยกระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน สังเกตว่าแถลงการณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ประณามแอรโดก์อานว่าเป็นเผด็จการที่คุมขังนักข่าวและนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม อ่านได้ว่าไม่ได้พูดกับรัฐบาลตุรกีเท่านั้น หากพูดข้ามหัวรัฐบาลไปหาสังคมและผู้มีสิทธิเลือกตั้งตุรกีด้วย ยังไม่นับไพ่เคิร์ดทั้งในซีเรียและรอบพรมแดนตุรกี ซึ่งงานของ Menati และ Kazemi ชี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางหนุนชนกลุ่มน้อยที่อิสราเอลใช้อยู่แล้ว (Menati & Kazemi, 2026) กล่าวอีกแบบ อิทธิพลของอิสราเอลต่อตุรกีอาจไม่ได้มาในรูปเครื่องบินรบเสมอไป แต่อาจแทรกซึมเข้าไปถึงการเมืองภายในและคูหาเลือกตั้งของตุรกีเอง
ข้อที่สอง ความเชื่อมั่นว่าอิสราเอลกับตุรกีจะไม่รบกันโดยตรง อาจเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป ฉันทามติ ‘ยังไม่รบกันหรอก’ ของนักวิเคราะห์วางอยู่บนสมมติฐานว่าแรงยับยั้งทุกชั้นจะคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่เหตุการณ์สามปีที่ผ่านมาคือบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เส้นที่เคยเชื่อกันว่าอิสราเอลจะไม่ข้าม ถูกข้ามมาแล้วแทบทุกเส้น ตั้งแต่การโจมตีแกนนำฮามาสกลางเมืองหลวงของกาตาร์ซึ่งเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ มาจนถึงการทิ้งระเบิดห่างชายแดนตุรกีเพียง 70 กิโลเมตรโดยไม่บอกแม้แต่วอชิงตัน ด้วยข้ออ้างที่ข่าวกรองอเมริกันตรวจแล้วไม่พบมูล ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเองก็เต็มไปด้วยสงครามที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิด แต่เกิดจากการคำนวณผิด การอ่านสัญญาณพลาด และอุบัติเหตุที่ลุกลามเกินควบคุม คำบอกเล่าของบาร์แร็กที่ว่าทั้งคู่เคยอยู่ห่างจากการปะทะเพียงก้าวเดียว จึงไม่ควรถูกอ่านเป็นเพียงสำนวน คำตอบต่อคำถามเรื่องสงครามจึงอาจเป็นว่า ยังไม่เกิด แต่ความมั่นใจในคำว่า ‘ยัง’ นั้นลดลงเรื่อยๆ และใครที่ปักใจว่ามันจะไม่มีวันเกิด อาจกำลังผิดพลาดก็ได้
คำถามที่ซ่อนอยู่ใต้คำถาม: ใครจะเป็นผู้ออกแบบตะวันออกกลางใบต่อไป
ก่อนปิดท้าย ผู้เขียนอยากชวนพลิกมุมของคำถามตั้งต้นสักเล็กน้อย คำถามว่าเป้าหมายต่อไปของอิสราเอลคือตุรกีหรือไม่ วางตุรกีไว้ในฐานะกรรมของประโยค คือรัฐที่รอถูกกระทำ แต่สิ่งที่ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นบอกเราคือ ตุรกีกำลังเป็นประธานของประโยคมากขึ้นทุกที รัฐที่อิสราเอลกังวลไม่ใช่รัฐที่นั่งรอถูกโจมตี หากคือรัฐที่กำลังเสนอพิมพ์เขียวของระเบียบภูมิภาคอีกแบบอย่างแข็งขัน ราคิโปอูลูสรุปบทบาทนี้ผ่านแนวคิด ‘ผู้เฝ้าประตู’ (gatekeeper) ที่ยืนขวางการขยายตัวไร้พรมแดนของอิสราเอลด้วยสามเสาหลัก คือการโดดเดี่ยวอิสราเอลทางการทูตผ่านการสร้างแนวร่วมตั้งแต่องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) จนถึงปฏิญญานิวยอร์กที่ผูกเงื่อนไขการปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ไว้กับการตั้งรัฐปาเลสไตน์บนเส้นเขตแดนปี 