จาก ‘เมืองล้าหลัง’ สู่ ‘จุดหมายระดับโลก’ ถอดโมเดล ‘ไถตง’ พลิกเศรษฐกิจด้วยเทศกาลบอลลูน
จะพลิกฟื้นเมืองที่ไม่มีใครอยากมาลงทุน ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกได้อย่างไร?
คำถามนี้คือหนึ่งในโจทย์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่นเดียวกับ ‘ไถตง’ จังหวัดทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน ซึ่งเคยเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านภูมิประเทศ การเดินทาง งบประมาณ และการลงทุน
แทนที่จะพัฒนาไปตามเส้นทางเมืองอุตสาหกรรมเหมือนพื้นที่อื่น ไถตงเลือกใช้ธรรมชาติและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นต้นทุน หนึ่งในความสำเร็จที่จับต้องได้ชัดเจนคือ ‘เทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง’ (Taiwan International Balloon Festival) ที่เริ่มต้นจากบอลลูนเพียง 2 ลูกเมื่อกว่า 15 ปีก่อน จนกลายเป็นเทศกาลที่สร้างชื่อให้ไถตงในระดับนานาชาติ
THE STANDARD ลงพื้นที่ไถตง เกาะติดเทศกาลบอลลูนนานาชาติ พร้อมพูดคุยกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนงานเพื่อสำรวจว่า เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่า ‘ล้าหลังและห่างไกล’ พลิกข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นจุดแข็ง และพาตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกได้อย่างไร
จากเมืองยากจนสู่การมองหาโอกาสบนท้องฟ้า
‘เกาะโดดเดี่ยว’
‘ล้าหลัง ห่างไกลเมือง’
‘เมืองยากจน’
เหล่านี้คือคำที่เคยถูกใช้บรรยายภาพของไถตง หลังพื้นที่แห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยปราการธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแนวเทือกเขากลาง (Central Mountain Range) ที่กั้นพื้นที่ฝั่งตะวันตก หรือเทือกเขาชายฝั่ง (Coastal Mountain Range) ที่พาดผ่านพื้นที่ ขณะที่ทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก
แม้ลักษณะที่ตั้งจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับไถตง ด้วยการเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยภูเขา หุบเขา และแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 160 กิโลเมตร ทว่าในอีกด้านหนึ่ง กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เนื่องจากการเดินทางเข้าออกเป็นไปอย่างลำบาก ทั้งเส้นทางรถไฟและถนนมีข้อจำกัด ตั๋วรถไฟหาได้ยากในช่วงที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ส่วนการเดินทางด้วยเครื่องบินมีค่าใช้จ่ายสูง
ข้อจำกัดดังกล่าวยังส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังภาคการลงทุน เพราะภาคเอกชนจำนวนหนึ่งลังเลที่จะเข้ามาทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากต้องคำนึงถึงต้นทุนด้านการเดินทางและการขนส่ง ขณะที่กิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงนั้นส่วนใหญ่ยังจัดขึ้นเป็นครั้งคราว ขาดเอกลักษณ์ และไม่สามารถดึงให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ได้นานนัก
THE STANDARD ได้พูดคุยกับ หง กั๋วชิน (Hung Kuo-chin) รองผู้อำนวยการกรมคมนาคมและพัฒนาการท่องเที่ยว รัฐบาลจังหวัดไถตง โดยเขาย้อนเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของงานเทศกาลว่า เมื่อราว 16 ปีก่อน ไถตงเป็นจังหวัดยากจน มีงบประมาณค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับเมืองและเทศมณฑลอื่นของไต้หวัน รัฐบาลท้องถิ่นจึงพยายามมองหากิจกรรมใหม่ที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างจุดขายให้กับพื้นที่
