Cover Image

จะ ‘ส่งฟ้อง สว.’ หรือไม่?: จากหลักฐานของความผิดปกติถึงเดิมพันครั้งใหญ่ของประชาธิปไตยไทย

ชั่วโมงนี้ คดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘คดีโกงเลือก สว.’ กำลังเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมลงมติต่อสำนวนคดีในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้ถูกกล่าวหามากถึง 229 คน ท่ามกลางการเปิดเผยข้อมูลถึงความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการเลือก ตั้งแต่การจัดทำ ‘โพย’ การจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าหลักฐานต่างๆ ที่ทยอยปรากฏต่อสาธารณะนั้น มากเพียงพอที่จะถือเป็น ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ และนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้วหรือไม่

วันโอวันชวน ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw และ นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร นักกิจกรรมเครือข่าย CONFORALL และ Community Journalist จาก Daybreaker Network มาร่วมขมวดปมความผิดปกติของการเลือก สว. หลังข้อมูลและหลักฐานทยอยปรากฏต่อสาธารณะ พร้อมชวนตั้งคำถามว่า 229 รายชื่อกำลังบอกอะไรเรา และเหตุใดคำตัดสินครั้งนี้จึงอาจเป็นมากกว่าเพียงคดีของ สว. หากแต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโจทย์ใหญ่เรื่อง นิติรัฐและอนาคตของประชาธิปไตยไทย


หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ 101 One-on-One EP.420: ล้วงเกมโกง สว. ก่อน กกต.เฉลย เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ดำเนินรายการโดย อินทร์แก้ว โอภานุเคราะห์กุล

Youtube video

สั่งฟ้อง สว. และการตีความที่มีปัญหาของ กกต.

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หนึ่งในตัวเลขที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์คือ ‘229’ ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมทั้งสิ้น 229 คน ตัวเลขดังกล่าวมาจากการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก่อนที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีมติส่งเรื่องต่อให้ กกต. ชุดใหญ่ทั้งเจ็ดคนพิจารณา

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เริ่มต้นอธิบายว่า แม้ที่ผ่านมาสังคมจะพูดถึงตัวเลขผู้ถูกกล่าวหา 229 คนเป็นหลัก แต่เขาเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการเลือก สว. อาจมีมากกว่าจำนวนดังกล่าว เนื่องจากกว่าบุคคลหนึ่งจะได้รับเลือกเป็น สว. ย่อมต้องอาศัยคะแนนเสียงจากผู้สมัครคนอื่นอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 มีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน และนี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้ว กกต. จะส่งเรื่องต่อศาลกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดตามความเห็นของคณะกรรมการชุดที่ 26 หรือจะดำเนินการเพียงบางส่วนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอีกด้านหนึ่งคือข้อถกเถียงเรื่อง ‘หลักกฎหมายที่ กกต. จะใช้พิจารณาคดี’ โดยที่ผ่านมา แสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการอ้างถึงมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งวางหลักไว้ว่า “ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการเลือกแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทําการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น” ซึ่งแสวงมองว่าหากพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าว เงื่อนไขสำคัญจึงอยู่ที่ผู้กระทำต้องเป็น ‘ผู้สมัครรับเลือก’, มีการกระทำที่เข้าข่าย ‘ทุจริต’ และมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ทว่า นันทวัฒน์มองว่าในทางนิติศาสตร์ แม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมายสูงสุด แต่เมื่อพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. โดยเฉพาะ ยังมีกฎหมายที่บัญญัติรายละเอียดไว้โดยตรงคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยมาตรา 62 ระบุว่า “ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น”

นันทวัฒน์ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญว่า มาตรา 62 ไม่ได้จำกัดเฉพาะ ‘ผู้สมัคร’ เท่านั้น แต่ใช้ถ้อยคำว่า ‘ผู้สมัครหรือผู้ใด’ ซึ่งครอบคลุมบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วย ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติถึงกรณีการเลือก สว. ไว้โดยตรง การพิจารณาจึงต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะดังกล่าวประกอบด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ระดับของพยานหลักฐานที่จำเป็นสำหรับการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพราะมาตรา 62 ใช้ถ้อยคำว่า ‘ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้’ ซึ่งทั้งสองคนมองว่าหมายความว่าไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานถึงขั้นพิสูจน์ความผิดได้อย่างเด็ดขาด หากมีพยานหลักฐานในระดับที่ทำให้เชื่อได้ว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต กกต. ก็มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกัน คำว่า ‘ทุจริต’ ก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการซื้อเสียงหรือมีหลักฐานการโอนและใช้จ่ายเงินเพียงอย่างเดียว ยิ่งชีพมองว่ากฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว. กำหนดลักษณะการกระทำที่อาจเป็นความผิดไว้หลายรูปแบบ และหลายกรณีไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินโดยตรง เช่น การแนะนำตัวโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดก็อาจเข้าข่ายความผิดได้ เป็นต้น