1967 การประคองความสามารถในการยืนระยะทางการเมืองของฝ่ายปาเลสไตน์ และการป้องปรามด้วยกำลังทหารที่ตุรกีสร้างเองโดยเฉพาะโดรนซึ่งพิสูจน์ฝีมือมาแล้วในหลายสนามรบ แต่ที่สำคัญคือราคิโปอูลูยอมรับตรงไปตรงมาว่าอังการารู้ขีดจำกัดของตนดี ตุรกีสามารถชะลอ ทำให้ยุ่งยาก หรือทำให้แผนการของอิสราเอลตกราง แต่ไม่อาจแทนที่ด้วยระเบียบที่ออกแบบโดยตุรกีล้วนๆ ได้ เป้าหมายที่แท้จริงคือการป้องกันไม่ให้เกิดตะวันออกกลางขั้วเดียวที่อิสราเอลครอบงำ และรักษาพื้นที่ไว้สำหรับทางออกที่มาจากการเจรจา (Rakipoğlu, 2025)
ดาเลย์ขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นอีกด้วยข้อเสนอเรื่อง ‘ตะวันออกกลางหลังยุคอับราฮัม’ (post-Abrahamic Middle East) ระเบียบภูมิภาคที่วอชิงตันลงทุนสร้างมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งข้อตกลงอับราฮัม ระเบียงเศรษฐกิจอินเดีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป (IMEC) และกรอบหุ้นส่วน I2U2 ล้วนวางอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน คือการให้อาหรับกับอิสราเอลปรับความสัมพันธ์กันใต้ร่มความมั่นคงอเมริกัน ปิดล้อมอิหร่านอย่างแข็งกร้าว ปิดล้อมตุรกีอย่างนุ่มนวล และลดความสำคัญของประเด็นปาเลสไตน์ลง กล่าวให้ถึงที่สุด มันคือระเบียบที่มีอิสราเอลเป็นศูนย์กลางมากกว่าจะตอบโจทย์ของรัฐอาหรับเอง แต่นโยบายที่ก้าวร้าวและมุ่งรื้อระเบียบของอิสราเอลกลับเป็นสิ่งที่ทำลายวิสัยทัศน์นี้ลงด้วยมือของตนเอง
ข้อตกลงมักกะฮ์ไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อต้านอิสราเอลโดยเนื้อแท้ แต่มันคือสัญญาณว่าระเบียบแบบอับราฮัมได้ล้มเหลวลงแล้ว และที่ย้อนแย้งที่สุดคือ ขณะที่อิสราเอลคัดค้านข้อตกลงมักกะฮ์ ทรัมป์กลับกล่าวชื่นชมมัน เพราะมันสอดรับกับยุทธศาสตร์ถ่ายโอนภาระให้พันธมิตรภูมิภาคของเขาพอดี ช่องว่างระหว่างวอชิงตันกับเทลอาวีฟในคำถามว่าใครควรออกแบบตะวันออกกลางใบต่อไป จึงกำลังถ่างกว้างขึ้น (Dalay, 2026)
ในซีเรียก็เช่นกัน ดาเลย์ชี้ว่ารัฐที่ต้องการเห็นซีเรียอ่อนแอและแตกเป็นเสี่ยงมีเพียงสองรายในภูมิภาค คืออิสราเอลกับอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ ยุโรป และรัฐภูมิภาคทั้งหมดล้วนหนุนรัฐบาลกลางที่มั่นคงในดามัสกัส หากอิสราเอลเชื่อว่าความมั่นคงของตนจะได้มาด้วยการทำให้เพื่อนบ้านทุกรายอ่อนแอเท่านั้น นั่นคือสูตรของสงครามไม่รู้จบและการโดดเดี่ยวตนเอง ดังที่เลบานอนเคยเป็นบทเรียนราคาแพงมาแล้ว เมื่อการยึดครองของอิสราเอลและความอ่อนแอของรัฐเลบานอนคือสิ่งที่ทำให้กลุ่มติดอาวุธอย่างฮิซบุลลอฮ์ถือกำเนิดขึ้น (Dalay, 2026)
และเช่นเดียวกับข้อตกลงมักกะฮ์ที่ผู้เขียนเคยวิเคราะห์ไว้ คำถามที่เงียบที่สุดของเรื่องนี้ยังคงเป็นคำถามเดิม การโต้กันเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และเผด็จการต่อต้านยิว ต่างถูกทั้งสองฝ่ายใช้ทำงานการเมืองของตนเอง ฝ่ายหนึ่งใช้ยืนยันบทบาทผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของโลกมุสลิม อีกฝ่ายใช้ปลุกฐานเสียงก่อนเลือกตั้ง คำถามที่ต้องติดตามต่อไปคือ พลังทางการทูตและกฎหมายที่ตุรกีทุ่มใส่คดีเนทุนยาฮูจะแปรเป็นความเปลี่ยนแปลงจริงในกาซาได้แค่ไหน หรือชาวกาซาจะยังคงเป็นเพียงฉากหลังของการแย่งชิงอำนาจระหว่างรัฐ อย่างที่เป็นมาในแทบทุกยกของความขัดแย้งคู่นี้ตลอดสามทศวรรษ
ภาพนักท่องเที่ยวอิสราเอลบนชายหาดตุรกีเมื่อปี 1996 ไม่ได้เลือนหายเพราะประชาชนสองชาติตื่นมาเกลียดกันในชั่วข้ามคืน มันเลือนหายเพราะโครงสร้างที่เคยผลักให้สองรัฐพิงหลังกัน ทั้งภัยคุกคามร่วมจากซีเรียและอิหร่าน ความฝันตะวันตกของตุรกี และระเบียบภูมิภาคที่สหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำ ได้พังลงทีละชิ้น เป้าหมายต่อไปของอิสราเอลอาจยังไม่ใช่ตุรกีในความหมายของสงคราม แต่ในความหมายของการแย่งชิงอนาคตภูมิภาค ตุรกีได้กลายเป็นเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว และตุรกีเองก็มองอิสราเอลด้วยสายตาแบบเดียวกัน คำถามเดียวที่ยังเปิดอยู่คือ การแย่งชิงครั้งนี้จะถูกตรึงไว้บนโต๊ะเจรจา ในสนามเศรษฐกิจ และในห้องพิจารณาคดีระหว่างประเทศได้นานแค่ไหน
เอกสารอ้างอิง
Al Jazeera. (2026a, August 21). Turkiye accuses Israel’s Netanyahu of ‘genocide’, seeks Interpol warrant. https://www.aljazeera.com/news/2026/8/21/turkiye-accuses-israels-netanyahu-of-genocide-seeks-interpol-warrant
Al Jazeera. (2026b, August 22). Envoy says Israel did not give the US notice before strikes on Syrian base. https://www.aljazeera.com/news/2026/8/22/envoy-says-israel-did-not-give-the-us-notice-before-strikes-on-syrian-base
Al Jazeera Centre for Studies. (2026, July 19). Turkey and Israel: Temporary tensions or a clash of major interests? https://studies.aljazeera.net/en/policy-briefs/turkey-and-israel-temporary-tensions-or-clash-major-interests
BasNews. (2026, August 23). Iran says it has received invitation to join Mecca Mutual Defense Pact. https://www.basnews.com/en/babat/918172
Center for Strategic and Regional Studies. (2025). Assessing the possibility of war between Israel and Turkey. Weekly Analysis, 477. https://csrsaf.org
Chakma, P. L. (2026, August 22). Could an Israel-Turkey war trigger NATO’s Article 5? The Times of Israel Blogs. https://blogs.timesofisrael.com/could-an-israel-turkey-war-trigger-natos-article-5/
Channel NewsAsia. (2026, August 22). Israel PM Netanyahu calls Turkiye’s Erdogan ‘antisemitic dictator’. https://www.channelnewsasia.com/world/israel-pm-netanyahu-calls-turkiyes-erdogan-antisemitic-dictator-6334006
Daily Sabah. (2026, August 23). Not trusting Israel currently, thankful for Turkish support: Syria FM. https://www.dailysabah.com/world/mid-east/not-trusting-israel-currently-thankful-for-turkish-support-syria-fm
