ผู้บริโภคไทยในสมรภูมิความรู้สึก แค่ถูกเวลาอาจช้าไป แบรนด์ต้องเห็นฉันเป็นสนามอารมณ์ - Marketeer Online
ในยุคที่การเข้าถึงผู้บริโภคแค่ ‘ถูกคน ถูกเวลา’ ไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ต้องก้าวเข้าสู่สมรภูมิอารมณ์เพื่อทำความเข้าใจ ‘9 โหมดพฤติกรรม’ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจซื้อ การเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สร้างสะพานที่สามารถสื่อสารคอนเทนต์และเข้าถึงลูกค้าได้ ‘ถูกอารมณ์’ จะช่วยทะลวงกำแพงความต้านทาน สร้างความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้ง และพลิกความรู้สึกให้กลายเป็นยอดขายได้อย่างยั่งยืน
งานสัมมนาประจำปี ‘OM Forward 2026’ จัดโดย Omnicom Media Group (OMG) ประเทศไทย
ปีนี้มาในหัวข้อ ‘Emotion Arena – สนามอารมณ์’ เพื่อชวนแบรนด์และนักการตลาดสำรวจบทบาทใหม่ของ ‘อารมณ์’ ในการเข้าใจผู้บริโภค วางแผนการสื่อสารและสร้างความเชื่อมโยงกับผู้คนในยุคที่การตัดสินใจเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม
โดยทีม OMG ประเทศไทยที่ร่วมแบ่งปันมุมมองบนเวทีเสวนา ดังนี้ Rochelle Chhaya – Chief Executive Officer, Jinnarat Sampuntharat – Chief Operating Officer, Chantana Saengjaroensap – Executive Strategy Director, Piyawan Khawnngam – Agency Lead, Supalurk Tangcharoensiri – Chief Product Officer, Dew Intapunya, Ph.D. – Chief Content Officer, Sora Kaitkanarat, Ph.D. – Transformation Lead, Piyanant Nimakorn – Head of Digital
| ผู้บริโภคไทยในสมรภูมิความรู้สึก แค่ถูกเวลาอาจช้าไป
แบรนด์ต้องเห็นฉันเป็นสนามอารมณ์ |
||
| หมวดหมู่ข้อมูล | หัวข้อ / สัดส่วน | รายละเอียด |
| วงจรจิตวิทยาของผู้บริโภค | เป้าหมาย | โหยหาความเชื่อมโยงที่มีความหมายและการได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ที่ ‘ใช่’ ในจังหวะที่ถูกต้อง |
| ปัญหา | เผชิญปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ และความกดดันจากการทำงาน จนเกิดความเครียดและกังวลสะสม | |
| อุปสรรค | สภาวะอารมณ์เชิงลบกลายเป็นกำแพงต้านทานแบรนด์ ทำให้เลือกปัดตกโฆษณาที่สร้างความเครียดหรือยัดเยียดข้อมูลมากเกินไป | |
| ทางออกชั่วคราว | มองหา ‘สะพาน’ ที่เชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกในขณะนั้นกับสิ่งที่ต้องทำต่อไป เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ง่ายขึ้น | |
| พฤติกรรมที่สำคัญ | 88% | เลือกข้ามโฆษณาที่ทำให้รู้สึกเครียดเมื่ออยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ดิ่งดาวน์ |
| 81% | ปิดรับข้อมูลและเลิกสนใจแบรนด์หากรู้สึกว่าโฆษณานั้นสร้างภาระทางข้อมูลในวันที่เหนื่อยล้า | |
| 72% | พร้อมตัดสินใจซื้อสินค้าที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า หากอยู่ในสภาวะอารมณ์ตื่นเต้น | |
| 68% | เปิดใจลองแบรนด์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ง่ายขึ้นเมื่อรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ | |
| 67% | ค้นหาข้อมูลหรือใช้ AI เพื่อยืนยันว่าการตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์ของตนเองนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง | |
| 60% | ยินดีเลือกแบรนด์ใหม่ แทนแบรนด์ที่คุ้นเคย หากแบรนด์นั้นสามารถเข้าถึงได้ในอารมณ์ที่ใช่ | |
| สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจากแบรนด์ | อันดับ 1 | ต้องการให้แบรนด์เข้าถึงไม่ใช่แค่ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา แต่ต้อง ‘ถูกอารมณ์’ ด้วย |
| อันดับ 2 | ให้ความสำคัญกับความพึงพอใจและการสร้างความประทับใจมากกว่าชื่อเสียงเก่าแก่ของแบรนด์ | |
| อันดับ 3 | ต้องการแบรนด์ที่เข้าใจสภาวะทางอารมณ์และตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ มากกว่าแค่การยัดเยียดฟังก์ชันสินค้า | |
