มนุษย์สองโลก
คุณรู้จักคำว่า STEM ไหมครับ
STEM ก็คือ Science, Technology, Engineering และ Mathematics ซึ่งก็คือศาสตร์ที่ดู ‘ยากๆ’ และเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ ทั้งหลายแหล่นั่นแหละครับ
แต่เดิม STEM คือ SMET แต่ราวๆ ปี 2001 NSF หรือ National Science Foundation ของสหรัฐฯ ได้สลับสับเปลี่ยนจาก SMET มาเป็น STEM เพราะมันออกเสียงง่ายกว่า ทว่าแนวคิดเรื่องนี้เกิดมานานมากแล้วนะครับ ถ้านับย้อนกลับไปจริงๆ น่าจะเกิดจากความตระหนกของอเมริกา ที่เห็นว่าโซเวียตรัสเซียสามารถปล่อยดาวเทียมดวงแรกอย่างสปุตนิกขึ้นไปโคจรรอบโลกได้สำเร็จ พอเห็นปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา อเมริกาก็เลยออกกฎหมายที่เรียกว่า National Defense Education Act ในปี 1958 โดยนำงบประมาณมหาศาลไปทุ่มให้กับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นรากของคำว่า STEM ด้วยความเชื่อใหม่ (ในตอนนั้น) ว่าชาติที่ ‘แข็งแกร่ง’ ต้องมี ‘วิทยาศาสตร์’ เป็นแกนกลาง
แนวคิดและที่มาของคำว่า STEM ก็เลยเกิดขึ้น แต่ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ มันไม่ได้เกิดขึ้นจากทฤษฎีการศึกษาอะไรทั้งสิ้นทั้งปวงนะครับ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ STEM ที่ฟังดูเป็นวิทยาซ้าดวิทยาศาสตร์นี่ – กำเนิดของมันไม่ได้มาจากการศึกษาจริงๆ จังๆ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าชาติต้องมีสิ่งนี้ถึงจะแข็งแกร่ง, มากเท่ากับเกิดจาก Policy Agenda หรือ ‘วาระทางนโยบาย’ ที่มี ‘การเมืองระหว่างประเทศ’ ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
กำเนิดของ STEM จึงไม่ค่อยจะ ‘วิทยาศาสตร์’ สักเท่าไหร่!
แล้วทำไมต่อมา STEM ถึงได้มีการเติมตัว A เข้าไปจนกลายเป็น STEAM ด้วยล่ะ – หลายคนอาจสงสัย
ตัว A นั้นไซร้ ก็คล้ายการเติม ‘ความอ่อนโยน’ เข้าไปใน STEM ที่ดูแข็งๆ นั่นแหละครับ เพราะ A ในที่นี้ก็คือ Arts หรือศิลปะ โดยคนแรกที่พัฒนาเฟรมเวิร์คเรื่อง STEAM ขึ้นมา คือจอร์เจ็ต ยักแมน (Georgette Yakman) ซึ่งเป็นนักวิจัยและผู้สอนด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี เธอคิดเรื่อง STEAM ขึ้นมาในปี 2007 โดยสังเกตว่า เวลาสอน STEM ผู้สอนต้องใช้ทักษะบางอย่างซ้ำๆ ซึ่งเป็นทักษะที่ได้มาจาก ‘ศิลปะ’ หรือ Arts เช่นการคิดเชิงออกแบบ การสื่อสาร หรือการมองภาพรวม
จริงๆ แล้ว คำว่า Arts ที่ยักแมนใส่เข้าไป ไม่ใช่แค่วิชาศิลปะประเภทวาดรูปเล่นดนตรีอะไรทำนองนั้นนะครับ แต่เธอหมายถึง Liberal Arts ในความหมายกว้าง ซึ่งก็จะกินความไปถึงตั้งแต่ภาษา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา สังคมศาสตร์ แต่พอคำว่า STEAM มันแพร่หลายออกไป ปรากฏว่าคนทั่วไปคิดว่า A ในที่นี้ หมายถึงแค่ทัศนศิลป์และการออกแบบเท่านั้น
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ STEAM ของยักแมนนั้น มุ่งเน้นที่จะ ‘รวม’ เอาศาสตร์จาก ‘สองโลก’ เข้าด้วยกัน นั่นก็คือศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ (ที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ในคำว่า STEM) เข้ากับอีกโลกหนึ่ง คือโลกของ ‘มนุษยศาสตร์’ ภายใต้ตัว A ที่หมายถึง Arts ในความหมายกว้าง
