ปมประวัติศาสตร์ถึงดราม่าใบแดง ย้อนรอยอังกฤษ-อาร์เจนฯ คู่ปรับข้ามทวีปในฟุตบอลโลก - Marketeer Online
แม้อยู่ต่างทวีปแต่อังกฤษกับอาร์เจนตินา กลับกลายมาเป็นคู่ปรับกันในฟุตบอลโลก ซึ่งนอกจากเรื่องราวในสนามแล้ว ยังมาจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อีกด้วย

อังกฤษกับอาร์เจนตินา โคจรมาพบกันครั้งแรกในฟุตบอลโลก ที่ฟุตบอลโลก 1962 ซึ่งชิลีเป็นเจ้าภาพ
3 ประตูแรกของแมตช์นี้เป็นของอังกฤษ จากผลงานของ รอน ฟลาวเวอร์ส, บ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ จิมมี่ กรีฟส์
แม้ถูกนำขึ้นไปก่อนหลายประตู อาร์เจนตินา ก็ไม่ยอมแพ้ เอาคืนได้ 1 ประตู ทำให้แมตช์นี้จบลงด้วยสกอร์ 3-1
จากนั้นแม้ทั้งสองทีมจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยสถิติชนะ 1 เสมอ 1 และแพ้ 1 เท่ากัน แต่อังกฤษก็เบียดเข้ารอบไปได้ด้วยประตูได้-เสียที่ดีกว่า ปล่อยให้อาร์เจนตินาต้องตกรอบไปอย่างช้ำใจ
นี่นำมาสู่การคาดการณ์ว่า อาร์เจนตินา คงเริ่มจะแค้นอังกฤษตั้งแต่ฟุตบอลโลกครั้งนั้น
อีก 4 ปีต่อมา อังกฤษ เป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก และต้องพบกับอาร์เจนตินา อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ ปมแค้นจะฝังรากลึกยิ่งขึ้น
ทั้งสองทีมได้เจอกันในแมตช์รอบ 8 ทีม โดยเหตุการณ์ในสนามเริ่มเดือดเมื่ออันโตนิโอ รัตติน กัปตันทีมอาร์เจนตินา โดนใบแดงไล่ออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 33 หลังโดนคาดโทษสองครั้งซ้อนในเวลาห่างกันแค่ 3 นาที
ซึ่งการที่ อันโตนิโอ รัตติน ไม่เห็นด้วย จึงทำให้แมตช์นี้ต้องหยุดไป 8 นาที และต่อมานักเตะอาร์เจนตินา ก็โดนใบเหลืองไปอีก 3 คน
ส่วนประตูชัยของอังกฤษจาก เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ทางอาร์เจนตินา ก็มองว่าเป็นลูกล้ำหน้า ทำให้ชาวอาร์เจนตินายังคงฝังใจจนถึงทุกวันนี้ว่าพวกเขาถูกปล้นชัยชนะ
ดราม่าแมตช์นี้ยังไม่หมดแค่นั้น โดยหลังกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา อัลฟ์ แรมซีย์ โค้ชของทีมอังกฤษที่เห็นว่าเกิดความขัดแย้งรุนแรง และไม่พอใจพฤติกรรมหยาบคายของนักเตะอาร์เจนตินา
เช่นการถ่มน้ำลายใส่ลูกทีมของตน จนเขาถึงกับสบถด่าขึ้นมา และห้ามไม่ให้ลูกทีมไปแลกเสื้ออีกด้วย
ข้ามมาฟุตบอลโลก 1986 ถึงคราวอาร์เจนตินาได้ล้างแค้น พร้อมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ถือเป็นสีสันของทัวร์นาเมนต์นั้นมาจนถึงทุกวันนี้
ฟุตบอลโลก 1986 จัดขึ้นที่เม็กซิโก โดยเกิดขึ้น 4 ปีหลังสงครามฟอล์กแลนด์ระหว่างทั้งสองประเทศสิ้นสุดลง และอังกฤษยึดเอาเกาะฟอล์กแลนด์มาเป็นดินแดนของตน
ดังนั้นหากสองประเทศมาเจอกัน นอกจากจะเป็นเรื่องของฟุตบอลแล้ว ยังมีเรื่องการเมืองและศักดิ์ศรีของชาติเข้ามาเกี่ยวพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

อังกฤษพบกับอาร์เจนตินา ในแมตช์รอบ 8 ทีม ซึ่งอาร์เจนตินา ขึ้นนำไปก่อนด้วยการที่ ดิเอโก้ มาราโดน่า ใช้มือปัดลูกฟุตบอลเข้าประตูในนาทีที่ 51 ซึ่งต่อมาเรียกกันในชื่อเหตุการณ์ “หัตถ์พระเจ้า”
อีก 4 นาทีต่อมา เป็นอาร์เจนตินา ที่ทำประตูได้อีก จากนั้นอังกฤษตีตื้นมาได้ 1 ประตู แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว โดยแมตช์นี้จบลงด้วยสกอร์ 2-1 และอาร์เจนตินาชนะไป
จากนั้นอาร์เจนตินาก็ทะลุไปถึงรอบชิง ชนะเยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์สมัยที่ 2 ได้สำเร็จ
ความเป็นคู่ปรับกันระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินาในทางฟุตบอล ระอุขึ้นมาอีกในฟุตบอลโลก 1998 โดยเป็นฝ่ายอังกฤษที่ช้ำหนักกว่าเดิม
ในทัวร์นาเมนต์นั้น ทั้งสองทีมโคจรมาพบกันในรอบ 16 ทีม โดยเหตุการณ์ดราม่าเกิดขึ้นในนาทีที่ 47 ซึ่ง เดวิด เบ็คแฮม ไปดีดขาใส่ ดิเอโก ซิเมโอเน จนโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม

จากนั้นแมตช์นี้ก็เดินหน้าต่อโดยที่อังกฤษแพ้อาร์เจนตินาในการดวลจุดโทษ และอาร์เจนตินาก็สุมไฟแค้นให้มากขึ้นไป ด้วยการที่ ดิเอโก ซิเมโอเนเผยว่า กรรมการหลงกลการตบตาของเขาและไล่เดวิด เบ็คแฮม ออกจากสนามไป
ทว่าอีก 4 ปีต่อมาก็เป็นทีของอังกฤษได้เอาคืนอาร์เจนตินาบ้าง และเหมือนมีคนเขียนเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะคนที่ได้เอาคืนคือ เดวิด เบ็คแฮม
ฟุตบอลโลก 2002 อังกฤษกับอาร์เจนตินา โคจรมาพบกันในรอบแบ่งกลุ่ม ถือว่าเร็วกว่าครั้งก่อนๆ หน้านี้ โดย เมาริซิโอ โปเช็ตติโน สกัด ไมเคิล โอเวน ล้มลงในกรอบเขตโทษ ในนาทีที่ 44
เดวิด เบ็คแฮม ที่ในแมตช์นั้นสวมปลอกแขนกัปตันทีมอังกฤษ ทำหน้าที่ยิงจุดโทษ ซึ่งเขาก็ไม่พลาด ส่งอังกฤษขึ้นนำ 1-0 และสกอร์อยู่เท่านี้จนหมดเวลาช่วยให้อังกฤษชนะไป
มาฟุตบอลโลก 2026 อังกฤษกับอาร์เจนตินา โคจรมาพบกันอีกครั้งในรอบลึกขึ้น นั่นคือในรอบ 4 ทีม
หลังอังกฤษ ชนะทีมขวัญใจแฟนฟุตบอลประจำทัวร์นาเมนต์อย่าง นอร์เวย์ ส่วน อาร์เจนตินา ก็โชว์ความอึด ชนะสวิสเซอร์แลนด์ไปได้
โดยแม้ว่า นักเตะของทั้ง 2 ทีมจะไม่มีส่วนกับเหตุดราม่าทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา แต่แมตช์ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็จะยิ่งตอกย้ำความเป็นคู่ปรับของอังกฤษกับอาร์เจนตินามากยิ่งขึ้น / bbc, wikipedia