ตลาดหุ้นเอเชียปิดเช้าบวก รับแรงซื้อหุ้นเทค-บอนด์ยีลด์ร่วงลดกังวลต้นทุนกู้ยืม

ตลาดหุ้นเอเชียปิดเช้าปรับตัวขึ้นในวันนี้ (20 ส.ค.) หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ฉุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรร่วงลงและทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืม นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นเอเชียยังได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ในวันพุธ (19 ส.ค.) ว่าจะซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี โดยจะเพิ่มขนาดวงเงินสูงสุดของการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวอย่างน้อยเป็นสองเท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน

ถ้อยแถลงของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เป็นการส่งสัญญาณว่า กระทรวงตระหนักถึงปัญหาด้านสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาว และพร้อมที่จะเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี และ 30 ปี ร่วงลงอย่างหนักหลังจากการประกาศดังกล่าว ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืม

นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยในตลาดหุ้นเกาหลีใต้นั้น หุ้น SK hynix ทะยานขึ้นเกือบ 12% ขณะที่หุ้น Samsung Electronics พุ่งขึ้น 8.48%.และหุ้น Kakao บวก 4.55%

ส่วนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น หุ้น SoftBank Group พุ่งขึ้น 4.04% ขณะที่หุ้น Nintendo ดีดตัวขึ้นกว่า 3% หุ้น Rakuten บวก 2.44%, และหุ้น Kioxia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ พุ่งขึ้น 5.29%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจในเอเชียที่มีการเปิดเผยเช้านี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลียเปิดเผยว่า อัตราว่างงานเดือนก.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.5% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะทรงตัวที่ 4.4% ส่วนตัวเลขการจ้างงานเดือนก.ค. ลดลง 15,800 ตำแหน่ง สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 12,000 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ อัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนก.ค.นั้น ได้สนับสนุนมุมมองของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ที่คาดการณ์ว่าตลาดแรงงานมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังทำให้นักลงทุนลดแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ RBA

ด้านกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้ามูลค่า 6.345 แสนล้านเยน (4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการขาดดุลติดต่อกันเดือนที่ 3 โดยมีสาเหตุมาจากยอดการนำเข้าที่พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินเยน

รายงานของกระทรวงการคลังระบุว่า ยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 27.8% สู่ระดับ 12.15 ล้านล้านเยนในเดือนก.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนการจัดซื้อน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการอ่อนค่าของเงินเยนและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ขณะที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 23.2% สู่ระดับ 11.51 ล้านล้านเยน โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ และการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ไปยังประเทศจีน

โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช


Back To Top