คำว่า STEM และ STEAM ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงข้อเสนอที่เรียกได้ว่าลือลั่นสนั่นโลกอย่างหนึ่ง ของนักวิทยาศาสตร์และนักเขียนชาวอังกฤษ ผู้มีนามว่า ซี.พี. สโนว์ (C.P. Snow) (เรื่องนี้สนุกมากนะครับ The Guardian เอามาเขียนเล่าอีกหนเมื่อสิบกว่าปีก่อน อ่านได้ที่ https://www.theguardian.com/books/2013/aug/16/leavis-snow-two-cultures-bust)
ข้อเสนอของสโนว์นั้นเรียกชื่อเล่นๆ ได้ว่า Two Cultures หรือ ‘สองวัฒนธรรม’ มันเกิดขึ้นในปี 1959 โน่นแน่ะครับ โดยสโนว์บอกว่า เขาสังเกตเห็นเรื่องหนึ่งในหมู่มวลมนุษย์ที่เป็นมาตลอดชีวิต นั่นก็คือช่องว่างระหว่างสติปัญญาของมนุษย์สองกลุ่มที่อยู่ร่วมโลกกัน แต่ไม่เคยคุยกันได้จริงๆ
กลุ่มหนึ่งคือนักวิทยาศาสตร์
อีกกลุ่มหนึ่งคือนักมนุษยศาสตร์และวรรณกรรม
เออหนอ – มันก็จริงอยู่เหมือนกันนะครับ เหมือนกับที่คุณปู่สโนว์ว่าได้ เพราะถ้ามองดูจากประสบการณ์ชีวิตของผม (อันนี้อาจจะตรรกะวิบัติอยู่สักหน่อย เพราะอ้างอิงจากประสบการณ์ตัวเองแล้วเอาไปเหมารวม แต่ก็อยากพูดน่ะนะครับ เพราะมันเป็นประสบการณ์จริงๆ) ที่เรียนด้าน ‘วิทยาศาสตร์’ มา คือเรียนคณะวิทยาศาสตร์เลย แต่ดันมีความสอดแส่แร่รายไปหาเรียนด้านมนุษยศาสตร์ เช่นไปเรียนด้านภาษา เรียนการสื่อสาร เรียนการพูด เรียนการจัดรายการวิทยุ ฯลฯ ผมก็สังเกตเห็นจริงๆ ด้วยว่า คนสองโลกนี้มันไม่ค่อยจะสนทนาวิสาสะกันสักเท่าไหร่
แม้กระทั่งจนถึงปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าคนในโลกที่จะเอา ‘สองโลก’ นี้มาประสานกันได้ ก็ไม่น่าจะมีอยู่เยอะนัก โดยเฉพาะคนที่ ‘ลึก’ ไปในศาสตร์ของตัวเอง จะหาไอน์สไตน์ที่เข้าใจไวโอลินได้จริงจังนั้น มีน้อยเหลือเกิน
เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของคุณปู่สโนว์ขึ้นมา คุณปู่บอกว่า ถ้ามีคนไปถามนักวิทยาศาสตร์ว่าเคยอ่านเชคสเปียร์หรือเปล่า แล้วนักวิทยาศาสตร์บอกว่าไม่เคยอ่าน อ่านไม่รู้เรื่อง สังคมมักจะมองว่าคนนั้นไม่ค่อยมีรสนิยมหรืออาจถึงขั้นไม่มี ‘การศึกษา’ ไปเลยก็ได้
แต่ถ้าลองไปถามนักเขียน นักมนุษยศาสตร์ว่า รู้จักกฎข้อที่สองของเธอร์โมไดนามิกส์หรือเปล่า แล้วได้รับคำตอบว่า – โอ๊ย! จะไปรู้จักได้ยังไงกัน ทุกคนก็จะรู้สึกเห็นด้วยว่า ไอ้กฎบ้าบออะไรนั่น ไม่มีใครรู้จักหรอก มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย
แต่สำหรับสโนว์ เขาบอกว่ากฎข้อที่สองของเธอร์โมไดนามิกส์นั้นน่ะ มันมีความสำคัญเทียบเท่ากับงานของเชคสเปียร์เลยนะ (เฟ้ย) ดังนั้น การที่คนจะรู้จักอะไรแค่เพียงด้านเดียว มันจึงทำให้เกิด Asymmetry หรือความ ‘อสมมาตร’ ทางปัญญา ที่คุณปู่สโนว์บอกว่าเป็นอันตราย