การเลือก สว. แบบที่ผู้ร่างฯ หวัง ‘พังอย่างไม่เป็นท่า’

หากต้องการเข้าใจระบบการเลือก สว. ในปัจจุบัน จำเป็นต้องเข้าใจถึงที่มาของวิธีการเลือก โดยภายหลังการรัฐประหารในปี 2557 เกิดความพยายามรวบอำนาจเข้าสู่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหนึ่งในหลักคิดสำคัญคือการสร้างกลไกที่เชื่อว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้ แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการออกแบบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ด้วย

นันทวัฒน์อธิบายว่าโจทย์สำคัญในเวลานั้นคือความต้องการให้ สว. มีความเป็นกลางทางการเมือง เนื่องจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญมองว่าหากเปิดให้มีการเลือกตั้ง สว. โดยตรงอาจทำให้ สว. ตกอยู่ภายใต้อาณัติหรืออิทธิพลของพรรคการเมือง ขณะเดียวกันระบบสรรหาที่เคยใช้ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจึงพยายามค้นหาวิธีการที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการเลือกตั้งกับการสรรหา จนกลายมาเป็นระบบการได้มาซึ่ง สว. อย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน ซึ่งหัวใจสำคัญของการออกแบบดังกล่าวคือการหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งโดยตรงให้มากที่สุด และสร้างความเป็นตัวแทนในรูปแบบใหม่ผ่านกลุ่มอาชีพและวิชาชีพ ผ่านการกำหนดกระบวนการเลือกหลายระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ ขณะที่การแบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่มอาชีพที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้เหมือนกับ 20 กลุ่มที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น หากแต่ผ่านการปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการร่างกติกา

นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบระบบ ‘เลือกไขว้’ ระหว่างกลุ่มอาชีพ ซึ่งนันทวัฒน์อธิบายว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องการใช้กลไกดังกล่าวเพื่อป้องกันปัญหาการจัดตั้ง เนื่องจากเมื่อผู้สมัครต้องเลือกข้ามกลุ่มก็จะทำให้คาดการณ์ได้ยากว่าจะต้องพบหรือเลือกใครบ้าง เขาจึงย้ำว่าการทำความเข้าใจที่มาของกลไกการเลือก สว. มีความสำคัญ เพราะช่วยสะท้อนวิธีคิดและจินตนาการทางการเมืองของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่เบื้องหลังระบบดังกล่าว

กล่าวโดยสรุป กระบวนการออกแบบที่มาของ สว. จึงตั้งอยู่บนองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ทั้งการหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งโดยตรง การสร้างความเป็นตัวแทนผ่านอาชีพและวิชาชีพ การสร้างระบบเลือกไขว้ข้ามกลุ่มอาชีพ ตลอดจนการจำกัดการหาเสียงและใช้เพียงการแนะนำตัวผ่านเอกสารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม เมื่อระบบดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการเลือก สว. จริง อุดมคติที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญวางเอาไว้กลับไม่ได้เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง และกระบวนการเลือกก็ไม่ได้สามารถแยกออกจากการเมืองได้อย่างแท้จริง จนนันทวัฒน์ใช้คำอธิบายว่า ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวกลับ ‘พังอย่างไม่เป็นท่า’ โดยส่วนหนึ่งของปัญหาอาจมาจากนิยามคำว่า ‘การเมือง’ ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มองการเมืองในลักษณะที่ผูกโยงอย่างใกล้ชิดกับพรรคการเมือง จึงพยายามสร้างระบบที่ลดหรือปิดกั้นอิทธิพลของพรรคการเมืองให้ได้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริง การไม่มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันเพื่อเข้าสู่อำนาจ การรวมกลุ่ม หรือการจัดตั้งทางการเมืองจะหายไปด้วย

จากการเก็บข้อมูลของนันทวัฒน์เกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้สมัครอิสระ เขาพบว่าสามารถแบ่งแรงจูงใจในการเข้าสู่กระบวนการเลือก สว. ได้อย่างน้อยสองลักษณะ ได้แก่ หนึ่ง สมัครเพื่อต้องการเป็น สว. ด้วยตนเอง และสอง สมัครเพื่อเข้าไปเลือกให้บุคคลอื่นเป็น สว.

