Cover Image

เมื่อครั้งเรือกลไฟฝรั่งเศสอับปางกลางลุ่มน้ำโขง : เทคโนโลยีและความเปราะบางของชาติเจ้าอาณานิคม

อนุสรณ์สถานปริศนาและการสร้างโลกอาณานิคมของฝรั่งเศสในลุ่มน้ำโขง


การเดินทางข้ามแม่น้ำโขงจากจังหวัดนครพนม ประเทศไทย ไปยังเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อ พ.ศ.2560 นำผู้เขียนไปพบอนุสรณ์สถานหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้ด่านตรวจคนเข้าเมืองเมืองท่าแขก มีรูปทรงคล้ายเจดีย์หรือสถูปแบบเรียบง่าย สีของปูนซีดหม่นจากการผ่านกาลเวลา แตกต่างจากอาคารสมัยใหม่โดยรอบอย่างเห็นได้ชัด บริเวณฐานมีแผ่นป้ายโลหะจารึกข้อความเป็นภาษาฝรั่งเศส แม้จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ในขณะนั้นยังไม่อาจทราบได้ว่าเป็นอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์ใด หรือสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ใด

ภาพที่ 1-2 ป้ายโลหะจารึกข้อความรำลึกถึงผู้เสียชีวิต และอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์เรือ Trentinian อับปาง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1928 ตั้งอยู่ที่ข้างด่านตรวจคนเข้าเมือง เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว
ที่มา: ภาพถ่ายภาคสนามโดยผู้เขียน, พ.ศ.2566  


ความน่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือเมื่อสอบถามผู้คนในพื้นที่กลับพบว่าแทบไม่มีใครสามารถอธิบายความเป็นมาของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ได้ ความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่ดูเหมือนจะเลือนหายไปพร้อมกับเวลาที่ผ่านพ้น ความเงียบดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่การค้นพบว่า สิ่งก่อสร้างนี้คืออนุสรณ์สถานรำลึกถึงเหตุการณ์เรือกลไฟ Trentinian อับปางในแม่น้ำโขง เมื่อใกล้รุ่งสางของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1928 เหตุการณ์ที่เคยได้รับความสนใจอย่างมากในอินโดจีนของฝรั่งเศส แต่แทบไม่ปรากฏอยู่ในความรับรู้ของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขงในปัจจุบัน

แผ่นป้ายภาษาฝรั่งเศสบนอนุสรณ์สถานได้จารึกชื่อบุคคลสำคัญสี่คนซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้แก่ René Bartholoni อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้อำนวยการบริษัท S.E.E.M. Pierre Tafforin ผู้อำนวยการการศึกษาระดับประถมศึกษา Julien Yonhety วิศวกรกรมโยธาธิการ และ Quilichini กัปตันเรือ Trentinian ก่อนปิดท้ายด้วยข้อความว่า Victimes du naufrage de la chaloupe Trentinian, 4 février 1928 หรือ ‘เหยื่อผู้เสียชีวิตจากการอับปางของเรือชาลูป Trentinian วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1928’

เหตุการณ์ Trentinian อับปาง อาจไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุของเรือโดยสารลำหนึ่ง หากเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนประวัติศาสตร์หลายชั้นของลุ่มน้ำโขง ทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระบบคมนาคมของจักรวรรดิฝรั่งเศส การเชื่อมโยงเมืองริมฝั่งโขง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองฝั่งแม่น้ำ 

ทั้งนี้ก่อนการเข้ามาของจักรวรรดินิยมยุโรป แม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของการตั้งถิ่นฐาน การค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของผู้คนมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เมืองต่างๆ ล้วนเติบโตขึ้นจากความสัมพันธ์กับระบบนิเวศของแม่น้ำและเครือข่ายการเดินทางทางน้ำ[1]

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของจักรวรรดิยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้เปลี่ยนสถานะของแม่น้ำโขงจากพื้นที่คมนาคมและการแลกเปลี่ยนของชุมชน ไปสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ของการปกครอง การค้า และการแข่งขันระหว่างจักรวรรดิ[2]

สำหรับฝรั่งเศส แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่อาจเปิดทางสู่มณฑลยูนนานของจีน ความคาดหวังดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันกับจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งกำลังขยายอำนาจในพม่าและคาบสมุทรมลายู[3] หลังเข้าครอบครองโคชินไชนาใน ค.ศ.1862 และสถาปนารัฐในอารักขาเหนือกัมพูชาใน ค.ศ.1863 

ฝรั่งเศสได้ส่งคณะสำรวจแม่น้ำโขงนำโดย ดูอาร์ต เดอ ลาเกร (Doudart de Lagrée) ใน ค.ศ.1866 โดยเดินทางออกจากไซ่ง่อน เพื่อสำรวจเส้นทางแม่น้ำโขงและประเมินความเป็นไปได้ในการเดินเรือไปยังจีนตอนใต้ คณะสำรวจเดินทางผ่านกัมพูชา ลาว และขึ้นไปถึงยูนนาน แม้ว่าจะประสบความยากลำบากจากภูมิประเทศและเสียชีวิตของเดอ ลาเกรในระหว่างภารกิจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฝรั่งเศสละทิ้งยุทธศาสตร์การใช้แม่น้ำโขงเป็นแกนกลางของการขยายอำนาจ[4]

ภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 (ค.ศ.1893) แม่น้ำโขงได้รับความหมายใหม่ในฐานะ ‘โครงสร้างพื้นฐานของจักรวรรดิ’ (imperial infrastructure) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการบริหาร การควบคุม และการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากดินแดนอาณานิคม[5] เมื่อดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสอย่างเต็มรูปแบบ การบริหารอาณานิคมจึงต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมพื้นที่ห่างไกลเข้ากับศูนย์กลางของอินโดจีนฝรั่งเศส แม่น้ำโขงจึงได้รับการพัฒนาให้เป็นแกนหลักของระบบเดินเรือกลไฟ การขนส่งไปรษณียภัณฑ์ และการติดต่อระหว่างเมืองสำคัญ[6]

โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สะท้อนแนวคิด colonial modernity หรือ ‘ความทันสมัยแบบอาณานิคม’ ซึ่งเทคโนโลยีการคมนาคมมิได้มีหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบการปกครอง ทั้งนี้การนำเรือกลไฟเข้ามาใช้งานทำให้การเดินทางมีความสม่ำเสมอ บรรทุกสินค้าและผู้โดยสารได้มากกว่าเรือพื้นเมือง อีกทั้งยังช่วยให้รัฐอาณานิคมสามารถควบคุมการสื่อสารและการบริหารพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น[7]


จากการสำรวจสู่ระบบเรือกลไฟและทางรถไฟ : 
ความพยายามเอาชนะธรรมชาติของฝรั่งเศส

จากรายงานการสำรวจแม่น้ำโขงได้แสดงให้เห็นข้อจำกัดที่สำคัญของแม่น้ำโขง โดยเฉพาะบริเวณแก่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น แก่งแซมบอร์ (Sambor Rapids) ในกัมพูชา (หรือสมโบร์สำเนียงที่คุ้นเคยของคนไทย) และน้ำตกคอนพะเพ็ง (Khone Phapheng Falls) ในลาวใต้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะน้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งเป็นช่วงแม่น้ำโขงที่มีความแตกต่างระดับสูงและมีกระแสน้ำรุนแรง เป็นสิ่งกีดขวางที่ไม่สามารถผ่านได้สำหรับเรือขนาดใหญ่[8] 

อย่างไรก็ตาม สำหรับฝรั่งเศส อุปสรรคทางธรรมชาติไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ แต่เป็นความท้าทายที่ต้องแก้ไขด้วยวิศวกรรมและเทคโนโลยีแบบอาณานิคม

ในการดำเนินงานดังกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนโดยบริษัท Messageries Fluviales de Cochinchine หรือบริษัทเดินเรือแม่น้ำแห่งโคชินไชนา สัญชาติฝรั่งเศสที่ก่อตั้งขึ้นในกรุงปารีสเมื่อ ค.ศ.1880 ได้รับสัมปทานในการดำเนินกิจการขนส่งทางน้ำในลุ่มน้ำโขง ซึ่งต่อมาได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายการเดินเรือในลุ่มน้ำโขง ทำหน้าที่เชื่อมโยงเส้นทางน้ำระหว่างเมืองต่างๆ ตั้งแต่ไซ่ง่อน กัมพูชา ลาวตอนใต้ จนถึงลาวตอนกลาง โดยมีเป้าหมายทั้งด้านเศรษฐกิจและการบริหารอาณานิคม[9] 

ครั้นใน ค.ศ.1894 ฝรั่งเศสได้สั่งสร้างเรือปืนขนาดเล็กจำนวนหนึ่งจากฝรั่งเศส แล้วส่งชิ้นส่วนมายังไซ่ง่อนเพื่อประกอบใหม่ ก่อนนำขึ้นสู่แม่น้ำโขงตอนบน เรือสำคัญในโครงการนี้ ได้แก่ Le Vay le Massie (เลอ เวย์ เลอ มาสซี) La Grandière (ลา กรองดิแยร์) ซึ่งต่อมามีการใช้เรือ Ham Luong (ฮาม เลือง) เข้ามาแทนที่ เรือเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กและกินน้ำตื้น (shallow draft) เพื่อให้เหมาะกับสภาพแม่น้ำโขง แต่ถึงแม้จะมีขนาดเล็ก ก็ยังไม่สามารถผ่านน้ำตกคอนพะเพ็งได้โดยตรง

ภาพที่ 3  เรือกลไฟ Ham Luong ระหว่างการขนย้ายข้ามเส้นทางบกเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำตกคอนพะเพ็ง จากภาพชุด Mekong 3 โดย G. E. Simon จัดทำขึ้นระหว่าง ค.ศ.1893–1896 จาก Bibliothèque nationale de France, département Société de Géographie, SG XCM-274.
ที่มา: Tan and Walker Vadillo (2015)

ดังนั้น ฝรั่งเศสจึงสร้างระบบรางชั่วคราวสำหรับขนย้ายเรือ โดยใช้แรงงานจำนวนมากในการถอดชิ้นส่วนเรือ ยกขึ้นบนรถลาก และเคลื่อนผ่านพื้นที่บริเวณเกาะดอนเดตและดอนคอน[10] ซึ่งสะท้อนทั้งความสามารถทางวิศวกรรมของอาณานิคมและต้นทุนทางสังคมที่ซ่อนอยู่ เนื่องจากแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานชาวเวียดนาม ต้องทำงานหนักภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก

การขนย้ายเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ.1894 และใช้เวลาราวสองสัปดาห์ ก่อนที่ Ham Luong และ Le Vay จะสามารถผ่านน้ำตกคอนพะเพ็งได้สำเร็จในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1894 หลังจากนั้น La Grandière ก็ถูกลำเลียงผ่านเส้นทางเดียวกัน และเรือกลไฟลำอื่น ๆ เช่น Le Colombert, Argus, La Garcerie, Trentinian และ Haiphong จะทยอยเข้าสู่เส้นทางเดินเรือสายนี้ นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เครือข่ายคมนาคมในลุ่มแม่น้ำโขงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

หลังจากประสบความสำเร็จในการขนย้ายเรือข้ามน้ำตกคอนพะเพ็ง ระบบรางชั่วคราวดังกล่าวได้รับการพัฒนาเป็นทางรถไฟดอนเดต–ดอนคอน (Don Det–Don Khon Railway) มีความยาวประมาณ 7 กิโลเมตร เพื่อใช้เป็นระบบขนส่งเฉพาะกิจแก้ปัญหาคอขวดทางภูมิศาสตร์ของแม่น้ำโขงบริเวณน้ำตกคอนพะเพ็ง โดยหน้าที่หลัก คือขนย้ายเรือกลไฟ ขนถ่ายสินค้า และเชื่อมต่อการเดินเรือระหว่างแม่น้ำโขงตอนล่างกับตอนบน 

ระบบนี้ทำให้ฝรั่งเศสสามารถรักษาความต่อเนื่องของเครือข่ายแม่น้ำโขงได้ และมีบทบาทต่อเนื่องจนถึงช่วงทศวรรษ 1940 ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการคมนาคมและสถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคจะทำให้บทบาทลดลง[11]


เหตุการณ์อับปางของ Trentinian:
เมื่อความทันสมัยเผชิญกับความเปราะบาง


ภายหลังจากการสร้างระบบเดินเรือและแก้ไขปัญหาน้ำตกคอนพะเพ็ง ฝรั่งเศสสามารถขยายเครือข่ายเรือกลไฟในแม่น้ำโขงได้มากขึ้น เรือหลายลำถูกนำเข้ามาใช้งาน เช่น Le Colombert, Argus, La Garcerie, Trentinian, Haiphong เป็นต้น 

ภายใต้บริบทดังกล่าว เรือกลไฟ Trentinian เป็นหนึ่งในเรือที่อยู่ในเครือข่ายการเดินเรือของฝรั่งเศสบนแม่น้ำโขงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เส้นทางเดินเรือสะท้อนให้เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ของเมืองริมโขงในยุคอาณานิคม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนกลาง ซึ่งประกอบด้วยเมืองท่าแขก เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต และพื้นที่ฝั่งสยามอย่างนครพนม แม้พื้นที่เหล่านี้จะถูกแบ่งออกจากกันด้วยเส้นเขตแดนทางการเมืองระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส แต่ในทางปฏิบัติ แม่น้ำโขงยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นทางเชื่อมโยงผู้คน เศรษฐกิจ และเครือข่ายสังคมข้ามพรมแดน[12]

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1928 เรือ Trentinian ได้เดินทางจากเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน มุ่งหน้าไปยังเวียงจันทน์ ระหว่างทางได้แวะรับไปรษณียภัณฑ์และสินค้าที่บริเวณหนองแสง นครพนม ซึ่งอยู่ฝั่งสยามห่างจากเมืองท่าแขกไปทางด้านเหนือน้ำราว 5 กิโลเมตร 

ทั้งนี้ หนองแสงนับเป็นฐานปฏิบัติงานสำคัญของมิชชันนารีคาทอลิก ซึ่งคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Missions Étrangères de Paris: MEP) ได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1887/พ.ศ.2430 ความรุ่งเรืองของคริสต์ศาสนาที่หนองแสง-นครพนมมาถึงขีดสุดเมื่อ เมื่อได้มีการตั้งมิสซังลาว (Lao Mission) ขึ้นมาใน ค.ศ.1889/พ.ศ.2432 โดยแยกออกจากมิสซังสยามตะวันออก มีศูนย์กลางอยู่ที่โบสถ์นักบุญอันนาหนองแสง   

เรือ Trentinian ได้เกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นออกเดินทางได้ไม่นาน[13] เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการบันทึกว่าเกี่ยวข้องกับผู้โดยสารหลายกลุ่ม โดยเฉพาะบุคคลจากเครือข่ายอาณานิคมฝรั่งเศส ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ René Bartholoni บุคคลสำคัญในแวดวงการบริหารและเศรษฐกิจของอินโดจีนฝรั่งเศส การเสียชีวิตของเขาทำให้เหตุการณ์ Trentinian ได้รับความสนใจในฐานะโศกนาฏกรรมที่สะท้อนความเปราะบางของระบบคมนาคมยุคอาณานิคม[14]

ภาพที่ 4 เรือ Trentinian ของบริษัท Messageries fluviales de Cochinchine บนแม่น้ำโขงตอนบน จาก Collection de l’Union Commerciale Indo-Chinoise – Laos, Cliché de Seinaisons, 
ที่มา: Strobino (2020, p 14)

รายงานบางฉบับระบุว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม ประมาณ 155 คน โดยจำนวนที่แน่นอนจะแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูลที่บันทึกไว้[15] ความแตกต่างของจำนวนผู้เสียชีวิตนี้ส่วนหนึ่งสะท้อนข้อจำกัดของเอกสารร่วมสมัยเกี่ยวกับภัยพิบัติในยุคอาณานิคม ซึ่งมักกระจัดกระจายอยู่ในรายงานราชการ ข่าวหนังสือพิมพ์ และบันทึกส่วนบุคคล โดย Strobino (2020) ให้ความสำคัญกับมิติของบุคคลและความทรงจำ โดยเฉพาะกรณีของ René Bartholoni ซึ่งช่วยทำให้เห็นมิติทางสังคมของโศกนาฏกรรมมากกว่าการเป็นเพียงสถิติผู้เสียชีวิต

รายงานร่วมสมัยระบุว่า การระเบิดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงบริเวณส่วนหน้าของเรือ และไฟได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากภายในเรือมีสินค้าที่มีความเสี่ยงหลายประเภท รวมถึงเชื้อเพลิงและสารเคมีบางชนิด เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนผู้โดยสารและลูกเรือจำนวนมากไม่สามารถหลบหนีได้ทัน หลายคนต้องกระโดดลงแม่น้ำโขงเพื่อเอาชีวิตรอด ขณะที่บางส่วนติดอยู่ภายในเรือที่กำลังถูกเพลิงไหม้[16]

Strobino (2020) ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีบุคคลสำคัญหลายกลุ่มอยู่บนเรือ รวมถึง René Bartholoni ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและสังคมของอินโดจีนฝรั่งเศส เคยรับราชการทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาพยายามส่งเสริมให้ลาวมีโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมต่อทางรถไฟกับทะเล และพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะการสัมปทานเหมืองดีบุกที่คำม่วน โดยการตั้งบริษัทชื่อ Société d’Études et d’Exploitations Minières de l’Indochine (SEEMI) เข้ามาดำเนินการ มีเป้าหมายเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ ตลอดทั้งแปรรูปแร่ ขนส่งแร่ ค้าขายแร่และผลิตภัณฑ์พลอยได้จากแร่

Strobino (2020) ได้บรรยายไว้น่าสนใจว่า “วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1928 เวลา 5.00 น. ตอนเช้า เรอเน บาร์โธโลนี (René Bartholoni) ขึ้นเรือที่เมือง ท่าแขก (Thakhek) โดยสารเรือ Trentinian เรือลำนี้เป็นเรือชาลูป (chaloupe – เรือกลไฟขนาดเล็ก) ที่มีชื่อเสียงของบริษัท Messageries fluviales de Cochinchine (บริษัทเดินเรือแม่น้ำแห่งโคชินจีน) เรือลำนี้ให้บริการ ไปรษณีย์และรับส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองสะหวันนะเขต (Savannakhet) และเวียงจันทน์ (Vientiane) มาเป็นเวลากว่า 30 ปี หนึ่งชั่วโมงต่อมา เรือ Trentinian เดินทางถึงท่าเรือหนองแสง (Nong Seng) บนฝั่งสยามของแม่น้ำโขง ห่างจากท่าแขกขึ้นไปทางต้นน้ำประมาณ 5 กิโลเมตร ที่นั่น ลูกเรือได้ขึ้นไปรับไปรษณียภัณฑ์ และบรรทุก สินค้า/สัมภาระเพิ่มเติม ขณะที่เรือกำลังออกเดินทางต่อไปยังเวียงจันทน์ ได้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงอย่างไม่คาดคิดบริเวณหัวเรือ แรงระเบิดทำให้เกิด ไฟไหม้ทั่วทั้งลำเรือ ซึ่งลุกไหม้นานกว่า 20 นาที เรือชาลูปลำนี้ถูกน้ำไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว และจมลงสู่แม่น้ำโขงที่มีความลึกประมาณ 7 เมตร หลังจากจมลง เหลือเพียงปล่องไฟของเรือ หลังคาส่วนท้ายของดาดฟ้าเรือ (spardeck)  ที่ยังโผล่พ้นน้ำ เสียงระเบิดอันทรงพลังนั้นสามารถได้ยินไปไกลถึงปากหินบูน (Pak Hin Boun) ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 30 กิโลเมตร (เมืองหินบูน แขวงคำม่วน สปป.ลาว ตรงข้ามอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม) สาเหตุเกิดจากการระเบิดโดยอุบัติเหตุของสินค้าที่เป็นวัตถุอันตราย ประกอบด้วย น้ำมันเบนซิน แอลกอฮอล์ความเข้มข้น 90 องศา คาร์ไบด์ (สารเคมีที่ใช้ผลิตก๊าซอะเซทิลีน)..”

ภาพที่ 5 แผนที่บริเวณเมืองท่าแขก (Thakhek) และตำแหน่งจุดอับปางของเรือ Trentinian ค.ศ.1928 
ที่มา: Strobino (2020, p.14).

เหตุการณ์ครั้งนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวลาว ชาวอันนัม (ชาวเวียดนามในเขตอาณานิคมฝรั่งเศส) ประกอบด้วยพ่อค้ารายย่อย ช่างฝีมือที่กำลังเดินทางไปทำธุรกิจ ข้าราชการที่เดินทางไปประจำตำแหน่งพร้อมครอบครัว ลูกเรือของเรือ Trentinian และมีผู้เสียชีวิตเป็นชาวยุโรปอีก 4 คน หนึ่งในนั้นคือบาร์โธโลนี ร่างของเขาถูกค้นพบหลังจากเกิดภัยพิบัติ ประมาณ 3 เดือนต่อมา ในระหว่างการกู้เรือชาลูปที่จมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงควิลิชิน (Ange Quilichini) กัปตันเรือ Trentinian ที่เสียชีวิตจากบาดแผล สองวันหลังเกิดเหตุที่โรงพยาบาลเมืองท่าแขก ก่อนเสียชีวิตเขาต้องถูกตัดเท้าขวา นิ้วมือหลายนิ้วของมือทั้งสองข้าง เนื่องจากได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากเหตุระเบิด

นอกจากนี้ยังมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของฝรั่งเศสอีกสองคน คือ ปิแอร์-เซเลสแต็ง ทาฟโฟริน (Pierre-Célestin Tafforin) อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนฝรั่งเศส-ลาวแห่งเวียงจันทน์  และหัวหน้ากรมการศึกษาแห่งลาว รวมทั้ง ฌูเลียง มารี โยนเนต์ (Julien Marie Yonnet) วิศวกรโยธา ผู้มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงการเดินเรือในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะบริเวณแก่งน้ำเชี่ยวในเขตหลวงพระบาง  เป็นผู้บุกเบิกการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมทางบกในพื้นที่ลาวตอนบน

การเสียชีวิตของผู้โดยสารกลุ่มต่างๆ ทำให้เหตุการณ์ Trentinian ได้รับความสนใจในฐานะโศกนาฏกรรมที่สะท้อนความเปราะบางของระบบคมนาคมสมัยใหม่ในอาณานิคม หลังการเสียชีวิตของชาวยุโรปทั้งสี่คน นอกจากการสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกที่เมืองท่าแขกแล้ว ยังมีการตั้งชื่อถนนรำลึกอุทิศให้ที่เมืองเวียงจันทน์ด้วย คือ ‘ถนนโยนเนต์’ (Rue Yonnet) ‘ถนนทาฟโฟริน’ (Rue Tafforin) รวมทั้ง ‘ถนนบาร์โธโลนี’ (Rue Bartholini) 


ความปลอดภัย เทคโนโลยี และข้อจำกัดของระบบอาณานิคม


หลังเกิดเหตุ ทางการฝรั่งเศสได้ดำเนินการสอบสวนเพื่อค้นหาสาเหตุของการระเบิด รายงานที่ได้รับการอ้างถึงในเอกสารภายหลังเสนอว่า ภายในเรือมีการบรรทุกวัสดุไวไฟหลายชนิด ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดก๊าซไวไฟและการระเบิด (Jaeck, 2010) อีกทั้งยังได้พบข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงต่อบริษัทเดินเรือไซง่อน  (Compagnie Saïgonnaise de Navigation) ซึ่งเป็นบริษัทที่เข้ามาดำเนินกิจการต่อจาก Messageries fluviales de Cochinchine รายงานการสอบสวนระบุว่า บริษัทดังกล่าวต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ เนื่องจากความประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของการขนส่งทางน้ำ[17]

การสอบสวนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของระบบกำกับดูแลความปลอดภัยในการขนส่งทางน้ำของอาณานิคม เนื่องจากเรือที่ทำหน้าที่เป็นทั้งระบบไปรษณีย์ การขนส่งสินค้า และการเดินทางของผู้โดยสาร ต้องรองรับการบรรทุกสิ่งของหลายประเภทในพื้นที่จำกัด ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนของการจัดการความเสี่ยง[18]

สารคาร์ไบด์เมื่อสัมผัสกับน้ำสามารถสร้างก๊าซอะเซทิลีน (acetylene) ซึ่งเป็นก๊าซที่ติดไฟง่ายและอาจเกิดการระเบิดได้เมื่อมีการสะสมในพื้นที่ปิดและมีแหล่งประกายไฟ[19] อย่างไรก็ตาม แม้คุณสมบัติทางเคมีดังกล่าวจะช่วยอธิบายความเป็นไปได้ของความเสี่ยงจากวัสดุที่ถูกบรรทุกบนเรือ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าสารคาร์ไบด์เป็นสาเหตุโดยตรงของการระเบิดของเรือ และเหตุการณ์ดังกล่าวควรพิจารณาในฐานะปัญหาด้านการจัดการความเสี่ยงของระบบขนส่งทางน้ำในยุคอาณานิคม มากกว่าการระบุสาเหตุทางเทคนิคเพียงประการเดียว[20]

กล่าวคือ แม้ฝรั่งเศสจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา เช่น เรือกลไฟ ระบบไปรษณีย์ และเครือข่ายการเดินเรือ แต่การควบคุมความเสี่ยงกลับยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของยุคสมัย ทั้งด้านกฎระเบียบ ความรู้ทางวิศวกรรม และระบบกำกับดูแล [21] ในแง่นี้ Trentinian ได้สะท้อนความย้อนแย้งของความทันสมัยอาณานิคคือ เทคโนโลยีเดียวกันที่ทำให้รัฐสามารถขยายอำนาจและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ กลับสามารถนำไปสู่ความเปราะบาง[22]และโศกนาฏกรรมได้เมื่อระบบควบคุมไม่สามารถรองรับความซับซ้อนของเทคโนโลยีนั้น 


ภาพเรือกลไฟถ้ำปากอู: ความทรงจำของโลกอาณานิคมบนผนังถ้ำ


ท่ามกลางหลักฐานทางประวัติศาสตร์จำนวนมากที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของลุ่มน้ำโขงในช่วงยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ภาพเขียนเรือกลไฟบนผนังถ้ำปากอู (Pak Ou Caves) แขวงหลวงพระบาง ประเทศลาว ถือเป็นหลักฐานประเภทหนึ่งที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้เป็นเพียงภาพวาดบนผนังถ้ำ หากแต่เป็น ‘ร่องรอยของความทรงจำ’ ที่สะท้อนการเผชิญหน้าระหว่างโลกดั้งเดิมของชุมชนลุ่มน้ำโขงกับโลกสมัยใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีและอำนาจอาณานิคม

ถ้ำปากอู หรือถ้ำติ่ง ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำอู ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์มาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นทางคมนาคมทางน้ำระหว่างเมืองหลวงพระบางกับพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำโขง ก่อนการเกิดขึ้นของระบบรัฐชาติสมัยใหม่ แม่น้ำโขงทำหน้าที่เป็นเส้นทางเคลื่อนย้ายผู้คน สินค้า ความเชื่อ และวัฒนธรรม โดยมีเมืองต่างๆ ริมน้ำทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายดังกล่าว[23]

ภายในถ้ำปากอูมีพระพุทธรูปจำนวนมากที่ประชาชนถวายเป็นพุทธบูชา จนได้รับการเรียกว่า ‘ถ้ำพันพระ’ สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนลุ่มน้ำโขง และนอกเหนือจากคุณค่าทางศาสนา ถ้ำแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่เก็บรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกประเภทหนึ่ง คือศิลปะบนหิน (rock art) ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในช่วงเวลาต่างๆ[24]

ภาพที่ 5 ถ้ำปากอู (Pak Ou Caves) บ้านปากแจก เมืองปากอู แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว
ที่มา: ภาพถ่ายภาคสนามโดยผู้เขียน, พ.ศ.2551

หนึ่งในหลักฐานที่โดดเด่นคือภาพเขียนรูปเรือสีเขียวที่ปรากฏบนผนังถ้ำชั้นบน โดยมีลักษณะแตกต่างจากภาพเขียนอื่นๆ เนื่องจากใช้เม็ดสีเขียวและมีรูปทรงที่คล้ายกับเรือกลไฟสมัยใหม่ ภาพดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักวิชาการ เนื่องจากสะท้อนการเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบน 

อย่างไรก็ตาม การตีความภาพเรือนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงการระบุอายุหรือชนิดของเรือ หากแต่เกี่ยวข้องกับคำถามว่าชุมชนท้องถิ่นรับรู้และบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจากโลกอาณานิคมอย่างไร[25]

Tan และ Walker Vadillo (2015) ได้เสนอว่า มีความเป็นไปได้ว่าภาพนี้ถูกสร้างขึ้นหลังจากการปรากฏของเรือกลไฟในลุ่มน้ำโขงแล้ว ช่วงเวลาที่เก่าแก่ที่สุดที่เป็นไปได้คือเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1893 ซึ่งเป็นช่วงที่เรือสามลำแรก ได้แก่ Ham Luong, Le Vay le Massie และ La Grandière ถูกถอดชิ้นส่วนบางส่วนเพื่อขนย้ายผ่านบริเวณน้ำตกคอนพะเพ็ง แม้ในภาพจะไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงเรือกลไฟลำใดโดยเฉพาะ แต่เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์เรือกลไฟในลาว พบว่ามีเรือสองลำที่อาจสร้างความประทับใจต่อผู้คนในพื้นที่หลวงพระบางมากพอ จนทำให้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพเขียนในถ้ำปากอู ได้แก่ La Grandière และ Trentinian

เหตุผลที่กล่าวอ้าง คือเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1910 ขณะที่เรือ La Grandière กำลังเดินทางได้ชนโขดหินหรือไม้ และจมลงห่างจากหลวงพระบางไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน ซึ่งหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ นายพล Léon de Baylié ซึ่งเป็นนักสะสมงานศิลปะที่มีชื่อเสียง มีการกล่าวว่าเรือลำนี้บรรทุกวัตถุศิลปะจากลาวเพื่อจัดแสดงในปารีส จากนั้นเรือ Trentinian จึงได้เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ตามมาใน ค.ศ.1928

อย่างไรก็ตาม การตีความภาพเรือดังกล่าวจำเป็นต้องระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุได้ว่าภาพดังกล่าวเป็นเรือกลไฟลำใดหรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับกองเรือของฝรั่งเศสลำใดโดยเฉพาะ ทั้งนี้ Tan และ Walker Vadillo (2015) เสนอว่า ความสำคัญของภาพนี้มิได้อยู่ที่การระบุอัตลักษณ์ของเรือ หากอยู่ที่การทำความเข้าใจว่าชุมชนในลุ่มน้ำโขงรับรู้และตอบสนองต่อการปรากฏตัวของเทคโนโลยีใหม่ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองอย่างไร 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาพเรือกลไฟไม่ได้บันทึกเพียงรูปร่างของเทคโนโลยีใหม่ แต่บันทึกช่วงเวลาที่ชุมชนท้องถิ่นได้พบกับระบบเศรษฐกิจและอำนาจรูปแบบใหม่ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของลุ่มน้ำโขง

ภาพที่ 6 ภาพวาด ‘เรือกลไฟ’ ที่ผนังถ้ำปากอู ซึ่งแสดงรายละเอียด (1) โครงสร้างทรงสี่เหลี่ยมบริเวณกลางลำเรือ (2) เส้นเชื่อมจากส่วนหน้าของตัวเรือไปยังหัวเรือ (3) เส้นแนวนอนหนาบริเวณท้ายเรือ (4) ห้องเรือ และ (5–7) ส่วนประกอบของห้องเรือ
ที่มา: Tan and Walker Vadillo (2015)

โศกนาฏกรรมของเรือกลไฟ Trentinian เมื่อ ค.ศ.1928 เป็นเหตุการณ์ที่เปิดมุมมองต่อประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำโขงในฐานะพื้นที่ซึ่งเทคโนโลยี อำนาจรัฐ และวิถีชีวิตของผู้คนดำเนินไปบนเครือข่ายเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเรือกลไฟมิใช่เพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง หากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐอาณานิคมที่ใช้เชื่อมโยงการปกครอง การค้า การสื่อสาร และการเคลื่อนย้ายผู้คนตลอดลำน้ำโขง

ในอีกด้านหนึ่ง เหตุระเบิดของ Trentinian ก็เผยให้เห็นความย้อนแย้งของความทันสมัยแบบอาณานิคม เทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่และเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภูมิภาค กลับก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ระบบกำกับดูแลในยุคนั้นยังไม่สามารถรองรับได้อย่างสมบูรณ์ จึงสะท้อนว่าความทันสมัยมิได้หมายถึงความปลอดภัย หากเป็นกระบวนการที่ดำเนินควบคู่กับข้อจำกัดและความเปราะบางของระบบที่สร้างขึ้น

กรณีของ Trentinian จึงมีคุณค่ามากกว่าการเป็นประวัติศาสตร์ของเรือกลไฟลำหนึ่ง หากเป็นกรณีศึกษาที่ช่วยเผยให้เห็นพลวัตของลุ่มน้ำโขงในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่ และชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ก่อรูปขึ้นจากเครือข่ายการเคลื่อนย้าย การแลกเปลี่ยน และความทรงจำร่วมของผู้คนทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจลุ่มน้ำโขงในฐานะพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันมาจนถึงปัจจุบัน


เอกสารอ้างอิง

Brocheux, P., & Hémery, D. (2009). Indochina: An ambiguous colonization, 1858–1954. University of California Press.

Del Testa, D. W. (1999). Imperial corridor: Association, transportation and power in French colonial Indochina. The Indian Economic & Social History Review, 36(4), 405–436. https://doi.org/10.1177/097172189900400208

Donnan, H., & Wilson, T. M. (1999). Borders: Frontiers of identity, nation and state. Berg.

Evans, G. (2002). A short history of Laos: The land in between. Allen & Unwin.

Headrick, D. R. (1988). The tentacles of progress: Technology transfer in the age of imperialism, 1850–1940. Oxford University Press.

Jaeck, C. (2010, April 9). Laos—Plaque commémorative: Le naufrage du Trentinian à Thakhek en 1928. Le Souvenir Français Asie. https://souvenir-francais-asie.com/2010/04/09/le-naufrage-du-trentinian-a-thakhek-en-1928/

Keay, J. (2005). Mad about the Mekong: Exploration and empire in South East Asia. HarperCollins.

Lewis, R. J. (2016). Sax’s dangerous properties of industrial materials (13th ed.). Wiley.

Mekong River Commission (MRC.). (2004). People’s highway: Past, present and future transport on the Mekong River system. Mekong River Commission.

Miksic, J. N., & Yian, G. (2016). Ancient Southeast Asia. Routledge.

Osborne, M. (2000). The Mekong: Turbulent past, uncertain future. Allen & Unwin.

Strobino, J.-M. (2020). René Bartholoni et le naufrage du Trentinian dans le Mékong le 4 février 1928. PHILAO, 122, 13–15. https://independent.academia.edu/JeanMichelStrobino

Tan, N. H., & Walker Vadillo, V. (2015). The curious case of the steamship on the Mekong. Asian Perspectives, 54(2), 253–273. http://hdl.handle.net/10125/55559

References
↑1 Mekong River Commission, 2004
↑2 Brocheux & Hémery, 2009
↑3 Osborne, 2000; Evans, 2002
↑4 Osborne, 2000; Keay, 2005
↑5 Del Testa, 1999
↑6 Evans, 2002; Brocheux & Hémery, 2009
↑7 Headrick, 1988
↑8 Osborne, 2000
↑9 Osborne, 2000
↑10 Osborne, 2000
↑11 Keay, 2005
↑12 Keay, 2005; Osborne, 2000; Donnan & Wilson, 1999
↑13 Jaeck, 2010
↑14 Strobino, 2020
↑15 Jaeck, 2010
↑16 Jaeck, 2010; Strobino, 2020
↑17 Strobino, 2020
↑18 Jaeck, 2010
↑19 Lewis, 2016
↑20 Jaeck, 2010; Lewis, 2016
↑21 Headrick, 1988
↑22 Headrick, 1988
↑23 MRC, 2004; Osborne, 2000
↑24 Miksic & Yian, 2016
↑25 Tan & Walker Vadillo, 2015; Miksic & Yian, 2016

เรือกลไฟ ลาว ฝรั่งเศส อาณานิคม แม่น้ำโขง ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี

Back To Top