ถ้ามองย้อนกลับไป อาจพอพูดได้ว่า คุณปู่สโนว์ของเรานั้นสนับสนุน STEM คือพวกวิทยาศาสตร์ต่างๆ มากกว่าด้านมนุษยศาสตร์ และเห็นว่าคนในสังคม (ในตอนนั้น) ให้ความสำคัญกับมนุษยศาสตร์มากกว่า ซึ่งก็แน่นอน ความคิดของสโนว์ถูกตอบโต้ท้าทายอย่างรุนแรง โดยคนอย่าง เอฟ.อาร์ ลีวิส (F.R. Leavis) ซึ่งเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมจากเคมบริดจ์ ใช้วิธีตอบโต้แบบเหยียดหยันมากๆ (ใครสนใจอยากเข้าใจว่าเขาเถียงอะไรกันบ้าง เข้าไปดูได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=BYEvSwViGRY&t=2076s)
โดยลีวิสใช้วิธีแบบ ‘มนู้ษมนุษย์’ (คือมนุษย์มากๆ) มาปฏิเสธคุณค่าของสโนว์ที่ใช้วิธีแบบ (วี้ดวิทย์) ในการนำเสนอ ลีวิสบอกว่าการเขียนหนังสือของสโนว์นั้นห่วยแตก เป็นปัญญาชนที่กลวงเปล่า เป็นได้แค่โฆษกของทุนนิยมและวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ยกย่องความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์อย่างมืดบอด และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ลีวิสไม่ได้แค่ปกป้องมนุษยศาสตร์ เขาโจมตีว่าวิธีคิดแบบสโนว์คือการลดชีวิตให้เหลือแค่ตัวเลข โดยนำพามนุษย์เข้าไปสู่ระบบที่ลีวิสเรียกว่า Technologico-Benthamism คือวิธีคิดแบบเจเรมี เบนแธม ผู้เป็นต้นธารความคิดเรื่อง ‘อรรถประโยชน์นิยม’ ซึ่งอาจพูดได้ด้วยซ้ำว่าคือต้นรากของ Neoliberalism ในปัจจุบัน นั่นคือไม่ตั้งคำถามว่าชีวิตที่ดีคืออะไร แต่แทนที่ ‘ชีวิต’ ด้วย ‘มาตรฐานการครองชีพ’ คือลดสิ่งที่ไม่อาจนิยามได้ – ให้เหลือแค่สิ่งที่วัดได้
สำหรับผม การถกเถียงของลีวิสและสโนว์นั้น น่าจะเป็นพีระมิดชั้นบนสุดที่ตั้งวางอยู่บนฐานของไอ้เจ้าวิธีคิดสองโลก หรือ Two Cultures ที่สโนว์ตั้งต้นไว้นั่นแหละครับ – นั่นก็คือ ไอ้เจ้ามนุษย์สองเผ่าพันธุ์นี้ – มันดูจะพูดคุยกันยากส์เสียเหลือเกิ๊น!
อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงที่เรียกว่า Snow-Leavis Debate นั้น ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ทรงพลังอยู่แม้กระทั่งในปัจจุบันนะครับ เพราะมันคือข้อถกเถียงที่พาเราเข้าไปถึง ‘ใจกลาง’ ของปัญหาที่ว่า มนุษย์มีความสามารถจะ ‘โอบรับ’ โลกสองใบหรือสองวัฒนธรรมนี้เข้าไว้ในตัวได้หรือเปล่า
ไม่ใช่เป็นนักเขียน เป็นศิลปิน ก็เบ้ปากใส่วิทยาศาสตร์ หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็ต้องเบ้ปากใส่นิยาย – อะไรทำนองนี้เสมอไป
มีคนวิจารณ์ว่า โดยเนื้อแท้แล้ว ทั้งสโนว์และลีวิส อยากเห็นสิ่งเดียวกันนั่นแหละ นั่นก็คือ ‘การศึกษา’ ที่ดีจริงๆ ต้องสร้าง ‘ความสามารถ’ ในการคิดวิเคราะห์ในโลกที่ซับซ้อนได้ หรือ ‘โอบรับ’ โลกที่แตกต่างกันได้
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ STEM และ STEAM ของเราด้วยล่ะครับ?
ถ้าดูเผินๆ เราอาจคิดว่า STEM น่าจะทำให้สโนว์พอใจ เพราะมันบอกว่า เราควรจะต้องศึกษาวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น และในอีกด้าน STEAM ก็อาจทำให้ลีวิสพอใจได้ในบางระดับ เพราะมันสอดแทรกสอดใส่ A เข้าไปไว้ในหมู่มวลของวิทยาศาสตร์แข็งๆ ไว้ด้วย
มันเหมือน STEAM กำลัง ‘เชื่อม’ สองวัฒนธรรมหรือสองโลกเข้าไว้ในคำเดียวกันได้ มนุษยชาติกำลังจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้กันแล้ว – ฮูเร!
