‘วิกฤตไซเบอร์’ เส้นขนานการลงทุนโลกยุคใหม่.!

ปรากฏการณ์ “หลังบ้านรั่ว” ของข้อมูลจากระบบบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมและกลุ่มนักลงทุนไทยเป็นอย่างมาก กระแสข่าวสารที่พรั่งพรูเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้หลายคนเกิดความสับสนและกังวลว่า “พอร์ตการถือหุ้น, เงินลงทุน, สินทรัพย์ดิจิทัล” ของตน กำลังตกอยู่ในอันตรายหรือไม่.!?
หากเราพิจารณาข้อเท็จจริงทางเทคนิค ผ่านถ้อยแถลงการณ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และมุมมองของ “ดร.ปริญญา หอมอเนก” กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) พบว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความละเอียดอ่อนและมีแง่มุมที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
ประเด็นแรกที่นักลงทุนสามารถสบายใจได้ ก็คือ “ไม่มีข้อมูลพอร์ตการถือหุ้น หรือสินทรัพย์รั่วไหลเลยแม้แต่หุ้นเดียว” เนื่องจากระบบพอร์ตการลงทุนถูกแยกออกจากระบบที่เกิดปัญหาโดยสิ้นเชิง ข้อมูลที่หลุดออกไปครั้งนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ข้อมูลหน้าบัตรประชาชนทั่วไป (ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตร 13 หลัก) ตามกฎหมาย PDPA จัดเป็นข้อมูลทั่วไป และอีกส่วนคือข้อมูลระบุว่า นักลงทุนรายนั้น ๆ ใช้บริการของโบรกเกอร์ใดอยู่
ในความเป็นจริงชุดข้อมูลพื้นฐานอย่างชื่อและเลขบัตรประชาชน เป็นข้อมูลที่ประชาชนส่วนใหญ่เคยกรอกไว้ตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ และเคยมีการรั่วไหลบนโลกออนไลน์มานานนับปีแล้ว การรั่วไหลครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการซ้ำรอยของชุดข้อมูลเดิม แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ความเสี่ยงในอนาคตที่เรียกว่า “Data Aggregation” หรือ การนำข้อมูลไปประกอบร่าง มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลโบรกเกอร์ที่หลุดใหม่ ไปผสมกับข้อมูลเก่าหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่อาจรั่วไหลในอนาคต เพื่อนำมาสร้างเรื่องราวหลอกลวงที่เนียนยิ่งขึ้นในการตกหลุมพรางนักลงทุน
เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุของปัญหา พบว่า ไม่ใช่ระบบ TSD ถูกแฮกโดยตรง แต่เกิดจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานฝั่ง User ซึ่งเป็นสิทธิ์ระดับผู้บริหารหรือผู้มีสิทธิ์เข้าถึงสูง ถูกฝังมัลแวร์ขโมยรหัสผ่าน (Stealer Malware) จากที่บ้าน ส่งผลให้รหัสผ่าน (Credential) หลุดออกไป มิจฉาชีพจึงใช้สิทธิ์จากบัญชีผู้ใช้งานนั้นเพียงบัญชีเดียว เข้ามาดึงข้อมูลออกไปได้มากกว่า 200,000 รายชื่อ เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญของการใช้ “อีเมล” เป็น Username ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะที่รู้กันทั่วไป ทำให้ระบบความปลอดภัยเหลือเพียงรหัสผ่านชั้นเดียว
สำหรับทางออกขององค์กร ทุกฝ่ายต้องเปลี่ยนทัศนคติจากการโยนความผิด (Blame Culture) มาเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน (Lessons Learned Culture) สถาบันการเงินและโบรกเกอร์ต้องนำกรอบ NIST Cybersecurity Framework มาใช้อย่างจริงจัง ตั้งแต่การระบุความเสี่ยง การป้องกัน การเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง การตอบสนอง และการกู้คืน พร้อมทั้งทำการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Test) โดยหน่วยงานภายนอกอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยุคของการใช้ Username และ Password เพียงอย่างเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว ระบบที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินต้องบังคับใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) หรือเปลี่ยนไปใช้ Passkey รวมถึงย้ายการใช้งานจาก Web Browser ไปสู่ Native App บนสมาร์ทโฟนที่มีระบบความปลอดภัยรัดกุมกว่า..
สำหรับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป ต้องยอมรับความจริงว่า ไม่มีระบบใดในโลกที่ปลอดภัย 100% แม้กระทั่งหน่วยงานระดับโลกอย่าง FBI หรือ CIA ก็เคยมีข้อมูลหลุดเช่นกันผู้ใช้งานทุกคนจึงต้องทำหน้าที่เป็น Human Firewall หรือปราการด่านสุดท้ายในการคุ้มครองตนเอง ด้วยการปฏิบัติตามหลักการสำคัญ
-ตั้งสติด้วย Critical Thinking (ไม่หลงเชื่อสายโทรศัพท์หรือข้อความที่อ้างว่าติดต่อมาจากโบรกเกอร์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหน่วยงานรัฐ)
-ใช้หลัก Pause & Verify (เมื่อเจอสายสงสัย ให้หยุด ชะลอการตอบรับ ตัดสายทันที แล้วโทรกลับไปยืนยันที่เบอร์โทรศัพท์ทางการของหน่วยงานนั้น ๆ)
-ยกเลิกการ Save Password (เลิกใช้ฟีเจอร์บันทึกรหัสผ่านอัตโนมัติบน Web Browser โดยเด็ดขาด)
–อัพเดทระบบความปลอดภัย (หมั่นอัพเดทระบบปฏิบัติการ (OS) และติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส (EDR/Anti-virus) บนอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่เสมอ)
การปกป้องข้อมูลและสินทรัพย์ยุคดิจิทัลไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือความรับผิดชอบร่วมกัน ระหว่างผู้ให้บริการที่มีระบบรัดกุมและผู้บริโภคที่มีความรู้เท่าทัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ ที่เข้มแข็งให้แก่ตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน..!!