เครือเจ้าสัวเจริญ-เจ้าแม่นิคมอุตสาหกรรม-กระทิงแดง ปักธงธรรมชาติเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดึง 3 ยักษ์ร่วมเวที ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ WHA-กรีนต้องกินได้ เฟรเซอร์ส-ชูอสังหาฯ อยู่กับคนที่คิดเหมือนเรา กระทิงแดง-ปั้นน้ำสะอาดเป็นต้นทุน-ดูแลชุมชน
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 หัวข้อ Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่ โดยมีนายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด, น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมการเสวนาเรื่อง Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน
WHA-กรีนต้องกินได้
น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท WHA กล่าวว่า ในบทบาทของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม จะถูกมองเป็นผู้ร้ายทันที ถ้าทำลายสิ่งแวดล้อม ชุมชนจะไม่ยอมรับ ดังนั้น WHA จึงไม่ใช่แค่ทำนิคมอุตสาหรรม แต่มีหลักว่าเมื่อไปลงทุนที่ไหน ที่นั่นต้องเจริญ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA มองเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางในหลายมิติ โดยมิติเศรษฐกิจ ต้องปรับตัวไม่ให้ถูกมองเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม ผ่านกลยุทธ์ “3 ป.” คือ ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง โดยเปรียบเทียบว่าธุรกิจเป็นไข่แดงที่ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนซึ่งเป็นไข่ขาวอย่างแยกจากกันไม่ได้
ในมิติปลูกคน WHA มีการลงทุนพัฒนาแรงงานผ่านโครงการต่าง ๆ พร้อมทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อปรับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ป้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของนิคมฯ โดยตรง และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะเฉพาะทางของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
ในมิติปลูกป่า WHA ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปลี่ยนพื้นที่สีเขียว 4% ตามข้อกำหนด EIA ให้กลายเป็นผืนป่าที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์จริง ตั้งแต่การปรับสภาพดินไปจนถึงการคัดเลือกพันธุ์ไม้ จนปัจจุบันมีสัตว์และนกกลับเข้ามาอาศัยในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม สะท้อนว่าการปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายสามารถยกระดับไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้จริง มิใช่เพียงการทำตามเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อขอใบอนุญาต
ส่วนมิติเมือง ได้เน้นออกแบบเมืองอุตสาหกรรมที่ไม่ขวางทางน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมชุมชนโดยรอบ ควบคู่กับระบบจัดการน้ำแบบ Zero Discharge ที่นำน้ำทิ้งกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่โดยไม่ต้องดึงน้ำจากธรรมชาติเพิ่ม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนทรัพยากรน้ำในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทกับชุมชนเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในอนาคต
น.ส.จรีพร ย้ำว่า “คำว่ากรีน ต้องกินได้ รักษ์โลกแต่ต้องมีรายได้ องค์กรที่ปรับตัวก่อนจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนเกมในตลาด โดย WHA สามารถแปลงการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นสายธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้จริง ทั้งบริการรถบรรทุกไฟฟ้า (EV) และโซลาร์รูฟ (Solar Roof) ซึ่งจะสร้างรายได้ระดับ 1,000 ล้านบาทต่อปี การนำน้ำที่ผ่านการรีไซเคิลไปจำหน่ายให้ลูกค้าในนิคมฯ สะท้อนให้เห็นว่า ESG คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ต้นทุนตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ”
กระทิงแดง-ปั้นน้ำเป็นธุรกิจ-ดูแลชุมชน
นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP เจ้าของกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารชั้นนำของไทย เจ้าของแบรนด์ระดับโลกอย่าง เรดบูล (Red Bull) และแบรนด์ กระทิงแดง, สปอนเซอร์, แมนซั่ม และเพียวริคุ กล่าวว่า โครงสร้างของธุรกิจเครื่องดื่มพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบตั้งต้นถึง 100% ไม่ว่าจะเป็นน้ำ น้ำตาล อะลูมิเนียม แก้วจากทราย และพลังงาน จึงวางกรอบบริหารจัดการน้ำใน 3 มิติเพื่อรักษาความมั่นคงของต้นทุนวัตถุดิบ