แต่สำหรับผม สิ่งที่ทั้งสโนว์และลีวิสทำ – ก็คือการ ‘ตั้งคำถาม’ กับระบบที่กำลังครอบหัวมนุษย์อยู่ โอเคละว่า ทั้งสองคนมองกันคนละด้าน เหมือนมวยที่มาจากคนละมุม แต่อย่างน้อยที่สุด ทั้งคู่ก็กำลังทำสิ่งเดียวกับที่โสคราติส เพลโต หรืออริสโตเติล ทำเมื่อหลายพันปีก่อน,
นั่นก็คือการตั้งคำถาม!
นั่นก็คือการ ‘คิดเชิงปรัชญา’!
คำถามที่เกิดขึ้นกับทั้ง STEM และ STEAM ก็คือ – เรา ‘ยัดเยียด’ ทั้ง STEM และ STEAM เข้าไปในระบบการศึกษา ด้วยมุมคิดเชิงปรัชญาหรือเป็นเพียง ‘เชิงเทคนิค’ เท่านั้น
คำตอบแบบตรงไปตรงมาก็คือ – ทั้ง STEM และ STEAM คือวิธีคิดเชิงเทคนิคทั้งหมด ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมา จนกระทั่งถึงการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน!
ย้อนกลับไปที่คำว่า STEM ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น จำได้ใช่ไหมครับว่า STEM เกิดจากข้อเสนอของ NSF หรือ National Science Foundation ของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อ ‘ล็อบบี้’ งบประมาณ โดยรากของมันย้อนกลับไปถึงเรื่องของการ ‘แข่งขัน’ ทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่ไม่ได้เกิดจากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหรือการเรียนรู้ อันเป็นแนวคิดเชิงปรัชญา
STEM จึงตั้งคำถามว่าเรียนแล้วจะเอาไป ‘ทำมาหากิน’ อะไรได้บ้าง และทำมาหากินอย่างไร แต่ไม่ได้ ‘หยุด’ เพื่อตั้งคำถามเลยว่า – ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร
ที่สำคัญก็คือ เมื่อมีการใส่ตัว A เข้าไปจนกลายเป็น STEAM ตัว A ที่ว่า ก็ไม่ได้ใส่เข้ามาเพื่อชวนให้เราชะลอตัวเองมาคิดใคร่ครวญ ทว่ามันคือการนำเอา A หรือ Arts ในด้านต่างๆ มาเป็น ‘เครื่องมือ’ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ STEM เดิม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นการนำ A มาออกแบบให้ ‘รับใช้’ เชิงเทคนิค แต่ไม่ได้ใช้ A ในทางมนุษยศาสตร์หรือปรัชญาเพื่อ ‘ตั้งคำถามกลับ’
ทุกวันนี้ เราพูดกันว่า ทักษะสำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่คือ Critical Thinking หรือการคิดเชิงวิพากษ์ แต่คำถามก็คือ เราใช้คำคำนี้ในความหมายไหนกันแน่?
Critical Thinking ในความหมายเดิมแบบปรัชญากรีก มันมาจากวิธีแบบโสคราติส (Socratic Method) ซึ่งก็คือการ ‘ตั้งคำถาม’ กับ ‘ข้อตั้ง’ หรือ Premise เดิมของตัวเอง ว่าเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไอ้สิ่งที่ Preconception ของเรามันบอกเอาไว้ตามการบ่มเพาะทั้งหลายนั้น มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เทพเจ้ากรีกที่ให้คุณให้โทษกับมนุษย์มีจริงไหม ทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ตัวระบบที่เป็นอยู่มันคือสิ่งที่ควรจะเป็นแล้วหรือเปล่า ฯลฯ
คำถามจาก Critical Thinking แบบนี้ อาจไม่มีวันมีคำตอบที่ถูกต้องหนึ่งเดียวได้เลย แต่มันก่อให้เกิดสภาวะที่รู้ว่า ตัวเอง ‘ไม่รู้อะไรบ้าง ซึ่งโสเครติสมองว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘ปัญญา’ ที่แท้จริง
แต่ปัจจุบันนี้ เวลาพร่ำสอนกันว่าต้องมี Critical Thinking นั้น มันกลายเป็น ‘นิยามในเชิงเทคนิค’ ไปแล้ว คือกลายเป็น ‘ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21’ อย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องมี ความหมายของ Critical Thinking แบบนี้กลายเป็นการ ‘วิเคราะห์ข้อมูล’ (เช่นข้อมูลหุ้น) ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ดูตรรกะ รวมไปถึงการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การ ‘ตัดสินใจ’ ให้ได้ดีขึ้น
แล้วตัดสินใจไปทำไม – โดยภาพใหญ่ก็คือการ ‘ตัดสินใจ’ เพื่อที่จะทำให้ทำมาหากินได้ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น สร้าง GDP ได้มากขึ้น อะไรทำนองนั้น
ในปัจจุบันนี้ จึงแทบจะพูดได้ว่า Critical Thinking ถูก ‘ขโมย’ ความหมายจากปรัชญา เอามาใส่ไว้ในเฟรมเวิร์คแบบ STEM และ STEAM โดยใช้ชื่อเดิม แต่ ‘ตัด’ ส่วนที่เป็นการวิพากษ์แท้จริง อันเป็นต้นเหตุให้โสคราติสต้องถูกตัดสินให้ดื่มยาพิษตายสิ้นซากไปจากโลกนี้ทิ้งเสีย มันจึงเหมือนกับการเอาวิธีการของโสคราติสมาใช้ในเชิงเทคนิค โดยฆ่าโสคราติสทิ้งซ้ำเป็นครั้งที่สอง!
ย้อนกลับไปที่ข้อถกเถียงเรื่องสองวัฒนธรรมกันอีกทีนะครับ เราจะเห็นได้เลยว่า แม้สโนว์กับลีวิสจะเถียงกันจะเป็นจะตาย แต่สิ่งที่สโนว์ต้องการให้เกิดขึ้นกับสติปัญญาของมนุษยชาติ ก็คือ Critical Thinking แบบวิทยาศาสตร์ ส่วนลีวิสก็อยากให้เกิด Critical Thinking แบบมนุษยศาสตร์หรือวรรณกรรม เพียงแต่ทั้งสองคนไม่ได้ตั้งคำถามนี้ผ่านแนวคิดเชิงปรัชญาเท่านั้นเอง
สิ่งสำคัญที่สุดที่ทั้งสโนว์ ลีวิส และโสคราติส อยากจะบอกเราก็คือ สติปัญญาล้วนต้องการ ‘ความสามารถที่จะยอมรับการถูกพิสูจน์ว่าผิด’ ด้วยกันทั้งนั้น นั่นคือต้องพร้อมให้คนอื่นมาท้าทาย วิพากษ์วิจารณ์ ล้มล้างทฤษฎี เพื่อที่จะ ‘ก้าวหน้า’ ไปได้พร้อมๆ กันอย่างแท้จริง
แต่ระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่ว่าจะใช้ STEM หรือ STEAM มันกลายเป็นเรื่องเชิงเทคนิคที่ฝึกให้เรามั่นใจกับการใช้เครื่องมือต่างๆ โดยทำให้ทั้ง Science, Mathematics และ Arts ซึ่งเป็นเรื่องเชิงนามธรรม กลายมาเป็นแค่ ‘เครื่องมือ’ ที่อยู่ในระนาบเดียวกับศาสตร์เชิงรูปธรรมอย่างวิศวกรรมและการสร้างเทคโนโลยี ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์
มันไม่ใช่แค่การแยกเครื่องมือออกจาก ‘ปัญญา’ แต่คือการทำให้ปัญญากลายเป็นแค่เครื่องมือ ด้วยการ ‘สกัด’ บางมิติของปัญญาที่อาจไป ‘ขัดขวาง’ หรือ Disrupt ภาพใหญ่ในการทำมาหากินหรือแข่งขันในทางเศรษฐกิจและการเมืองออกไป จนคำว่า ‘ปัญญา’ ในปัจจุบันมีอาการโล้นเลี่ยน เพราะเหลือแต่มิติทางเทคนิคที่สอดรับกับนโยบายของรัฐที่มุ่งเน้นในทางเศรษฐกิจอย่างเดียว
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ได้จะบอกว่า STEM หรือ STEAM ไม่ดีนะครับ เพียงแต่เมื่อเราคิดจะเติมตัว A เข้าไปใน STEM แล้ว ก็อยากให้ A ที่ว่านี้ มันมีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่เท่าน้ันเอง
โดยเฉพาะความหมายเชิงปรัชญา!
Critical Thinking Phenomenon STEAM STEM Two Cultures การคิดเชิงวิพากษ์ การศึกษา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โตมร ศุขปรีชา