| ที่มา: รายงานผลสำรวจและเนื้อหาจากงานสัมมนาประจำปี OM Forward 2026 หัวข้อ ‘Emotion Arena’ โดย Omnicom Media Group (Thailand) ร่วมกับ Dynata สำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวไทยจำนวน 1,000 คน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะอารมณ์และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อและการตัดสินใจซื้อ |
ในปัจจุบันที่แบรนด์สามารถใช้ข้อมูลเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้แม่นยำ ทั้งถูกคน ถูกที่ และถูกเวลา แต่ผู้บริโภคอาจยังไม่สนใจหรือตัดสินใจซื้อ สาเหตุเพราะการตัดสินใจในวันนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลหรือความคุ้มค่าเพียงอย่างเดียว
แต่ยังมีอีกเลเยอร์สำคัญคือ ‘สภาวะอารมณ์’ ณ ขณะนั้น อารมณ์กลายเป็นตัวช่วยเพิ่มโอกาสให้แบรนด์อย่างมหาศาล
วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือกับความท้าทายนี้ คือการที่แบรนด์ต้องเลิกวิ่งตามความรู้สึกที่คาดเดายากและเปลี่ยนไว แล้วผันตัวมาเป็น ‘ผู้สร้างสะพาน’ ที่เชื่อมโยงความรู้สึกของลูกค้าเข้ากับสิ่งที่พวกเขาต้องทำต่อไป
กุญแจสำคัญของการสร้างสะพานนี้ คือการทำความเข้าใจ ‘9 โหมดพฤติกรรมหลัก’ ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อคนเราต้องการจัดการหรือตอบสนองต่ออารมณ์ของตัวเอง
โหมดพฤติกรรมทั้ง 9 รูปแบบ ประกอบไปด้วย
– การหลบหลีกจากสภาวะปัจจุบัน (Escape)
– การปกป้องตัวเองจากปัจจัยลบ (Protect)
– การรีเซ็ตและฟื้นฟูพลังงาน (Restore)
– การแสดงออกถึงตัวตน (Express)
– การพยายามควบคุมสถานการณ์ (Control)
– การให้รางวัลตัวเอง (Reward)
– การโหยหาความเชื่อมโยงกับผู้อื่น (Connect)
– การมองหาแรงกระตุ้นใหม่ ๆ (Stimulate)
– การล้างสภาวะเดิมเพื่อเริ่มใหม่ (Reset)
ความสำคัญในการประยุกต์ใช้โหมดเหล่านี้ คือการทำความเข้าใจว่า ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว อาจนำพาผู้บริโภคมาสู่โหมดพฤติกรรมเดียวกันได้
ตัวอย่างเช่น คนที่กำลังรู้สึกเหงา กับคนที่กำลังรู้สึกสนุกสนาน ล้วนอาจกำลังมองหาโหมดความเชื่อมโยงกับผู้อื่น (Connect) เพื่อพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเหมือนกัน หากแบรนด์จับโหมดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ ก็จะหาช่องทางแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตลูกค้าได้ง่ายขึ้น
เมื่อเข้าใจโหมดพฤติกรรมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้าง ‘จุดเชื่อมโยงทางอารมณ์’ (Emotional Entry Point – EEP) เพื่อนำมาใช้แทนการตลาดแบบเดิมที่มักเน้น ‘จังหวะและโอกาสในการใช้สินค้าตามปกติ’ (Category Entry Point – CEP) เช่น กาแฟสำหรับดื่มตอนเช้า หรือตอนประชุม
ตัวอย่างเช่น แบรนด์กาแฟสเปเชียลตี้ ‘Roots’ ที่เคยเน้นขายแค่ความหอมหรือสายพันธุ์เมล็ดกาแฟ เปลี่ยนมานำเสนอกาแฟในฐานะตัวช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าในยามบ่าย ซึ่งตอบโจทย์โหมดรีเซ็ตและฟื้นฟูพลังงาน (Restore) ได้อย่างตรงจุด
หรือการโปรโมตกาแฟในฐานะสื่อกลางในการเปิดบทสนทนากับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งตอบสนองความต้องการในโหมดความเชื่อมโยงกับผู้อื่น (Connect) ได้อย่างกลมกลืน
อีกขั้นตอนที่แบรนด์จะพลาดไม่ได้ คือการเตรียมพร้อมสำหรับ ‘การยืนยันทางอารมณ์’ แม้ผู้บริโภคจะถูกกระตุ้นและตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์ไปแล้ว แต่ธรรมชาติของคนเรามักจะย้อนกลับมาค้นหาข้อมูลเพื่อหาเหตุผลมารองรับว่า การตัดสินใจซื้อนั้นถูกต้องและสมเหตุสมผล
แบรนด์ต้องเตรียมข้อมูลสนับสนุนสินค้าให้พร้อมและครบถ้วนตามช่องทางค้นหาต่าง ๆ โดยเฉพาะบนระบบ AI Search ที่ผู้บริโภคนิยมใช้เป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบข้อมูล