เริ่มจากภายในโรงงานที่ลดและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ภายนอก พร้อมสำรองพื้นที่กักเก็บน้ำของตนเองกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อความมั่นคงด้านการผลิต ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการที่ช่วยป้องกันการหยุดชะงักของสายการผลิตในภาวะขาดแคลนน้ำ
มิติที่สอง TCP ทำงานร่วมกับชุมชนรอบโรงงาน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน จนได้รับมาตรฐานน้ำระดับโลก คือ Alliance for Water Stewardship (AWS) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและนักลงทุนต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
ส่วนมิติระดับประเทศ บริษัทดำเนินโครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำวัง และลุ่มน้ำโขงต่อเนื่องกว่า 9 ปี สามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติได้ถึง 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และสร้างรายได้ให้กว่า 40,000 ครอบครัว ซึ่งเป็นการลงทุนที่เชื่อมโยงกลับมาสู่ฐานกำลังซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่ต้นน้ำของธุรกิจ
นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำพื้นที่วังปลา และพื้นที่เชิงนิเวศรอบโรงงานที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้พนักงานและชุมชนเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของสายพันธุ์สัตว์น้ำและนกที่ฟื้นคืนกลับมา ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการฟื้นฟูระบบนิเวศในเชิงประจักษ์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ระบุด้วยว่า ธุรกิจจะอยู่รอดได้ก็ด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภค หากเกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างน้ำท่วม ชุมชนย่อมเดือดร้อนและกระทบยอดขายโดยตรง โดยการเข้าไปดูแลธรรมชาติและชุมชนจึงไม่ใช่กิจกรรมเพื่อสังคมแยกต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความอยู่รอดของกิจการ โดย TCP ตั้งเป้าหมายก้าวสู่ Net Zero ด้านน้ำภายในปี 2030 เพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว และเป็นหลักประกันว่าวัตถุดิบตั้งต้นของธุรกิจเครื่องดื่มจะยังคงมีเพียงพอต่อการเติบโตในอนาคต
ทายาทเจ้าสัวเจริญ-พัฒนอสังหาฯสีเขียว
นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่ยึดแนวคิดการสร้างเมืองควบคู่กับการรักษาธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการสร้างป่าคอนกรีตที่ขัดขวางการไหลเวียนของน้ำและทำลายระบบนิเวศ เปลี่ยนแนวคิดจากการสร้างอาคารเต็มพื้นที่ เป็นการเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวให้ถึง 50% ของที่ดิน เพื่อสร้างป่าในเมือง (Urban Forest) ที่เชื่อมโยงกับสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ
“การจัดการสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ การรีไซเคิล มีทั้งรูปแบบ ได้คืนเป็นเงิน และลดปัญหาการจัดการขยะ ในมิติของห่วงโซ่อุปทาน เฟรเซอร์สฯ เดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 3 ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ การร่วมมือกับ SCG นำหัวเสาเข็มกว่า 2,600 ต้นมารีไซเคิลเพื่อใช้สร้างอาคารได้ 1 อาคาร และการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาจัดการขยะอาหาร ให้กลายเป็นปุ๋ยแห้ง”
ถือเป็นการออกแบบอาคาร ที่ส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สินและความน่าดึงดูดของโครงการในระยะยาว การลดสัดส่วนพื้นที่ก่อสร้างเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวยังถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่แต่เดิมมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ได้พื้นที่ขายสูงสุดเพียงอย่างเดียว
รวมถึงการทำสัญญาเช่าสีเขียวกับผู้เช่าอาคาร ซึ่งเป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่ผูกมัดผู้เช่าให้ร่วมรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สะท้อนว่าความยั่งยืนของอาคารไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขั้นตอนการก่อสร้าง แต่ขยายไปถึงพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ตลอดอายุสัญญาเช่าด้วย
ในตอนท้าย นายปณต ระบุว่า “การลงทุนในธรรมชาติส่งผลดีกลับมาเป็นประโยชน์ทางธุรกิจโดยตรงในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว หรือGreen Financing ที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่า การลดต้นทุนพลังงานจากการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันแบบ Flight to Quality ที่จูงใจให้ผู้เช่าซึ่งมีวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนตรงกันเลือกใช้พื้นที่โครงการ ซึ่งเฟรเซอร์สฯ ตั้งเป้าเป็น Carbon Neutral ภายในปี 2050”