นันทวัฒน์มองว่า ฐานคิดเรื่องแรงจูงใจดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการพิจารณากระบวนการทุจริตการเลือก สว. ได้เช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครอิสระหรือผู้ที่อาจเข้าไปอยู่ในกระบวนการจัดตั้ง แรงจูงใจพื้นฐานของการเข้าสู่ระบบก็อาจไม่ได้แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือบางคนเข้าสู่กระบวนการเพื่อให้ตนเองได้รับเลือก ขณะที่บางคนอาจเข้าสู่กระบวนการเพื่อทำให้คนอื่นได้รับเลือก

นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ‘การสร้างเครือข่าย’ แม้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะวาดภาพให้ สว. เป็น ‘คนดี คนเด่น คนดัง’ ที่มาจากหลากหลายกลุ่มอาชีพและมีความเป็นอิสระ แต่โครงสร้างของระบบการเลือกกลับทำให้ผู้สมัครตระหนักว่า การเดินเข้าสู่สนามเลือก สว. เพียงลำพังแทบเป็นไปไม่ได้ หากต้องการผ่านกระบวนการเลือกในแต่ละระดับ จำเป็นต้องรู้จักและสร้างเครือข่ายกับผู้สมัครคนอื่น

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความพยายามสร้างช่องทางเพื่อให้ผู้สมัครได้รู้จักกันมากขึ้น ตั้งแต่การจัดทำเรซูเม่ของผู้สมัครอย่าง ‘สว.3’ ไปจนถึงการใช้โลกออนไลน์และเว็บไซต์แนะนำตัวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล ก่อนจะนำไปสู่การกระชับความสัมพันธ์และขยายวงเครือข่ายระหว่างผู้สมัครมากขึ้น

แม้เจตนาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องการออกแบบระบบเพื่อป้องกันการจัดตั้งทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติ กลไกการเลือก สว. กลับสร้างเงื่อนไขให้ผู้สมัครจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายขึ้นมาเอง เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกและเดินทางผ่านกระบวนการเลือกในแต่ละระดับ

หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า และความผิดปกติของการเลือกตั้ง

ยิ่งชีพอธิบายว่า หนึ่งในข้อกล่าวหาสำคัญเกี่ยวกับการทุจริตในการเลือก สว. คือการนำผลประโยชน์ โดยเฉพาะ ‘เงิน’ เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าหลักฐานต้องไปไกลถึงระดับใดจึงจะเพียงพอที่จะถือเป็น ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ และนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้

เขาชี้ว่าจากภาพที่สื่อต่างๆ บันทึกไว้ในวันเลือก สว. พบผู้สมัครประมาณหนึ่งในสามสวม ‘เสื้อสีเหลือง’ เหมือนกัน อีกทั้งระหว่างกระบวนการเลือกยังปรากฏภาพผู้สมัครบางส่วนจับกลุ่มพูดคุยกัน ก่อนที่ผลการเลือกจะออกมาว่าผู้สมัครส่วนหนึ่งในกลุ่มดังกล่าวได้รับคะแนนสูงเป็นพิเศษ จนเกิดปรากฏการณ์ที่หลายฝ่ายเรียกว่า ‘คะแนนล้นกระดาน’ กล่าวคือคะแนนที่ผู้สมัครบางคนได้รับมีจำนวนมากจนพื้นที่บนกระดานที่ กกต. เตรียมไว้สำหรับบันทึกคะแนนไม่เพียงพอและต้องนำกระดานมาต่อเพิ่ม โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อวิเคราะห์รูปแบบคะแนนที่เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มอาชีพกลับพบผู้สมัครที่มีคะแนน ‘ล้นกระดาน’ จำนวนหกคนเท่ากันในหลายกลุ่ม ขณะที่เมื่อพ้นจากอันดับที่หกเป็นต้นไป คะแนนกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยังพบปรากฏการณ์การลงคะแนนที่มีรูปแบบเหมือนกัน กล่าวคือมีบัตรเลือกตั้งหลายใบเขียนหมายเลขผู้สมัครเรียงตรงกัน โดยไม่ได้เรียงหมายเลขจากน้อยไปหามาก แต่เป็นชุดหมายเลขที่มีลำดับเฉพาะและกลับปรากฏตรงกันในบัตรหลายใบ ซึ่งยิ่งชีพอธิบายว่า หากพิจารณาตามหลักคณิตศาสตร์ โอกาสที่บัตรเลือกตั้งเพียงสองใบจะมีชุดหมายเลขและลำดับตรงกันในลักษณะดังกล่าวนั้นต่ำมาก หรือประมาณ ‘หนึ่งใน 5,566 ล้านล้านล้าน’ และเมื่อในการเลือกตั้ง สว. ครั้งนี้พบกรณีที่มีบัตรตรงกันมากกว่าสองใบหลายชุด ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญก็ยิ่งลดลงไปอีก

ด้วยเหตุนี้ ยิ่งชีพจึงมองว่า เพียงหลักฐานและความผิดปกติในลักษณะดังกล่าวก็ควรมีน้ำหนักเพียงพอที่จะถือเป็น ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ อาจมีการกระทำที่ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และควรนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาต่อไป

นันทวัฒน์อธิบายเพิ่มเติมจากประสบการณ์ในฐานะผู้สังเกตการณ์การเลือก สว. ซึ่งอยู่บริเวณหน้าห้องเลือกว่า หลังจากการเลือกในรอบเช้าเสร็จสิ้น มีบุคคลหนึ่งถือกระดาษวิ่งมาหากลุ่มผู้สังเกตการณ์ โดยบนกระดาษแผ่นดังกล่าวมีการเขียนหมายเลขเป็นชุดเอาไว้ ต่อมาจึงเริ่มมีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นว่าชุดหมายเลขในลักษณะเดียวกันไม่ได้ปรากฏเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่พบในผู้สมัครจากหลากหลายกลุ่มอาชีพ โดยภายหลังจากนั้นยังมีผู้สมัครหลายคนออกมาให้ข้อมูลในฐานะพยานว่า พวกเขาถูกชักชวนหรือเกณฑ์ให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการจัดทำโพย สำหรับการลงคะแนนโดยมีการเสนอผลประโยชน์ตอบแทน

“คำถามคือเราต้องมีสลิปการโอนเงินกี่แผ่นถึงจะพอใจ คนที่จะกระทำความผิดโดยปกติแล้วต้องมีความพยายามในการปกปิด ผมคิดว่าคนที่มีสลิปเป็นพวกชายขอบที่ทำอะไรไม่ค่อยระมัดระวัง และเรากำลังจะบอกว่าต้องมีสลิปโอนคาหนังคาเขาเท่านั้นถึงแปลว่าเป็นเพียงหลักฐานเดียวว่าเป็นการโกง ก็คิดว่าไม่ใช่ อีกทั้งสมมติว่าผมเป็นหัวหน้าขบวนการโกงเลือกตั้ง ผมต้องมีทีมงานมากกว่าหนึ่งคนและไม่น่าจะใช้โทรศัพท์ของตนเองในการโอนเงิน” ยิ่งชีพกล่าว

จากเหตุการณ์ทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนคือ ระบบการได้มาซึ่ง สว. ในรูปแบบปัจจุบันมีปัญหาและไม่ควรเกิดการเลือก สว. ด้วยระบบเช่นนี้อีกในอนาคต สำหรับยิ่งชีพ หนึ่งในหนทางแก้ไขจึงเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งย่อมครอบคลุมไปถึงการออกแบบที่มาและกระบวนการเลือก สว. ใหม่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือหากเลือกใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับที่มาของ สว. กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจาก สว. ด้วย ยิ่งชีพจึงมองว่าโจทย์สำคัญคือการผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามเจตจำนงที่สะท้อนผ่านผลประชามติที่ผ่านมาและทำให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นทันก่อนการเลือก สว. ครั้งต่อไป เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องกลับมาใช้ระบบการเลือกแบบเดิมอีก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องที่มาของ สว. เท่านั้น เพราะ สว. ชุดปัจจุบันยังมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนำไปสู่คำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่าง สว. ชุดนี้กับองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง

ในมุมมองของนันทวัฒน์ ปัญหาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียง ‘ความไม่ชอบมาพากล’ ในกระบวนการเลือก สว. แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างทางการเมืองในภาพใหญ่ เพราะหากกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งสามารถมีอิทธิพลต่อการได้มาซึ่ง สว. ขณะเดียวกัน สว. ก็มีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ย่อมก่อให้เกิดคำถามถึงกลไกทางการเมืองและกลไกตรวจสอบต่างๆ ว่าอาจกำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเครือข่ายอำนาจเดียวกันหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือก สว. จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการทำให้การเมืองในระบบรัฐสภามีความโปร่งใสมากขึ้น หรือทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากกระบวนการทางการเมืองที่สุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักนิติรัฐและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยด้วย

“เป็นความจริงที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้การได้มาซึ่ง สว. เป็นหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหานี้ แต่หากเรามองลึกลงไปก็จะพบว่าบทบาทของ สว. มีอีกเยอะแยะมากมาย ทั้งการแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น สิ่งที่ควรเป็นบันไดขั้นแรกคือการส่งฟ้อง สว. ที่จะทำให้ขั้นต่อไปตามมา แต่ถ้าหากไม่มีบันไดขั้นแรก ขั้นต่อไปก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก” นันทวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร สว. เลือกตั้ง สว. เลือก สว. ฮั้ว สว. สว.สีน้ำเงิน ฮั้ว เลือก สว. ฮั้วเลือก สว. โกง สว. ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ฮั้วสว.

เรียบเรียง: ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา

กองบรรณาธิการ The101.World - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากภาคการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจภาพยนตร์ไทย ญี่ปุ่น และการเมืองไทยร่วมสมัย เป็นคนชอบฝันที่ใฝ่ฝันอยากเห็นและทำหลายอย่างในชีวิต

Back To Top