โสภณ เยี่ยมคารวะ โต เลิม สานต่อหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ยกระดับความร่วมมือ
โสภณ เยี่ยมคารวะ โต เลิม สานต่อหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน พร้อมดูงานศูนย์บำบัดยาเสพติด แลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือ หวังต่อยอดพัฒนานโยบาย และกฎหมายไทย
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมด้วย น.ส.อุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ศึกษาดูงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ณ ศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งที่ 1 ต.เฮียนบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
โดยมี พันตำรวจเอกอาวุโส เหงวียน ดึ๊ก ลอง (Senior Colonel Nguyen Duc Long) รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลฮานอย ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติด ตลอดจนแนวทางการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของกรุงฮานอย
นายโสภณกล่าวว่า การเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนาม มีวัตถุประสงค์สำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในประเด็นด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ
พร้อมแสดงความสนใจต่อระบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของเวียดนาม เพื่อนำแนวทางที่เหมาะสมมาศึกษาและประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและกฎหมายของประเทศไทย

ด้าน ฝ่ายเวียดนาม กล่าวว่า ผู้เสพยาเสพติดคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา โดยรัฐจัดสรรงบประมาณบำบัดฟื้นฟูทั้งด้านการแพทย์ จิตวิทยา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการฝึกอาชีพ ใช้เวลาบำบัดประมาณ 2 ปีสำหรับผู้เสพครั้งแรก
ขณะที่ผู้ค้ายาและผู้ลักลอบขนส่งถือเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต พร้อมตั้งเป้าขับเคลื่อนกรุงฮานอยสู่การเป็นเมืองปลอดยาเสพติดภายในปี 2573 พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดน
นายโสภณ กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชน รวมถึงประเด็นการกำหนดสถานะทางกฎหมายของผู้เสพยาเสพติด ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงในเชิงนโยบาย จึงเห็นว่าประสบการณ์ของเวียดนามทั้งในด้านการบำบัดฟื้นฟูและการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของฝ่ายไทย
ยืนยันว่ารัฐสภาไทยพร้อมผลักดันการพัฒนากฎหมายและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้นการลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามพรมแดน และการคุ้มครองเยาวชนจากภัยยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม
จากนั้น นายโสภณ เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม (H.E. Mr. To Lam) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนาม

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระดับประชาชน ผ่านบทเรียนชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในภาคอีสานของไทย สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความไว้วางใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
นายโสภณ กล่าวชื่นชมการขยายตัวของการท่องเที่ยวและการลงทุนระหว่างไทยและเวียดนาม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชน พร้อมยืนยันว่ารัฐสภาไทยพร้อมสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจเวียดนามในประเทศไทย และร่วมผลักดันการแก้ไขอุปสรรคด้านกฎหมายหรือข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ
นายโต เลิม กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมขอบคุณรัฐบาลและรัฐสภาไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันเสริมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนผ่านความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี
นายโต เลิม กล่าวย้ำว่า วียดนามให้ความสำคัญกับไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาค และพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยอย่างเต็มที่ และขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจเวียดนาม รวมถึงดูแลนักท่องเที่ยวและชุมชนชาวเวียดนามในประเทศไทยเป็นอย่างดี
พร้อมเห็นพ้องร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการประสานงานในกรอบอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อเสถียรภาพที่ยั่งยืน
ในโอกาสนี้ นายโต เลิม ได้แจ้งถึงการเตรียมการสำหรับการเยือนระดับประมุขของทั้งสองประเทศในระยะต่อไป ซึ่งจะเป็นอีกหมุดหมายสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ขณะที่นายโสภณ ได้แสดงความขอบคุณและความปลาบปลื้มต่อไมตรีจิตของฝ่ายเวียดนาม พร้อมยืนยันว่ารัฐสภาไทยจะสนับสนุนการขับเคลื่อนความร่วมมือกับเวียดนามทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนร่วมกันในอนาคต