ควบคู่ไปกับการออกแบบขั้นตอนการสั่งซื้อและการชำระเงินให้ราบรื่น ไร้รอยต่อ และสร้างความหงุดหงิดให้น้อยที่สุด
แบรนด์ก็จะสามารถเปลี่ยนผ่านอารมณ์ที่ซับซ้อนของผู้บริโภค ให้กลายเป็นการตัดสินใจซื้อที่สมบูรณ์แบบและสร้างยอดขายได้อย่างยั่งยืน
ส่วนด้านการสร้างแบรนด์ให้เติบโตผ่านคอนเทนต์ในยุคนี้ จะใช้รูปแบบเดียวเพื่อสื่อสารกับทุกคนไม่ได้อีกต่อไป เพราะรูปแบบหรือแพลตฟอร์มเป็นเพียงช่องทางกระจายสื่อเท่านั้น
แต่หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือการจับสัญญาณทางอารมณ์ แล้วออกแบบคอนเทนต์ให้พุ่งตรงเข้าไปยังสนามอารมณ์ของผู้บริโภคให้แม่นยำที่สุด
ที่ผ่านมา แบรนด์มักวางแผนคอนเทนต์ตามบริบทของช่วงเวลา เช่น เช้า สาย บ่าย เย็น แต่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคหนึ่งคนมีหลากหลายความรู้สึกสลับไปมาตลอดทั้งวัน
แม้จะพิมพ์ข้อความคำถามเดียวกันในแอปพลิเคชันแชทเดียวกัน แต่หากส่งให้คนละคน อารมณ์และความหมายที่ซ่อนอยู่ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่น หาก ‘หัวหน้า’ ส่งมาว่า ‘สะดวกคุยไหม’ ในขณะที่คุณกำลังเครียดหรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน คุณอาจตีความว่าเป็นการตามงานหรือมีปัญหาด่วน ทำให้เกิดความกังวล และส่งผลให้เกิดแรงต้านทางอารมณ์
แต่หาก ‘ลูก’ ส่งมาว่า ‘สะดวกคุยไหม’ ในขณะเดียวกัน คุณอาจตีความว่าเป็นความรัก ความคิดถึง หรือต้องการการเชื่อมต่อ ทำให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกหรือใจฟู
ทางออกที่ทรงพลังคือการนำ ‘9 โหมดพฤติกรรม’ มาเป็นแกนหลักในการออกแบบประสบการณ์ทางคอนเทนต์อย่างเต็มรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นงานผลิตครีเอทีฟ งานจ้างอินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้แต่การทุ่มงบเป็นสปอนเซอร์ เมื่อแบรนด์รู้ว่าลูกค้ากำลังถูกขับเคลื่อนด้วยโหมดอารมณ์ใด ก็จะสามารถกำหนดบทบาทของคอนเทนต์ให้ทำงานได้อย่างตรงจุดและคุ้มค่า
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้ากำลังอยู่ในโหมดโหยหาความเชื่อมโยง (Connect) งานครีเอทีฟจะต้องเปลี่ยนจากการขายของ มาเป็นการสร้างพื้นที่และประสบการณ์ให้คนมารวมตัวกัน
อินฟลูเอนเซอร์จะต้องรับบทเป็นผู้นำคอมมูนิตี้เพื่อเปิดวงสนทนา และการเป็นสปอนเซอร์ก็ควรเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ออฟไลน์ ให้ผู้คนที่มีความชอบเหมือนกันได้มาพบปะและใช้เวลาร่วมกัน
ในทางกลับกัน หากสินค้าตัวเดียวกันต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าในโหมดที่ต้องการกระตุ้นขีดจำกัด (Stimulate) คอนเทนต์จะต้องเปลี่ยนทิศทางทันที จากการจัดกิจกรรมวิ่งสนุกสนานกับสัตว์เลี้ยง ก็ต้องปรับเป็นงานวิ่งที่เน้นท้าทายสถิติส่วนบุคคล โดยมีอินฟลูเอนเซอร์รับบทเป็นโค้ชผู้เชี่ยวชาญ ที่คอยผลักดันให้ทุกคนก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง
การวางแผนคอนเทนต์โดยยึดโหมดพฤติกรรมเป็นที่ตั้ง จะช่วยสร้างความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้คอนเทนต์ทุกชิ้นมีบทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน และกลายเป็นทางลัดที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ในการพาแบรนด์เข้าไปนั่งในใจลูกค้าได้อย่างยั่งยืน
“เพราะการตัดสินใจของผู้บริโภคในวันนี้ ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความคุ้มค่าหรือเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกหล่อหลอมด้วยสภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การทำการตลาดในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การเข้าถึงให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา แต่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการที่สุดคือการที่แบรนด์ต้องเข้าถึงให้ ‘ถูกอารมณ์’ ด้วย”