ตะวันออกกลางเดือดลากยาว “พลาสติก” เสี่ยงหนักสุด หวั่นต้นทุน-ซัพพลายสะดุด
วันนี้ (17 ส.ค.2569) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics วิเคราะห์สถานการณ์ปี 2569 ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาค จากความพยายามในการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นช่องทางการขนส่งน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการผลิตวัสดุก่อสร้าง ที่ใช้วัตถุดิบหลักจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางอีกด้วย
ตะวันออกกลางเดือดลากยาว “พลาสติก” เสี่ยงหนักสุด หวั่นต้นทุน-ซัพพลายสะดุด
ความขัดแย้งที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ภาวะอุปทานน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโลก ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างเลี่ยงไม่ได้
ttb analytics ประเมินว่า ต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทยในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และ ต้นทุนราคาวัตถุดิบ โดยแยกเป็นประเภทของผู้ผลิต
ตะวันออกกลางเดือดลากยาว “พลาสติก” เสี่ยงหนักสุด หวั่นต้นทุน-ซัพพลายสะดุด
อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของไทยเผชิญความท้าทายจากการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนที่เติบโตต่ำ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวจากกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนสูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้จำกัด เมื่อเทียบกับช่วงที่อุปสงค์ในตลาดขยายตัวได้ดี
ทั้งนี้ 4 กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากต้นต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทย กลุ่มแรก ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ มีรายได้ราว 7.7 แสนล้านบาท หรือราว 56.7% ของรายได้อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างทั้งหมด แม้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะห่วงโซ่อุปทานชะงักของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยตรง แต่ผู้ผลิตไทยมีการนำเข้าเหล็กขั้นต้น และกลางจากจีนเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กสำเร็จรูป ซึ่งราคาวัตถุดิบดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 8% ในช่วงเดือนมี.ค.ถึงมิ.ย.ที่ผ่านมา
ตะวันออกกลางเดือดลากยาว “พลาสติก” เสี่ยงหนักสุด หวั่นต้นทุน-ซัพพลายสะดุด
ขณะที่ต้นทุนของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะปรับเพิ่มขึ้น จากการขนส่งระหว่างประเทศเป็นสำคัญ สะท้อนจากดัชนีค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์เซี่ยงไฮ้ (SCFI) ที่ปรับตัวสูงขึ้น 39% ในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้ ttb analytics คาดว่าในปี 2569 ต้นทุนของผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
กลุ่มที่2 ผู้ผลิตคอนกรีตและผลิตภัณฑ์ มีรายได้ราว 3.1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 23.2% ของรายได้อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างทั้งหมด โดยคาดว่าในปี 2569 ต้นทุนของผู้ผลิตกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากต้นทุนการขนส่งภายในประเทศเป็นสำคัญ
เนื่องจากอุตสาหกรรมคอนกรีต เน้นพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ผลกระทบจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ จึงไม่ได้ส่งผ่านไปยังต้นทุนวัตถุดิบโดยตรง แต่กดดันผ่านต้นทุนการขนส่งภายในประเทศที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศ จากการที่คอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีน้ำหนักมาก และจำเป็นต้องใช้รถขนส่งเฉพาะในการลำเลียง ส่งผลให้ราคาคอนกรีตและผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมา
ตะวันออกกลางเดือดลากยาว “พลาสติก” เสี่ยงหนักสุด หวั่นต้นทุน-ซัพพลายสะดุด
กลุ่มที่ 3 ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ เช่น สีทาบ้าน และสารเคลือบ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอันดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมนี้ โดยมีรายได้ราว 8.1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 6.0% ของรายได้อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างทั้งหมด โดยคาดว่าต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 29% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เนื่องจากห่วงโซ่การผลิตบางส่วนที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แม้ผลกระทบจากการขาดแคลนแนฟทาจะถูกลดทอนลงไปเล็กน้อย จากสารยึดเกาะ (Binder) ที่เป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของแนฟทา มีสัดส่วนเพียง 20% ของต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด
ขณะที่วัตถุดิบสำคัญอื่น ๆ เช่น เม็ดสี (Pigment) มีราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 12% ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในงานตกแต่งปรับเพิ่มขึ้น 10% - 40% หลังความตึงเครียดของสถานการณ์การขนส่ง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มสูงขึ้น
กลุ่มที่ 4 ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่น ท่อพีวีซี และแผ่นอะคริลิก มีรายได้รวมกันคิดเป็น 1.3 หมื่นล้านบาท หรือราว 1.0% ของรายได้อุตสาหกรรมผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างทั้งหมด แม้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มเล็กในอุตสาหกรรมนี้ แต่กลับได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นสำคัญ
ตะวันออกกลางเดือดลากยาว “พลาสติก” เสี่ยงหนักสุด หวั่นต้นทุน-ซัพพลายสะดุด
ทั้งนี้ ไทยมีความต้องการใช้แนฟทาเบาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.4 ล้านตันต่อปี แต่สามารถผลิตได้ในประเทศเพียง 3 ล้านตันต่อปี หรือราว 47% ของความต้องการ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้การนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางของไทยปรับลดลงถึง 74% ในเดือนเม.ยและหดตัวต่อเนื่องในเดือนต่อมา ส่งผลต่อเนื่องถึงราคาเม็ดพลาสติกให้มีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 54% ในเดือนพ.ค. ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี
ทั้งนี้ ttb analytics มองว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ และจะยิ่งซ้ำเติมผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างกลุ่มพลาสติกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่มีรายได้รวมกันราว 6.3 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 48% ของรายได้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทพลาสติกรวม เนื่องจากผู้ผลิตกลุ่มนี้มีขีดความสามารถในการรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างจำกัด สะท้อนจากอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Margin) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่เพียง 1% และอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดัน ด้านสภาพคล่องและความสามารถในการแข่งขัน มากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีอำนาจต่อรองและความยืดหยุ่นทางการเงินสูงกว่า
อ่านข่าว:
เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ
พิษสงคราม–ปิดช่องแคบ ทะเลแดงตึงเครียด รัฐอุ้มไม่ไหวปล่อย “ราคาน้ำมัน” ในประเทศพุ่ง
ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ หลังตะวันออกกลางตึงเครียด