หนึ่งในคำตอบอยู่ที่ลู่เหย่ เมืองที่มีชื่อเสียงด้านพาราไกลดิ้งและกิจกรรมทางอากาศ แม้ในเวลานั้น ความนิยมของกิจกรรมเหล่านี้จะเริ่มลดลง แต่รัฐบาลไถตงมองเห็นศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะลักษณะทางธรรมชาติที่ตั้งอยู่ระหว่างแนวเทือกเขากลางกับเทือกเขาชายฝั่ง ขณะที่ช่วงเช้าและเย็นมีกระแสลมค่อนข้างนิ่งและเหมาะกับการบินบอลลูน
จุดเริ่มต้นของเทศกาลเกิดขึ้นในยุคของ หวง เจี้ยนถิง (Justin Huang) อดีตผู้ว่าการจังหวัดไถตง โดยมี เฉินซูฮุ่ย อดีตเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของกรมการท่องเที่ยวไถตง เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันแนวคิดเรื่องบอลลูนร้อนให้เกิดขึ้นจริง
ระหว่างการหารือของรัฐบาลท้องถิ่นครั้งหนึ่ง มีผู้หยิบยกเรื่อง ‘บอลลูนร้อน’ ขึ้นมาพูดถึง ทำให้เฉินนึกถึงเทศกาลบอลลูนที่เธอเคยเห็นระหว่างไปปฏิบัติงานในนิวซีแลนด์และแคนาดา และมองว่า กิจกรรมลักษณะเดียวกันน่าจะนำมาพัฒนาในไถตงได้
แต่การนำบอลลูนร้อนเข้ามาในพื้นที่เวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไต้หวันยังไม่พร้อม โดยต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ ตั้งแต่บอลลูนร้อน นักบินที่ได้รับใบอนุญาต ไปจนถึงระบบรองรับกิจกรรมดังกล่าวอย่างชัดเจน ขณะที่บอลลูนร้อนถูกจัดอยู่ในประเภทอากาศยาน จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานการบินพลเรือน
นิตยสาร Common Wealth Magazine รายงานว่า เฉินต้องเดินหน้าเจรจากับสำนักงานการบินพลเรือนมากกว่า 100 ครั้งภายในหนึ่งปี พร้อมประสานนักบินและบอลลูนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมกิจกรรม ก่อนที่ไถตงจะเปิดเทศกาลบอลลูนร้อนครั้งแรกของไต้หวันในปี 2011
ปั้นเทศกาลระดับโลกด้วยแนวคิด ‘เศรษฐกิจช้า’
หงเล่ากับ THE STANDARD ว่า ในปีแรก เทศกาลมีบอลลูนเพียง 2 ลูก ซึ่งต้องส่งคำเชิญไปยังต่างประเทศ เพราะเวลานั้น ไต้หวันยังไม่มีบอลลูนเป็นของตนเอง อีกทั้งยังไม่มีทีมงานภาคพื้นดินและระบบฝึกบุคลากรรองรับกิจกรรมประเภทนี้
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว รัฐบาลไถตงทำงานประสานร่วมกับรัฐบาลกลาง โดยใช้เวลาตลอดกว่า 15 ปีเพื่อพัฒนากฎระเบียบ ฝึกบุคลากร และสร้างระบบรองรับการบินบอลลูนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เทศกาลก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2012 งานถูกขยายระยะเวลาจัดเป็น 2 เดือน มีผู้เข้าร่วมราว 8.8 แสนคน และสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน
ในปัจจุบัน หงเผยว่า เทศกาลดังกล่าวสามารถดึงบอลลูนจากหลายประเทศเข้าร่วมได้มากกว่า 40-50 ลูกต่อปี ขณะเดียวกัน ยังต่อยอดไปสู่การส่งบอลลูนของไต้หวันไปร่วมงานในต่างประเทศ การจัดการแข่งขันที่ลู่เหย่ และการนำบอลลูนไปจัดแสดงในพื้นที่อื่น โดยในปี 2018 Travel Channel ยังเลือกเทศกาลแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 12 เทศกาลบอลลูนที่น่าตื่นตาตื่นใจของโลก
ความสำเร็จของเทศกาลยังสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาไถตงในระยะต่อมา โดยเฉพาะในยุคของ เหยาชิ่งหลิง (April Yao) ผู้ว่าการจังหวัดไถตงคนปัจจุบัน ซึ่งผลักดันแนวคิด ‘เศรษฐกิจช้า’ (Slow Economy) เพื่อสร้างมูลค่าจากทรัพยากรที่ไถตงมีอยู่แล้ว ทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต อาหาร และวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง
แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนโจทย์ว่า ไถตงจะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร โดยยังรักษาเสน่ห์และจังหวะชีวิตของพื้นที่เอาไว้ รัฐบาลท้องถิ่นจึงนำจุดเด่นของแต่ละชุมชนมาต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว ตั้งแต่อาหารท้องถิ่น การท่องเที่ยวชุมชน การดูดาว การโต้คลื่น ไปจนถึงเทศกาลบอลลูน ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้จักไถตงมากกว่าจากงานใดงานหนึ่ง
เหยาเคยอธิบายแนวคิดนี้ไว้อย่างเห็นภาพว่า หากธรรมชาติมอบท้องฟ้าให้ไถตง ก็ใช้ท้องฟ้าสร้างมูลค่า หากมีภูเขาและทะเล ก็ใช้ภูเขาและทะเลเป็นจุดแข็งของพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาให้เหมือนเมืองอุตสาหกรรมทางฝั่งตะวันตกของไต้หวัน
7 สัปดาห์บนท้องฟ้า อะไรทำให้บอลลูนไถตงแตกต่างจากที่อื่น
เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ในปี 2026 เทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตงจึงกลับมาสร้างสีสันอีกครั้ง ณ ที่ราบสูงลู่เหย่ ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคม – 20 สิงหาคม 2026 โดยมีบอลลูนมากกว่า 40 ลูกจากหลายประเทศเข้าร่วม เช่น นอร์ทมาซิโดเนีย ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์
ไฮไลต์สำคัญ คือ ความร่วมมือกับ Chiikawa คาแรกเตอร์ยอดนิยมจากญี่ปุ่น พร้อมด้วยกิจกรรมอื่นๆ เช่น บอลลูนแบบตรึงสาย การแสดงแสงสีในช่วงกลางคืน และกิจกรรมที่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นของไถตง
THE STANDARD มีโอกาสลงพื้นที่ที่ราบสูงลู่เหย่ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 12 สิงหาคม โดยงานเริ่มตั้งแต่เวลา 04.00 น. ซึ่งพบว่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากมารอชมและต่อคิวขึ้นบอลลูนกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ยังมีทีมงานจากหลายชาติ รวมถึงชาวไทยที่ทำหน้าที่ดูแลบอลลูนภายในงาน
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ THE STANDARD ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ ‘บอลลูนแบบตรึงสาย’ ซึ่งตัวบอลลูนจะถูกยึดเชือกไว้กับพื้น ก่อนค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นที่จัดงาน โดยในมุมมองจากตะกร้าบอลลูนสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของที่ราบสูงลู่เหย่ ทั้งแนวเทือกเขาที่โอบล้อมพื้นที่ เนินเขาที่มีผู้คนจับจองพื้นที่ชมงาน และบอลลูนรูปทรงต่างๆ ที่กำลังเตรียมขึ้นสู่ท้องฟ้า
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในเช้าวันนั้นเปลี่ยนไป เมื่อความเร็วลมเพิ่มขึ้น ก่อนที่ผู้จัดจะประกาศยุติกิจกรรมการบินในเวลาประมาณ 08.00 น. เพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนที่ยังรอขึ้นบอลลูนต้องยุติการรอ โดยผู้ที่ซื้อบัตรสำหรับเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกสามารถดำเนินการขอคืนเงินได้ตามเงื่อนไขของผู้จัดงาน
เพื่อฉายภาพเบื้องหลังการบินบอลลูน THE STANDARD ยังพูดคุยกับ วูต บักเกอร์ (Wout Bakker) ผู้อำนวยการการบินชาวเนเธอร์แลนด์ของเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง ซึ่งทำงานร่วมกับเทศกาลมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ปี โดยรับหน้าที่ควบคุมการบินและประเมินสภาพอากาศ เพื่อตัดสินใจว่า กิจกรรมในแต่ละรอบสามารถดำเนินต่อไปได้หรือควรหยุดเพื่อความปลอดภัย
บักเกอร์มองว่า ความพิเศษของการชมบอลลูนที่ไถตง คือ ระยะเวลาจัดงานที่ยาวนานถึง 7 สัปดาห์ รวมถึงภูมิประเทศแบบเนินเขาของที่ราบสูงลู่เหย่ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นบอลลูนจากมุมสูง นั่งพักหรือดื่มกาแฟระหว่างชมกิจกรรม
ขณะที่ในบางช่วง หากสถานการณ์ปลอดภัย ผู้ชมยังสามารถลงไปเดินชมและถ่ายภาพบอลลูนในระยะใกล้ได้ ต่างจากเทศกาลบอลลูนหลายแห่งที่จัดบนพื้นที่ราบและจำกัดผู้ชมให้อยู่หลังแนวกั้น
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญของการชมบอลลูนอย่างหนึ่ง คือ ‘สภาพอากาศ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัดไม่สามารถควบคุมได้ บักเกอร์อธิบายว่า แม้บางครั้ง เมื่อมองจากพื้นดินจะดูเหมือนลมสงบ แต่เมื่อบอลลูนลอยสูงขึ้น กระแสลมอาจแรงขึ้นจนทำให้บอลลูนสั่นหรือเคลื่อนตัวไม่มั่นคง โดยหากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ควบคุมการบินจะตัดสินใจหยุดหรือยกเลิกเที่ยวบินทันที
เขายอมรับว่า การตัดสินใจดังกล่าวอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนผิดหวัง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาแล้วไม่ได้ขึ้นบอลลูน แต่สำหรับบักเกอร์ ความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขที่ต้องมาก่อนเสมอ
“เราไม่เสี่ยง หากลมแรงเกินไป เราก็ไม่บิน” บักเกอร์กล่าวว่า เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้กับการบินบอลลูนทั่วโลก เพราะกิจกรรมประเภทนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศโดยตรง นักท่องเที่ยวบางคนอาจต้องกลับมาหลายครั้งกว่าจะได้ขึ้นบิน หากในแต่ละครั้งสภาพลมไม่เอื้ออำนวย
ส่วนหงอธิบายไปในทางเดียวกันว่า ก่อนเริ่มกิจกรรมในแต่ละวัน ผู้ดำเนินงานจะอธิบายให้นักท่องเที่ยวทราบตั้งแต่ขั้นตอนการนำบอลลูนขึ้นบินไปจนถึงวิธีประเมินสภาพอากาศ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า หากกระแสลมแรงขึ้นหรือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง กิจกรรมอาจต้องหยุดลงทันที
เขาย้ำว่า วิธีนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าใจเหตุผลของการยกเลิกเที่ยวบินมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหลังพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ
แต่นอกจากการดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาไถตงผ่านเทศกาลบอลลูนแล้ว หงยอมรับว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของรัฐบาลท้องถิ่น คือ การทำให้ไถตงเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับจุดหมายปลายทางอื่นในเอเชีย ไถตงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก
เขายกประเทศไทยขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า คนไต้หวันจำนวนมากรู้จักเชียงใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวไทยอาจยังไม่คุ้นเคยกับไถตง อีกทั้งการเดินทางยังมีความยากลำบากพอสมควร
หงเปิดเผยว่า รัฐบาลท้องถิ่นไถตงพยายามเดินหน้าเชิงรุกเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาดประเทศไทยมากขึ้น โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการได้เดินทางไปประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ พร้อมมองถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเส้นทางบินที่เชื่อมไทยกับไถตง เพื่อเปิดทางให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกขึ้น
สำหรับหง เทศกาลบอลลูนมีบทบาทมากกว่าการเป็นกิจกรรมในช่วงฤดูร้อน เพราะยังทำหน้าที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยพาชื่อของไถตงออกไปให้คนภายนอกรู้จักมากขึ้น
“เราอยากให้ผู้คนจากทั่วไต้หวัน รวมถึงจากทั่วโลก ได้รู้จักไถตงมากขึ้น และไม่ได้เดินทางมาที่นี่เพียงแค่ช่วงสุดสัปดาห์” เขาทิ้งท้าย





อ้างอิง: