สส.กทม. ปชน. เรียกร้องทบทวนโซนนิ่งสถานบริการ ใช้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด - The Reporters
สส.กทม. ปชน. เรียกร้องทบทวนโซนนิ่งสถานบริการ ใช้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด แนะลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการเร่งด่วน หวั่นอาจไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย
วันนี้ (13 ก.ค. 69) ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม. เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวว่า โศกนาฏกรรมที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นอกจากมาตรการความปลอดภัยแล้ว ยังย้ำให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างที่เรื้อรังมานาน โดยเฉพาะการจัดโซนนิ่งของสถานบริการในกรุงเทพฯ
การกำหนดโซนนิ่งของสถานบริการ ถูกเขียนไว้ใน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ในมาตรา 5 ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สามารถกำหนดเขตพื้นที่เพื่ออนุญาต หรืองดอนุญาตให้ตั้งสถานบริการได้ และมีกฎหมายลูกคือ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2545 ที่ระบุว่า บริเวณไหนของกรุงเทพฯ ที่สามารถตั้งสถานบริการได้ตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้ 3 พื้นที่หลักคือ ย่านพัฒน์พงษ์ ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่–มักกะสัน และย่านถนนรัชดาภิเษก
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการต้องการทำธุรกิจคล้ายสถานบริการนอกพื้นที่ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ร้านอาหารกึ่งผับ” จดทะเบียนเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์หรือสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ มีดนตรีสด ห้ามเต้น และอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ และ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ
ความแตกต่างด้านความปลอดภัยเมื่ออิงตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ คือ “สถานบริการ” จะถูกบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องวัสดุตกแต่งและวัสดุอะคูสติกซับเสียงภายในที่ต้องเป็นชนิดทนไฟหรือไม่ลามไฟ รวมถึงต้องมีระบบระบายควัน สปริงเกอร์ และขนาดทางหนีไฟที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้บริการอย่างรัดกุม
ส่วน “ร้านอาหารกึ่งผับ” จะอยู่ภายใต้มาตรฐานอาคารระดับร้านอาหารทั่วไป ไม่มีข้อบังคับเรื่องวัสดุซับเสียง เมื่อผู้ประกอบการนำโฟมซับเสียงราคาถูกกว่ามาติดตั้งเพื่อเล่นดนตรีสดจึงกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว
ปารเมศ ในฐานะอดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาทบทวน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ระบุว่า เคยนำเสนอและเรียกร้องให้ที่ประชุมทบทวนแก้ไขระเบียบเรื่องโซนนิ่ง เนื่องจากมีร้านเหล้า ผับ บาร์ กระจายตัวในหัวเมืองใหญ่ แต่กฎหมายที่ล้าหลังทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถขอใบอนุญาตเป็นสถานบริการอย่างถูกต้องได้
“สิ่งที่เราพบเห็นจนชินตาคือ การหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยร้านเหล้า ผับ บาร์ ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนเป็นสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ หรือจดเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์แทน ซึ่งช่องโหว่นี้ทำให้ร้านเหล่านี้ หลุดพ้นจากการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด และมีบทลงโทษทางกฎหมายที่เบากว่าสถานบริการที่แท้จริงมาก” ปารเมศ กล่าว
ปารเมศ ชี้ว่า การแก้ไขเรื่องโซนนิ่งไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ แต่คือการดึงร้านเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบ กำกับดูแล และบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยทางสถาปัตยกรรมขั้นสูงสุด ทั้งนี้ มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการฯ ให้ทันสมัยมากขึ้น ให้เป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากแก้กฎหมายสำเร็จ ผู้ว่าฯ กทม. จะกำหนดโซนนิ่งเองได้ จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรุงเทพมหานคร เร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้
ปารเมศ ยังเสนอแนวทางเร่งด่วน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการ ร้านอาหาร ผับ และบาร์ ที่อาจไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยโดยด่วน โดยเฉพาะใน 3 ประเด็น
1.ทางเข้า-ออก และทางหนีไฟ ต้องมีขนาดกว้างเพียงพอ ป้ายไฟบอกทางชัดเจน และต้องไม่มีสิ่งกีดขวางหรือถูกล็อกไว้
2.อุปกรณ์และระบบดับเพลิง ถังดับเพลิง สปริงเกอร์ และระบบสัญญาณเตือนภัย ต้องได้รับการตรวจสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานจริง 100%
3.ใบอนุญาตและการดัดแปลงอาคาร ต้องบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับร้านที่ลักลอบเปิดโดยไม่มีใบอนุญาต หรือดัดแปลงโครงสร้างและใช้วัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย