Cover Image

สถานการณ์ไม่ปกติ! รศ.ดร.นงนุชเตือนผลตอบแทนตราสารหนี้-ดัชนีหุ้นวิ่งไปทิศเดียวกัน

06 ส.ค.2569 - รศ.ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เมื่อ bond yield หรืออัตราผลตอบแทนตราสารหนี้กับ ดัชนีหุ้นไปในทิศเดียวกัน …” ระบุว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น เช่นสถานการณ์แวดล้อมมีความเสี่ยงสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้นั้นจะลดลง เพราะ discount factor ต้นทุนการกู้ยืม และค่าเสียโอกาสเพื่มขึ้น อุปสงค์ต่อตราสารหนี้ที่ลดลงผลักให้ราคาต่ำลง

เมื่อราคาในตลาดต่ำลง ผลตอบแทนตราสารหนี้หรือ yield to maturity จะสูงขึ้น

จะเห็นว่า bond yield รวมถึงอัตราดอกเบี้ย จะวิ่งสวนทางกับราคาตราสารหนี้

โดยหลักของ high risk high return - yield ของแต่ละ maturity จะแตกต่างกัน ตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาวกว่าจะมี yield หรืออัตราผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่า

แต่หา yield ของทุกๆ maturity ต่างก็ยกระดับสูงขึ้น มันสะท้อนว่าเราอยู่สถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น

เมื่อราคาตราสารหนี้ลดลง มูลค่าหนี้ไม่ได้ลดลงนะคะ แต่คนที่ซื้อตราสารหนี้ในจังหวะที่ราคาลดลง แล้วถือจนครบสัญญาหรือเมื่อราคากลับขึ้นมาใหม่ ก็จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยคูปอง (coupon rate) … ถ้าผู้ออกตราสารหนี้หรือลูกหนี้จ่ายเงินคืนให้ผู้ถือตราสารหนี้ครบจำนวนทั้งต้นทั้งดอก

แต่ราคาตราสารหนี้ที่ลดลง มันมาพร้อมกับความสงสัยของนักลงทุนที่มีต่อความสามารถในการทำกำไรหรือความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้

เพราะฉะนั้นเรามักจะเห็นราคาตราสารหนี้และราคาตราสารทุน (ราคาหุ้นกู้และราคาหุ้นในตลาดหุ้น) มักจะไปทิศเดียวกัน ขึ้นก็ขึ้นด้วยกัน ลงก็ลงด้วยกัน

นั่นแปลว่า bond yield โดยรวมของตลาด กับดัชนีหุ้นมันก็จะไปในทิศตรงข้ามกัน

… แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ bond yield (สะท้อนความเสี่ยง) กับดัชนีหุ้น (สะท้อนอุปสงค์อุปทาน) ไปในทิศเดียวกัน มันจึงไม่ใช่สถานการณ์ปกติค่ะ

ถ้าไม่ใช่ว่ามี risk-lover หรือนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นอยู่มากกว่านักลงทุนที่แท้จริง ก็คือตลาดหุ้นกู้เริ่มมีอุปทานมากกว่าอุปสงค์

และถ้ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น อัตราดอกเบี้ย (interest rate) ต่ำ กับอัตราผลตอบแทน (yield) สูง ยิ่ง 2 ตัวนี้ถ่างห่างออกจากกันเท่าไหร่ แรงกระแทกจาก reversion to normal ก็จะมีมากเท่านั้น

Back To Top