รายได้น้อยก็ออมได้ เดือนละหลักร้อย สู่เงินหลักแสน – Wealth Me Up
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
เงินเดือนน้อย ไม่ได้แปลว่า “ออมไม่ได้” แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเริ่มออมให้เร็วกว่าเดิม
เพราะเงินเก็บก้อนเล็กวันนี้…อาจกลายเป็นทางรอดสำคัญในวันที่ชีวิตสะดุด
หลายคนเชื่อว่าการออมเป็นเรื่องของคนรายได้สูง ส่วนคนเงินเดือนน้อยแค่ให้พอใช้ในแต่ละเดือนก็เหนื่อยแล้ว จึงมักบอกตัวเองว่า “รอให้เงินเดือนมากกว่านี้ก่อนค่อยเก็บ” แต่ความจริง คนรายได้น้อยยิ่งจำเป็นต้องมีเงินเก็บ เพราะมีพื้นที่ให้ผิดพลาดทางการเงินน้อยกว่า หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเพียงครั้งเดียว ชีวิตอาจสะดุดได้ทันที
คนเงินเดือนน้อยมีเบาะรองรับความเสี่ยงน้อยกว่า
เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ถูกใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือภาระครอบครัว เงินที่เหลือจึงมีไม่มาก หากเจ็บป่วย รถเสีย หรือถูกลดรายได้ ก็อาจทำให้การเงินสะดุดทันที
การไม่มีเงินเก็บ ทำให้ต้นทุนชีวิตแพงขึ้น
หลายคนคิดว่าการไม่มีเงินออมเป็นเพียงการไม่มีเงินเหลือ แต่ในความจริง การไม่มีเงินสำรองอาจทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าเดิม เพราะเมื่อมีค่าใช้จ่ายกะทันหัน เราอาจต้องใช้บัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด ผ่อนชำระ หรือกู้ยืมเงิน ซึ่งมาพร้อมดอกเบี้ยและภาระในอนาคต
เงินเก็บช่วยสร้างอำนาจในการตัดสินใจ
คนที่ไม่มีเงินสำรองมักต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน เรียนต่อ พัฒนาทักษะ หรือพักรักษาตัวจากอาการเจ็บป่วย ต่างจากคนที่มีเงินเก็บ แม้ไม่มากนัก แต่ยังมีทางเลือกมากกว่าและไม่ต้องกังวลว่ารายได้จะขาดหายเพียงไม่กี่สัปดาห์
รายได้น้อย ยิ่งต้องออมเร็ว เพื่อให้ได้เปรียบเรื่องเวลา
หลายคนรอให้รายได้เพิ่มก่อนค่อยเริ่มออม แต่สิ่งที่สูญเสียไปในทุกวันที่รอคือ “เวลา” แม้วันนี้จะออมได้เพียงเดือนละ 300 หรือ 500 บาท เงินจำนวนนี้จะค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้นจากเงินออมและดอกผล
ตัวอย่างเช่น ออมเดือนละ 300 บาท ในทางเลือกง่ายๆ อย่างเงินฝาก s-Savings ที่หากให้ดอกเบี้ยประมาณ 1.25% ต่อปีทุกปี ผ่านไป 20 ปี และ 30 ปี จะมีเงินสะสมรวม 81,751 บาท และ 130,956 บาท โดยเป็นส่วนของดอกผลที่ไม่รวมเงินต้นมากถึง 9,751 บาท และ 22,956 บาท หรือหากนำเงินเดือนละ 300 บาท ไปลงทุนในกองทุนผสมหรือกองทุนหุ้น ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี ผ่านไป 20 ปี และ 30 ปี เงินก็มีโอกาสโตขึ้นเป็น 156,278 บาท และ 365,991 บาทได้
แต่หากรอให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น จนสามารถออมหรือลงทุนเพิ่มได้ 2 เท่า เป็นเดือนละ 600 บาท และเหลือเวลาใช้น้อยลงครึ่งหนึ่ง สำหรับการฝากเงิน เงินสะสมที่ได้ก็จะมีโอกาสได้รับเพียง 76,651 บาท และ 118,721 บาท ยิ่งหากเป็นการลงทุนที่ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่าง 7% ต่อปีแล้ว เงินที่มีโอกาสได้รับจะเหลือเพียง 103,851 บาท และ 190,177 บาทเท่านั้น จึงสะท้อนว่า แม้ออมได้น้อย แต่หากใช้เวลาเป็นเครื่องมือก็มีโอกาสมีเงินก้อนโตได้มากกว่าคนที่ออมได้มากกว่าแต่เริ่มช้ากว่า
เริ่มออมอย่างไร เมื่อเงินเดือนแทบไม่พอใช้
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ ต้องมีเงินเหลือมากก่อนจึงจะออมได้ แต่ความจริงการออมเริ่มจากพฤติกรรม ไม่ใช่จำนวนเงิน ลองเริ่มจาก 3-5% ของรายได้ หรือโอนเงินเข้าบัญชีออมทันทีเมื่อเงินเดือนออก ต่อให้เป็นหลักร้อยก็ถือว่าเริ่มต้นได้แล้ว ซึ่งทุกวันนี้เราสามารถตั้งค่าการโอนเงินไปออมอัตโนมัติได้เองบน Mobile Banking เช่น คนที่รู้ตัวว่าจะมีเงินเดือนเข้า 10,000 บาท ทุกเช้าวันที่ 30 เพียงตั้งการโอน 300 บาทหรือ 500 บาท ทุกวันที่ 30 ไปยังอีกบัญชีเพื่อเป็นเงินเก็บ แค่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นการออมแล้ว
เป้าหมายแรกไม่ใช่เงินล้าน แต่คือเงินฉุกเฉิน
หลายคนอยากลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูง จนลืมว่ารากฐานที่สำคัญที่สุดคือเงินสำรองฉุกเฉิน สำหรับคนเริ่มต้น เป้าหมายแรกอาจเป็นเงินเก็บก้อนแรก 10,000 บาท หรือเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่าย 1-3 เดือน เมื่อมีฐานที่มั่นคงแล้ว จึงค่อยๆ ขยับให้มีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน และ 12 เดือนตามลำดับ หลังจากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การลงทุนในอนาคต
คนจำนวนมากรอให้มีรายได้มากขึ้นแล้วค่อยออม แต่ความจริง คนรายได้น้อยยิ่งควรเริ่มเก็บเงินให้เร็ว เพราะเงินเก็บไม่ใช่เครื่องหมายของความร่ำรวย แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยปกป้องชีวิต ลดโอกาสเป็นหนี้ และสร้างทางเลือกให้อนาคต
อย่ามองข้ามเงินออมหลักร้อยบาทต่อเดือน เพราะเงินก้อนใหญ่ในวันข้างหน้า ล้วนเริ่มจากเงินก้อนเล็กในวันนี้เสมอ วันที่ดีที่สุดในการเริ่มเก็บเงิน อาจไม่ใช่วันที่มีรายได้มากขึ้น แต่คือวันที่ตัดสินใจเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้