Dalay, G. (2026, August 22). Israel, Turkiye and the new regional reordering. Al Jazeera. https://www.aljazeera.com/opinions/2026/8/22/israel-turkiye-and-the-new-regional-reordering
Eissenstat, H. (2026, March). The next big Middle East conflict? The Turkish-Israeli rivalry (SUITS Policy Brief 2026:1). Stockholm University Institute for Turkish Studies.
Huuhtanen, H. (2026, June). Israel and Turkey in Syria: A ‘dual security space’ amid a shifting regional power balance (FIIA Briefing Paper 440). Finnish Institute of International Affairs.
Jervis, R. (1978). Cooperation under the security dilemma. World Politics, 30(2), 167–214.
Karagül, İ. (2026, August 22). Israel wants to drag Türkiye into an “early conflict.” So why didn’t Ankara intervene? Yeni Şafak. https://en.yenisafak.com/columns/ibrahim-karagul/israel-wants-to-drag-turkiye-into-an-early-conflict-so-why-didnt-ankara-intervene-3722212
Menati, A., & Kazemi, H. (2026). Turkey and Israel conflict in post-Assad Syria: From geopolitical competition to clash of interests [In Persian]. Geopolitics Quarterly, 22(1), 199–230.
Middle East Eye. (2026, August 20). Israeli opinion article says Turkey’s Nato protection does not apply to troops in Syria. https://www.middleeasteye.net/news/israeli-opinion-article-warns-turkey-against-further-deployments-syria-where-nato-protections-do-not
Özel Volfová, G. (2014). Changes in Turkish-Israeli relations: Implications for the regional security environment. Central European Journal of International and Security Studies, 8(1), 82–102.
PBS NewsHour. (2026, August 21). U.S. ambassador responds to rising tensions between Israel, Turkey and Syria. https://www.pbs.org/newshour/show/u-s-ambassador-responds-to-rising-tensions-between-israel-turkey-and-syria
Rakipoğlu, M. (2025, August 20). Türkiye rises as the gatekeeper against Israeli expansion. SETA / Daily Sabah. https://www.setav.org/en/turkiye-rises-as-the-gatekeeper-against-israeli-expansion
The Times of Israel. (2026, August 23). Israel and Turkey have covert backchannel to avoid Syria friction, source says. https://www.timesofisrael.com/liveblog_entry/israel-and-turkey-have-covert-backchannel-to-avoid-syria-friction-source-says/
Uzer, U. (2013). Turkish-Israeli relations: Their rise and fall. Middle East Policy, 20(1), 97–110.
Weinberg, D. M. (2026, August 22). Israel must stop Erdogan’s military expansion before Turkey reaches its borders. The Jerusalem Post. https://www.jpost.com/opinion/article-906105
ตะวันออกกลาง ตุรกี ยาสมิน ซัตตาร์ สงครามตะวันออกกลาง อิสราเอล อิสราเอล-ตุรกี
เรื่อง: ยาสมิน ซัตตาร์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ศึกษาตุรกี